หน้าหลัก

          ดาวน์โหลดบทวิจัย

          กระแสข่าว/กลยุทธ์

          บทวิเคราะห์

          วิเคราะห์เทคนิค

          VDO SQUAWK

          สรุปหุ้นแนะนำ

          วอร์แรนท์

          วิเคราะห์รายหุ้น

          ผลประกอบการ

          ปฎิทินหุ้น

          เชื่อมเวบไซต์อื่น

          เศรษฐกิจและอื่นๆ

          ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ

          อัตราแลกเปลี่ยน

          ตลาดล่วงหน้า

 

            กระแสข่าว / กลยุทธ์

7 มีนาคม 2546
   

บทวิเคราะห์

ข่าวกระทบทิศทางหุ้น
  • QH <6.30 บาท : ซื้อ>การแจกวอร์แรนท์และปันผลสุทธิเป็นบวกต่อหุ้น

หากเรานับรวมการแปลงหุ้นวอร์แรนท์ ค่าของ NPV ควรจะลดลงจาก 13.3 บาท เหลือ 10.5 บาทต่อหุ้น หรือลดลงจากเดิม 21% ซึ่งดูราคาปัจจุบันก็ยังคงมีโอกาสขึ้นได้อีก 67% ซึ่งแม้การมีวอร์แรนท์ จะทำให้อัตราตอบแทนต่อหุ้นลดลงมีจำนวนหุ้นมาเฉลี่ยกำไร บริษัทจะได้เงินมาทำธุรกิจได้โดยความเสี่ยงทางการเงินจะลดลงมาก นอกจากนั้น การจ่ายปันผล 5.3% ในระดับ 0.335 บาท/หุ้น ยังดึงดูดใจได้ด้วย

ถ้าดูผลประกอบการก็ยังปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากอัตรากำไรดีขึ้นมาก ดังที่เห็นได้ในไตรมาส 4/45 เราจึงได้ปรับคาดการณ์กำไรขึ้น 13% และ 17% เป็น 798 ล้านบาท และ 834 ล้านบาทในปี 2546-2547 ซึ่งโตขึ้น 32% ในปีนี้ หลังจากปีก่อนทำได้ 164% ส่วนกระแสเงินสดจะกลับตัวจากลบ 1.1 พันล้านบาทในปีก่อน มาเป็นบวก 1.4 ล้านบาท

สรุปแล้ว เรายังคงแนะนำ "ซื้อ" หุ้น QH ต่อเนื่องจะให้รับปันผล 5.3% แจกวอรแรนท์ QH-W4 ฟรี และพัฒนาการกำไรยังเป็นบวก ส่วน QH-W2 ที่จะหมดอายุนั้นก็ซื้อไปแปลงได้ โดยเฉพาะถ้าส่วนต่างของราคาหุ้นต่อการแปลงสูงกว่าอัตราเงินปันผล <เอกสารแนบ>

  • JASMIN <4.34 บาท: ขายเมื่อปรับตัวขึ้น> ผลด้านบวกของแผนปรับโครงสร้างหนี้อยู่ในราคาหุ้น JASMIN แล้ว

ราคาหุ้นบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) JASMIN เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์เป็น 4.34 บาท เนื่องด้วยแรงเก็งกำไรว่า JASMIN ใกล้จะได้บทสรุปเกี่ยวกับแผนการปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งคาดว่าจะเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทฯอย่างมาก แผนดังกล่าวดูใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเมื่อ 59% ของเจ้าหนี้ได้อนุมติรับแผนการปรับโครงสร้างหนี้

ในเดือนกันยายน 2545 JASMIN และบริษัทย่อย JOIC ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง และได้แต่งตั้งบริษัท แจ้งวัฒนะ แพลนเนอร์ จำกัดเป็นผู้จัดทำแผน

ตามข่าวที่ออกมาเมื่อวานนี้ มูลหนี้ 11.8 ล้านบาทจากเงินกู้ระยะยาวทั้งหมด 13.8 ล้านบาทได้นำเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้ โดยจะยอมยกเลิกหรือลดหนี้สินจำนวน 8.3 พันล้านบาท หรือ 70.59% ของหนี้ที่ปรับโครงสร้างทั้งหมด ส่วนหนี้สินอีก 2.29%จะถูกแปลงเป็นทุน 18 ล้านหุ้นที่ราคา 15 บาทต่อหุ้น หุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการแปลงหนี้เป็นทุนคิดเป็นเพียง 4.1% ของทุนชำระแล้วปัจจุบัน

หลังจากการลดหนี้และแปลงหนี้เป็นทุน บริษัทฯจะเพิ่มทุนใหม่อีก 300 ล้านบาทสำหรับการจ่ายชำระหนี้ ด้วยโครงสร้างนี้ JASMIN จะมีหนี้เงินกู้ระยะยาวจากการปรับโครงสร้างหนี้เหลือ 3.2 พันล้านบาท นอกจากจะยืดระยะเวลาชำระคืนหนี้ออกไป ส่วนของผู้ถือหุ้นของ JASMIN ฟื้นจากติดลบเป็น 10.43 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สินระยะยาวต่อทุนเหลือ 0.4 เท่า

กลุ่มเจ้าหนี้คิดเป็น 59% ของมูลหนี้ที่ปรับโครงสร้างได้เห็นชอบต่อแผนการดังกล่าว ขณะที่ส่วนที่เหลือยังไม่เห็นด้วย เจ้าหนี้รายใหญ่คือธนาคารกรุงเทพ และ ธนาคาร HSBC ถ้าไม่มีการยื่นคัดค้าน ศาลน่าจะพิจารณาตัดสินคดีปรับโครงสร้างหนี้นี้ได้ภายใน 3-5 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม เราแนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังว่ากลุ่มเจ้าหนี้ที่คัดค้านอาจจะยังพยายาม ขัดขวางแผนการปรับโครงสร้างหนี้นี้

ล่าสุด JASMIN ได้รายงานผลขาดทุนสุทธิ 1.6 พันล้านบาทในปี 2545 เนื่องจาก ค่าใช้จ่ายจากรายการพิเศษ 3.5 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการตั้งสำรองค่าเผื่อด้อยค่าสินทรัพย์ และผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการแปลงค่าเงิน นอกจากรายการพิเศษดังกล่าว JASMIN มีกำไรปกติจากการดำเนินงาน 189 ล้านบาท

ในปี 2545 JASMIN มีรายได้จากการดำเนินงาน 4.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จาก 4.2 พันล้านบาทในปี 2544 แหล่งรายได้สำคัญของบริษัทฯมาจากธุรกิจ ACUMEN และ JST ซึ่งคิดเป็น 68% ของรายได้รวม ส่วนรายได้ในอนาคตของ JASMIN ส่วนหนึ่งค่อนข้างแน่นอนจากส่วนแบ่งตามสัญญาสัมปทาน คิดเป็นรายได้ 3.4 พันล้านบาทตลอดอายุสัมปทานสิ้นสุด 2549 ขณะที่ JOIC ยังเป็นตัวฉุดผลประกอบการของบริษัทฯต่อไป

สมมติให้แผนการปรับโครงสร้างหนี้นี้ผ่าน เราประเมินมูลค่าหุ้น JASMIN ในเบื้องต้นที่ 5.7 บาทต่อหุ้นจากค่า PER ที่กำหนดให้ 4 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมสำหรับบริษัทที่มีการเติบโตของรายได้ที่จำกัด

หุ้น JASMIN อาจจะมีแรงเก็งกำไรต่อในช่วงสั้นหลังจากข่าวนี้แพร่ออกไปในตลาด เราแนะนำให้นักลงทุนให้ใช้โอกาสนี้ "ขายเมื่อหุ้นปรับตัวขึ้น" ในช่วงนี้ เนื่องจาก 1) ยังมีความไม่แน่นอนว่าผลกระทบจากกลุ่มเจ้าหนี้ที่คัดค้านแผน 2) ศักยภาพในการเติบโตที่จำกัดจากสินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทาน และ 3) อายุสัมปทานส่วนใหญ่เหลืออยู่ไม่มาก <เอกสารแนบ>

  • FANCY <48.50 บาท : ซื้อ>กำไรในปี 2545 ทำให้ผิดหวังเล็กน้อย แต่คงยังเติบโตยังต่อเนื่อง

FANCY มีกำไรจากการดำเนินในปี 2545 ทั้งสิ้น 449 ล้านบาทโตขึ้น 19.4% กำไรที่ประกาศออกมาต่ำที่เราประมาณการไว้ เนื่องจากยอดขายของบริษัทในกลุ่มลูกค้าที่สำคัญ (อเมริกา) ได้รับผลกระทบจากการหยุดพักงานของคนงานท่าเรือ แถบชายฝั่งตะวันตก ในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามการชะลอตัวของการสั่งซื้อนี้ ไม่ใช่เป็นการยกเลิกคำสั่งซื้อ เรายังคงคาดว่าบริษัทจะมีกำไรในปี 2546 ที่ 621 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% ในปีนี้ โดยขณะนี้บริษัทยังคงใช้กำลังการผลิตเต็มที่ โดยในส่วนกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 1 จะช่วยให้ยอดขายและกำไรโตขึ้น

FANCY ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลที่ 1.5 บาท/หุ้น สำหรับการดำเนินงานในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา โดยทั้งปีจ่ายทั้งสิ้น 6 บาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ 12.37% ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน

ราคาหุ้นปัจจุบันค่อนข้างถูก โดยเราประมาณว่าจะอยู่ที่ PE ปี 2546 ที่ 7.39 เท่า โดยให้อัตราเงินปันผลตอบแทนที่ 12.37% ในปีนี้ นอกจากนี้ราคาหุ้นยังซื้อขายที่ส่วนลด 26% จากราคาเหมาะสมของเราที่ 66 บาท โดยการใช้ PE ปี 2546 ที่ 10 เท่า เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" <เอกสารแนบ>

  • UV-W1 : ประเมินราคาวันนี้อยู่ที่ 7.59 บาท (ภายใต้เงื่อนไขหุ้น UV ที่ 24.2 บาท)

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม เป็นต้นไป โดยใช้ชื่อย่อว่า “UV-W1”

ลักษณะ เงื่อนไข และ สาระสำคัญ UV-W1

วันที่เริ่มทำการซื้อขาย:

7 มีนาคม 2546

ประเภทหลักทรัพย์ :

ใบสำคัญแสดงสิทธิ์ที่จะซื้อหุ้นสามัญ UV

จำนวนใบสำคัญแสดงสิทธิ :

17,427,299 หน่วย

สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิ :

ใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วย มีสิทธิซื้อหุ้น UV ได้ 1 หุ้น ในราคาใช้สิทธิ 25 บาท

อายุของใบสำคัญแสดงสิทธิ:

7 ปี (วันใช้สิทธิครั้งสุดท้าย คือ 19 กุมภาพันธ์ 2553)

ราคาใบสำคัญแสดงสิทธิ :

0 บาท (ให้ฟรีแก่ผู้ถือหุ้น)

UV-W1 เกิดจาก การขึ้นเครื่องหมาย XW ในสัดส่วน 2 หุ้นเดิม ต่อ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ (XW 2:1@0) โดยมีการขึ้นเครื่องหมาย XW ในวันที่ 25 พ.ย. 2545 ซึ่งวันก่อนขึ้นเครื่องหมาย XW ราคาหุ้น UV เท่ากับ 26.75 บาท และ ราคาหุ้น UV ณ วันขึ้นเครื่องหมายเท่ากับ 22.80 บาท

สำหรับการประเมินมูลค่าหุ้น UV-W1 ด้วยสูตร Black Scholes Model ภายใต้เงื่อนไขที่เราใช้คือ Risk Free Rate เท่ากับ 5% ค่า Volatility ของหุ้น UV เท่ากับ 50% และ สมมติมีการจ่ายปันผลประมาณ 3% จะได้ราคาตามสูตร Black Scholes Model ดังแสดงในตารางข้างล่าง

ราคาตามสูตร Black & Scholes ของ UV-W1 (หน่วย : บาท)

ราคาหุ้น UV

UV-W1

22.0

6.58

22.5

6.81

23.0

7.04

23.5

7.27

24.0

7.50

24.2

7.59

24.5

7.74

25.0

7.97

25.5

8.21

26.0

8.44

27.0

8.92

 

สรปปัจจัย / ประเมินแนวโน้มตลาด
  • ( - ) ตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อคืนทรุดลงหนักดัชนีดาวโจนส์ ลดลง 101 จุด หรือ 1.31% ปิดที่ 7,673 ทำสถิติต่ำสุดรอบ 5 เดือน ดัชนีแนสแด็ก ลดลง 11 จุด หรือ 0.87 จุด ปิดที่ 1,302 ปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อคืนยังเป็นเรื่องความกังวลถึงความไม่แน่นอนที่จะ เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียรอบสอง โดยหุ้นในดาวโจนส์ 30 หลักทรัพย์ปรากฏว่ามีเพียง 3 หลักทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้น สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศเมื่อคืน คือ ตัวเลขขอรับสวัสดิการการว่างงานในสัปดาห์ก่อนหน้า ปรากฏว่าได้พุ่งขึ้นมาถึง 430 พันตำแหน่ง มากกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ทีประเมินไว้ที่ 403 พันตำแหน่ง การที่คนขอรับสวัสดิการเพิ่มขึ้นแสดงถึงการว่างงานที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ตัวเลข Factory Order ประจำเดือน ม.ค. กลับออกมาค่อนข้างดีคือ เพิ่มขึ้น 2.1% เทียบกับเดือนก่อน 0.3%

หลังตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการได้มีข่าวร้ายเข้ามากระทบตลาดเพิ่มเติมคือ Intel ผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลก ได้ออกมาประมาณการแนวโน้มผลการดำเนินงานงวดครึ่งไตรมาส โดยบริษัทได้ปรับลดประมาณการรายได้ไตรมาสหนึ่งลง จากผลดังกล่าวทำให้ราคาหุ้น Intel ซื้อขายในช่วง Afterhours trading ทรุดลงถึง 6% ลงไปอยู่ที่ $15.97

ในคืนนี้สหรัฐจะมีการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญมาก คือ ตัวเลขการจ้างงาน โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าการจ้างงานนอกภาคการเกษตรจะเพิ่มขึ้นเพียง 20 พันตำแหน่ง เทียบกับเดือนก่อนที่เพิ่มขึ้น 143 พันตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.8% จากเดือนก่อนที่ 5.7%

  • ( - ) สถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองของโลก เมื่อคืนประเทศจีนได้ออกมาแสดงท่าทีที่จะไม่สนับสนุนให้สหรัฐฯใช้กำลังทหารกับอิรัก โดยจะยังให้โอกาสเจ้าหน้าคณะผู้ตรวจสอบอาวุธปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในอิรัก หลังจากก่อนหน้านี้ ประเทศ ฝรั่งเศส, รัสเซีย และ เยอรมนี ซึ่งเป็นสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้เห็นพร้องร่วมกันว่าจะ คัดค้านสหรัฐฯไม่ให้ใช้กำลังทหารกับอิรัก ในคืนวันศุกร์ที่ 7 มี.ค. นี้ นาย ฮันส์ บลิกซ์ หัวหน้าคณะผู้ตรวจสอบอาวุธจะรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการตรวจสอบอาวุธ ในอิรักต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เป็นที่คาดหมายว่าสหรัฐ-อังกฤษ จะพยายามผลักดันให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติโหวตเสียงเพื่อให้ อำนาจแก่สหรัฐฯเข้าไปโจมตีอิรักเพื่อปลดอาวุธหลังจากนาย ฮันส์ บลิกซ์ รายงานต่อ ยูเอ็น ซึ่งอาจจะเป็นปลายสัปดาห์นี้ หรือ ต้นสัปดาห์หน้า
  • ( + ) เมื่อคืนธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 2.5% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในแถบยูโรโซน ซึ่งองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ได้แถลงว่าอาจต้องมีการปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนปี 2546 ลงจากระดับ 1.8%
  • ( + ) ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารรายใหญ่เป็นอันดับ 4 ในระบบธนาคารไทย ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ลงทุกประเภทอีก 0.25-0.75% มีผลตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค.เป็นต้นไป โดยอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ลดลงจาก 1.50% เหลือ 1.25% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำระยะ 3 และ 6 เดือน ลดลงจาก 1.75% เหลือ 1.50% ระยะ 12 เดือน ลดลงจาก 2% เหลือ 1.75% และระยะ 24 เดือน ลดลงจาก 2.75% เหลือ 2% พร้อมกันนี้ ได้ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีแบบมีระยะเวลา หรือเอ็มแอลอาร์ จาก 6.75% เหลือ 6.5% แบบเกินบัญชี หรือเอ็มโออาร์ ลดจาก 7.25% เหลือ 6.75% และรายย่อยชั้นดี หรือเอ็มอาร์อาร์ ลดจาก 7.25% เหลือ 7%

แนวโน้มดอกเบี้ยของทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป รวมถึงไทย คาดหมายว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในปีนี้

  • ( + ) นายอดิศัย โพธารามิก รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขการส่งออกสินค้าไทยในเดือน ก.พ.2546 โดยเป็นข้อมูลจากกรมศุลกากร ซึ่งเป็นข้อมูล 95% โดยมีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 5,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่การคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ หากได้ข้อมูล 100% มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวในอัตรา 15% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของมูลค่าการนำเข้าเดือน ก.พ.ข้อมูล 95% มีมูลค่าทั้งสิ้น 4,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 12-13% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน หากข้อมูล 100% น่าจะขยายตัวเพิ่มจากนี้เล็กน้อย ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุลในเดือน ก.พ.มูลค่า 280-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ( - ) นักลงทุนต่างชาติเมื่อวานขายสุทธิต่อเนื่องอีก 97 ล้านบาท ภายใต้สถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองของโลกทำให้นักลงทุนต่างชาตินับตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค. 46 เป็นต้นมาขายสุทธิรวมแล้วเท่ากับ 3,597 ล้านบาท แต่หากสะสมตั้งแต่ต้นปีต่างชาติยังซื้อสุทธิเท่ากับ 4,730 ล้านบาท

ประเมินแนวโน้มตลาด : ช่วงนี้ยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งในคืนนี้นาย ฮันส์ บลิกซ์ หัวหน้าคณะผู้ตรวจสอบอาวุธ จะรายงานผลการตรวจสอบอาวุธต่อยูเอ็น หลังจากนั้น คาดหมายว่าสหรัฐ-อังกฤษ จะพยายามพลักดันให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติโหวตเสียงให้อำนาจ สหรัฐฯเข้าโจมตีเพื่อปลดอาวุธในอิรักซึ่งอาจจะเป็นช่วงปลายสัปดาห์นี้ หรือ ต้นสัปดาห์หน้า ในขณะที่ประเทศหลักในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีสิทธิออกเสียงวีโต้คือ ฝรั่งเศส, รัสเซีย และ จีน รวมถึงประเทศอย่างเยอรมนี ได้แสดงท่าทีคัดค้าน และ ต้องการที่จะให้คณะผู้ตรวจสอบอาวุธดำเนินการตรวจสอบอาวุธต่อไปในอิรัก ดังนั้น ภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองของโลกดังกล่าว จึงคาดหมายว่าจะส่งผลลบต่อตลาดหุ้นในวันนี้เช่นเดิม และ ในวันนี้ยังมีข่าวลบเรื่อง Intel ออกมาเตือนผลประกอบการหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯปิด วันนี้ ประเมินกรอบการเคลือนไหวของ SET ระหว่างแนวรับ 354-355 และ แนวต้านที่ 362-364

 

KIM ENG Stock Picks -- กดที่นี่เพื่อดูสรุปหุ้นที่เราแนะนำ

Thaiinvestor -- Click Here


กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง
กรุณาเลือก วัน/เดือน/ปี แล้วกดปุ่ม Submit / /


 

If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer

Click Here!