|
- QH
<6.30 บาท : ซื้อ>การแจกวอร์แรนท์และปันผลสุทธิเป็นบวกต่อหุ้น
หากเรานับรวมการแปลงหุ้นวอร์แรนท์
ค่าของ NPV ควรจะลดลงจาก 13.3
บาท เหลือ 10.5 บาทต่อหุ้น
หรือลดลงจากเดิม 21%
ซึ่งดูราคาปัจจุบันก็ยังคงมีโอกาสขึ้นได้อีก
67% ซึ่งแม้การมีวอร์แรนท์
จะทำให้อัตราตอบแทนต่อหุ้นลดลงมีจำนวนหุ้นมาเฉลี่ยกำไร
บริษัทจะได้เงินมาทำธุรกิจได้โดยความเสี่ยงทางการเงินจะลดลงมาก
นอกจากนั้น การจ่ายปันผล 5.3%
ในระดับ 0.335 บาท/หุ้น
ยังดึงดูดใจได้ด้วย
ถ้าดูผลประกอบการก็ยังปรับตัวดีขึ้น
เนื่องจากอัตรากำไรดีขึ้นมาก
ดังที่เห็นได้ในไตรมาส 4/45
เราจึงได้ปรับคาดการณ์กำไรขึ้น
13% และ 17% เป็น 798 ล้านบาท และ 834
ล้านบาทในปี 2546-2547
ซึ่งโตขึ้น 32% ในปีนี้
หลังจากปีก่อนทำได้ 164%
ส่วนกระแสเงินสดจะกลับตัวจากลบ
1.1 พันล้านบาทในปีก่อน
มาเป็นบวก 1.4 ล้านบาท
สรุปแล้ว
เรายังคงแนะนำ "ซื้อ"
หุ้น QH
ต่อเนื่องจะให้รับปันผล 5.3%
แจกวอรแรนท์ QH-W4 ฟรี
และพัฒนาการกำไรยังเป็นบวก
ส่วน QH-W2
ที่จะหมดอายุนั้นก็ซื้อไปแปลงได้
โดยเฉพาะถ้าส่วนต่างของราคาหุ้นต่อการแปลงสูงกว่าอัตราเงินปันผล
<เอกสารแนบ>
- JASMIN <4.34 บาท:
ขายเมื่อปรับตัวขึ้น>
ผลด้านบวกของแผนปรับโครงสร้างหนี้อยู่ในราคาหุ้น
JASMIN แล้ว
ราคาหุ้นบริษัท
จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล
จำกัด (มหาชน) JASMIN
เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์เป็น
4.34 บาท
เนื่องด้วยแรงเก็งกำไรว่า
JASMIN
ใกล้จะได้บทสรุปเกี่ยวกับแผนการปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งคาดว่าจะเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทฯอย่างมาก
แผนดังกล่าวดูใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเมื่อ
59%
ของเจ้าหนี้ได้อนุมติรับแผนการปรับโครงสร้างหนี้
ในเดือนกันยายน
2545 JASMIN และบริษัทย่อย JOIC
ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง
และได้แต่งตั้งบริษัท
แจ้งวัฒนะ แพลนเนอร์
จำกัดเป็นผู้จัดทำแผน
ตามข่าวที่ออกมาเมื่อวานนี้
มูลหนี้ 11.8
ล้านบาทจากเงินกู้ระยะยาวทั้งหมด
13.8
ล้านบาทได้นำเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้
โดยจะยอมยกเลิกหรือลดหนี้สินจำนวน
8.3 พันล้านบาท หรือ 70.59%
ของหนี้ที่ปรับโครงสร้างทั้งหมด
ส่วนหนี้สินอีก 2.29%จะถูกแปลงเป็นทุน
18 ล้านหุ้นที่ราคา 15
บาทต่อหุ้น
หุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการแปลงหนี้เป็นทุนคิดเป็นเพียง
4.1% ของทุนชำระแล้วปัจจุบัน
หลังจากการลดหนี้และแปลงหนี้เป็นทุน
บริษัทฯจะเพิ่มทุนใหม่อีก
300
ล้านบาทสำหรับการจ่ายชำระหนี้
ด้วยโครงสร้างนี้ JASMIN
จะมีหนี้เงินกู้ระยะยาวจากการปรับโครงสร้างหนี้เหลือ
3.2 พันล้านบาท
นอกจากจะยืดระยะเวลาชำระคืนหนี้ออกไป
ส่วนของผู้ถือหุ้นของ JASMIN
ฟื้นจากติดลบเป็น 10.43
บาทต่อหุ้น
ซึ่งจะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สินระยะยาวต่อทุนเหลือ
0.4 เท่า
กลุ่มเจ้าหนี้คิดเป็น
59%
ของมูลหนี้ที่ปรับโครงสร้างได้เห็นชอบต่อแผนการดังกล่าว
ขณะที่ส่วนที่เหลือยังไม่เห็นด้วย
เจ้าหนี้รายใหญ่คือธนาคารกรุงเทพ
และ ธนาคาร HSBC
ถ้าไม่มีการยื่นคัดค้าน
ศาลน่าจะพิจารณาตัดสินคดีปรับโครงสร้างหนี้นี้ได้ภายใน
3-5 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม
เราแนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังว่ากลุ่มเจ้าหนี้ที่คัดค้านอาจจะยังพยายาม ขัดขวางแผนการปรับโครงสร้างหนี้นี้
ล่าสุด JASMIN
ได้รายงานผลขาดทุนสุทธิ 1.6
พันล้านบาทในปี 2545
เนื่องจาก
ค่าใช้จ่ายจากรายการพิเศษ
3.5 พันล้านบาท
ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการตั้งสำรองค่าเผื่อด้อยค่าสินทรัพย์
และผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการแปลงค่าเงิน
นอกจากรายการพิเศษดังกล่าว
JASMIN
มีกำไรปกติจากการดำเนินงาน
189 ล้านบาท
ในปี 2545 JASMIN
มีรายได้จากการดำเนินงาน
4.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12%
จาก 4.2 พันล้านบาทในปี 2544
แหล่งรายได้สำคัญของบริษัทฯมาจากธุรกิจ
ACUMEN และ JST ซึ่งคิดเป็น 68%
ของรายได้รวม
ส่วนรายได้ในอนาคตของ JASMIN
ส่วนหนึ่งค่อนข้างแน่นอนจากส่วนแบ่งตามสัญญาสัมปทาน
คิดเป็นรายได้ 3.4
พันล้านบาทตลอดอายุสัมปทานสิ้นสุด
2549 ขณะที่ JOIC
ยังเป็นตัวฉุดผลประกอบการของบริษัทฯต่อไป
สมมติให้แผนการปรับโครงสร้างหนี้นี้ผ่าน
เราประเมินมูลค่าหุ้น JASMIN
ในเบื้องต้นที่ 5.7
บาทต่อหุ้นจากค่า PER
ที่กำหนดให้ 4 เท่า
ซึ่งอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมสำหรับบริษัทที่มีการเติบโตของรายได้ที่จำกัด
หุ้น JASMIN
อาจจะมีแรงเก็งกำไรต่อในช่วงสั้นหลังจากข่าวนี้แพร่ออกไปในตลาด
เราแนะนำให้นักลงทุนให้ใช้โอกาสนี้
"ขายเมื่อหุ้นปรับตัวขึ้น"
ในช่วงนี้ เนื่องจาก 1)
ยังมีความไม่แน่นอนว่าผลกระทบจากกลุ่มเจ้าหนี้ที่คัดค้านแผน
2)
ศักยภาพในการเติบโตที่จำกัดจากสินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทาน
และ 3)
อายุสัมปทานส่วนใหญ่เหลืออยู่ไม่มาก
<เอกสารแนบ>
- FANCY
<48.50 บาท : ซื้อ>กำไรในปี 2545
ทำให้ผิดหวังเล็กน้อย
แต่คงยังเติบโตยังต่อเนื่อง
FANCY
มีกำไรจากการดำเนินในปี 2545
ทั้งสิ้น 449 ล้านบาทโตขึ้น
19.4%
กำไรที่ประกาศออกมาต่ำที่เราประมาณการไว้
เนื่องจากยอดขายของบริษัทในกลุ่มลูกค้าที่สำคัญ
(อเมริกา)
ได้รับผลกระทบจากการหยุดพักงานของคนงานท่าเรือ
แถบชายฝั่งตะวันตก
ในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา
แต่อย่างไรก็ตามการชะลอตัวของการสั่งซื้อนี้
ไม่ใช่เป็นการยกเลิกคำสั่งซื้อ
เรายังคงคาดว่าบริษัทจะมีกำไรในปี
2546 ที่ 621 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38%
ในปีนี้
โดยขณะนี้บริษัทยังคงใช้กำลังการผลิตเต็มที่
โดยในส่วนกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส
1
จะช่วยให้ยอดขายและกำไรโตขึ้น
FANCY
ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลที่
1.5 บาท/หุ้น
สำหรับการดำเนินงานในไตรมาส
4 ที่ผ่านมา
โดยทั้งปีจ่ายทั้งสิ้น 6
บาท
คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนที่
12.37% ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน
ราคาหุ้นปัจจุบันค่อนข้างถูก
โดยเราประมาณว่าจะอยู่ที่
PE ปี 2546 ที่ 7.39 เท่า
โดยให้อัตราเงินปันผลตอบแทนที่
12.37% ในปีนี้
นอกจากนี้ราคาหุ้นยังซื้อขายที่ส่วนลด
26%
จากราคาเหมาะสมของเราที่ 66
บาท โดยการใช้ PE ปี 2546 ที่ 10
เท่า เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ"
<เอกสารแนบ>
- UV-W1 :
ประเมินราคาวันนี้อยู่ที่
7.59 บาท (ภายใต้เงื่อนไขหุ้น
UV ที่ 24.2 บาท)
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ได้กำหนดให้
ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท
ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน)
เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม
เป็นต้นไป
โดยใช้ชื่อย่อว่า UV-W1
|
ลักษณะ เงื่อนไข และ
สาระสำคัญ UV-W1 |
|
วันที่เริ่มทำการซื้อขาย: |
7 มีนาคม 2546 |
|
ประเภทหลักทรัพย์ : |
ใบสำคัญแสดงสิทธิ์ที่จะซื้อหุ้นสามัญ
UV |
|
จำนวนใบสำคัญแสดงสิทธิ : |
17,427,299 หน่วย |
|
สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิ
: |
ใบสำคัญแสดงสิทธิ 1
หน่วย มีสิทธิซื้อหุ้น UV
ได้ 1 หุ้น ในราคาใช้สิทธิ
25 บาท |
|
อายุของใบสำคัญแสดงสิทธิ: |
7 ปี (วันใช้สิทธิครั้งสุดท้าย
คือ 19 กุมภาพันธ์ 2553) |
|
ราคาใบสำคัญแสดงสิทธิ : |
0 บาท (ให้ฟรีแก่ผู้ถือหุ้น) |
UV-W1 เกิดจาก
การขึ้นเครื่องหมาย XW
ในสัดส่วน 2 หุ้นเดิม ต่อ 1
ใบสำคัญแสดงสิทธิ (XW 2:1@0)
โดยมีการขึ้นเครื่องหมาย XW
ในวันที่ 25 พ.ย. 2545
ซึ่งวันก่อนขึ้นเครื่องหมาย
XW ราคาหุ้น UV เท่ากับ 26.75 บาท
และ ราคาหุ้น UV ณ
วันขึ้นเครื่องหมายเท่ากับ
22.80 บาท
สำหรับการประเมินมูลค่าหุ้น
UV-W1 ด้วยสูตร Black Scholes Model
ภายใต้เงื่อนไขที่เราใช้คือ
Risk Free Rate เท่ากับ 5% ค่า Volatility
ของหุ้น UV เท่ากับ 50% และ
สมมติมีการจ่ายปันผลประมาณ
3% จะได้ราคาตามสูตร Black Scholes Model
ดังแสดงในตารางข้างล่าง
|
ราคาตามสูตร Black &
Scholes ของ UV-W1 (หน่วย : บาท) |
|
ราคาหุ้น UV |
UV-W1 |
|
22.0 |
6.58 |
|
22.5 |
6.81 |
|
23.0 |
7.04 |
|
23.5 |
7.27 |
|
24.0 |
7.50 |
|
24.2 |
7.59 |
|
24.5 |
7.74 |
|
25.0 |
7.97 |
|
25.5 |
8.21 |
|
26.0 |
8.44 |
|
27.0 |
8.92 |
|
สรุปปัจจัย / ประเมินแนวโน้มตลาด |
- ( - )
ตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อคืนทรุดลงหนักดัชนีดาวโจนส์
ลดลง 101 จุด หรือ 1.31% ปิดที่ 7,673
ทำสถิติต่ำสุดรอบ 5 เดือน
ดัชนีแนสแด็ก ลดลง 11 จุด
หรือ 0.87 จุด ปิดที่ 1,302
ปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อคืนยังเป็นเรื่องความกังวลถึงความไม่แน่นอนที่จะ เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียรอบสอง
โดยหุ้นในดาวโจนส์ 30
หลักทรัพย์ปรากฏว่ามีเพียง
3
หลักทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศเมื่อคืน
คือ
ตัวเลขขอรับสวัสดิการการว่างงานในสัปดาห์ก่อนหน้า
ปรากฏว่าได้พุ่งขึ้นมาถึง
430 พันตำแหน่ง
มากกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ทีประเมินไว้ที่
403 พันตำแหน่ง
การที่คนขอรับสวัสดิการเพิ่มขึ้นแสดงถึงการว่างงานที่เพิ่มมากขึ้น
ในขณะที่ตัวเลข Factory Order
ประจำเดือน ม.ค.
กลับออกมาค่อนข้างดีคือ
เพิ่มขึ้น 2.1%
เทียบกับเดือนก่อน 0.3%
หลังตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการได้มีข่าวร้ายเข้ามากระทบตลาดเพิ่มเติมคือ
Intel
ผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลก
ได้ออกมาประมาณการแนวโน้มผลการดำเนินงานงวดครึ่งไตรมาส
โดยบริษัทได้ปรับลดประมาณการรายได้ไตรมาสหนึ่งลง
จากผลดังกล่าวทำให้ราคาหุ้น
Intel ซื้อขายในช่วง Afterhours trading
ทรุดลงถึง 6% ลงไปอยู่ที่ $15.97
ในคืนนี้สหรัฐจะมีการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญมาก
คือ ตัวเลขการจ้างงาน
โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าการจ้างงานนอกภาคการเกษตรจะเพิ่มขึ้นเพียง
20 พันตำแหน่ง
เทียบกับเดือนก่อนที่เพิ่มขึ้น
143 พันตำแหน่ง
ส่วนอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเป็น
5.8% จากเดือนก่อนที่ 5.7%
- ( - )
สถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองของโลก
เมื่อคืนประเทศจีนได้ออกมาแสดงท่าทีที่จะไม่สนับสนุนให้สหรัฐฯใช้กำลังทหารกับอิรัก
โดยจะยังให้โอกาสเจ้าหน้าคณะผู้ตรวจสอบอาวุธปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในอิรัก
หลังจากก่อนหน้านี้
ประเทศ ฝรั่งเศส, รัสเซีย
และ เยอรมนี
ซึ่งเป็นสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้เห็นพร้องร่วมกันว่าจะ คัดค้านสหรัฐฯไม่ให้ใช้กำลังทหารกับอิรัก
ในคืนวันศุกร์ที่ 7 มี.ค.
นี้ นาย ฮันส์ บลิกซ์
หัวหน้าคณะผู้ตรวจสอบอาวุธจะรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการตรวจสอบอาวุธ ในอิรักต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
เป็นที่คาดหมายว่าสหรัฐ-อังกฤษ
จะพยายามผลักดันให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติโหวตเสียงเพื่อให้ อำนาจแก่สหรัฐฯเข้าไปโจมตีอิรักเพื่อปลดอาวุธหลังจากนาย
ฮันส์ บลิกซ์ รายงานต่อ
ยูเอ็น
ซึ่งอาจจะเป็นปลายสัปดาห์นี้
หรือ ต้นสัปดาห์หน้า
- ( + )
เมื่อคืนธนาคารกลางยุโรป
หรือ ECB
ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง
0.25% เหลือ 2.5%
เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในแถบยูโรโซน
ซึ่งองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ
(OECD)
ได้แถลงว่าอาจต้องมีการปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนปี
2546 ลงจากระดับ 1.8%
- ( + )
ธนาคารไทยพาณิชย์
ธนาคารรายใหญ่เป็นอันดับ
4 ในระบบธนาคารไทย
ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ลงทุกประเภทอีก
0.25-0.75% มีผลตั้งแต่วันที่ 6
มี.ค.เป็นต้นไป
โดยอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ลดลงจาก
1.50% เหลือ 1.25% ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำระยะ
3 และ 6 เดือน ลดลงจาก 1.75%
เหลือ 1.50% ระยะ 12 เดือน
ลดลงจาก 2% เหลือ 1.75% และระยะ
24 เดือน ลดลงจาก 2.75% เหลือ 2%
พร้อมกันนี้
ได้ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีแบบมีระยะเวลา
หรือเอ็มแอลอาร์ จาก 6.75%
เหลือ 6.5% แบบเกินบัญชี
หรือเอ็มโออาร์ ลดจาก 7.25%
เหลือ 6.75% และรายย่อยชั้นดี
หรือเอ็มอาร์อาร์ ลดจาก 7.25%
เหลือ 7%
แนวโน้มดอกเบี้ยของทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป
รวมถึงไทย
คาดหมายว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำ
ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในปีนี้
- ( + ) นายอดิศัย
โพธารามิก รมว.พาณิชย์
เปิดเผยว่า
ตัวเลขการส่งออกสินค้าไทยในเดือน
ก.พ.2546
โดยเป็นข้อมูลจากกรมศุลกากร
ซึ่งเป็นข้อมูล 95%
โดยมีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น
5,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่การคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์
หากได้ข้อมูล 100%
มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น
5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขยายตัวในอัตรา 15%
เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน
ในส่วนของมูลค่าการนำเข้าเดือน
ก.พ.ข้อมูล 95%
มีมูลค่าทั้งสิ้น 4,900
ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว
12-13%
เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน
หากข้อมูล 100%
น่าจะขยายตัวเพิ่มจากนี้เล็กน้อย
ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุลในเดือน
ก.พ.มูลค่า 280-300
ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ( - )
นักลงทุนต่างชาติเมื่อวานขายสุทธิต่อเนื่องอีก
97 ล้านบาท
ภายใต้สถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองของโลกทำให้นักลงทุนต่างชาตินับตั้งแต่วันที่
30 ม.ค. 46
เป็นต้นมาขายสุทธิรวมแล้วเท่ากับ
3,597 ล้านบาท
แต่หากสะสมตั้งแต่ต้นปีต่างชาติยังซื้อสุทธิเท่ากับ
4,730 ล้านบาท
ประเมินแนวโน้มตลาด
:
ช่วงนี้ยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ซึ่งในคืนนี้นาย ฮันส์
บลิกซ์
หัวหน้าคณะผู้ตรวจสอบอาวุธ
จะรายงานผลการตรวจสอบอาวุธต่อยูเอ็น
หลังจากนั้น
คาดหมายว่าสหรัฐ-อังกฤษ
จะพยายามพลักดันให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติโหวตเสียงให้อำนาจ สหรัฐฯเข้าโจมตีเพื่อปลดอาวุธในอิรักซึ่งอาจจะเป็นช่วงปลายสัปดาห์นี้
หรือ ต้นสัปดาห์หน้า
ในขณะที่ประเทศหลักในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีสิทธิออกเสียงวีโต้คือ
ฝรั่งเศส, รัสเซีย และ จีน
รวมถึงประเทศอย่างเยอรมนี
ได้แสดงท่าทีคัดค้าน และ
ต้องการที่จะให้คณะผู้ตรวจสอบอาวุธดำเนินการตรวจสอบอาวุธต่อไปในอิรัก
ดังนั้น
ภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองของโลกดังกล่าว
จึงคาดหมายว่าจะส่งผลลบต่อตลาดหุ้นในวันนี้เช่นเดิม
และ
ในวันนี้ยังมีข่าวลบเรื่อง
Intel
ออกมาเตือนผลประกอบการหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯปิด
วันนี้
ประเมินกรอบการเคลือนไหวของ
SET ระหว่างแนวรับ 354-355 และ
แนวต้านที่ 362-364
|