หน้าหลัก

          ดาวน์โหลดบทวิจัย

          กระแสข่าว/กลยุทธ์

          บทวิเคราะห์

          วิเคราะห์เทคนิค

          VDO SQUAWK

          สรุปหุ้นแนะนำ

          วอร์แรนท์

          วิเคราะห์รายหุ้น

          ผลประกอบการ

          ปฎิทินหุ้น

          เชื่อมเวบไซต์อื่น

          เศรษฐกิจและอื่นๆ

          ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ

          อัตราแลกเปลี่ยน

          ตลาดล่วงหน้า

 
         KIM ENG RESEARCH CENTER
English

            กระแสข่าว / กลยุทธ์

28 มกราคม 2545

บทวิเคราะห์

 

ข่าวกระทบทิศทางตลาด
  • กระแสการไหลเข้าของเม็ดเงินต่างชาติ ประเด็นสำคัญกระทบตลาดรอบนี้

กระแสเงินไหลกลับเข้าประเทศแถบเอเชียค่อนข้างแรง โดยเฉพาะตลาดหุ้น TIP (Thailand, Indonesia และ Philippines) ได้ทะยานพุ่งขึ้นตั้งแต่ต้นปี กล่าวคือ ตลาดหุ้นไทย ขึ้น +11.6% , ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ขึ้น +15.4% และ ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ +14.5% รวมถึงตลาดหุ้นอื่นๆในแถบเอเชียก็ขยับขึ้นแต่รุนแรงน้อยกว่า ได้แก่ เกาหลีใต้ +11.7%, ไต้หวัน +7.2%, สิงคโปร์ +6.6% ในขณะที่ตลาดหุ้นฮ่องกง และ มาเลเซีย ติดลบเท่ากับ -5.5 % และ –0.4% ตามลำดับ

ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ ซึ่งต่างชาติมักจะเรียกรวมกันว่า TIP โดยมีขนาดการพัฒนาน้อยกว่าตลาดหุ้นอย่าง เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ฮ่องกง, สิงคโปร์ และ มาเลเซีย การขยับขึ้นแรงของตลาดหุ้น TIP ในช่วงตั้งแต่ปีใหม่ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากตลาดหุ้น TIP ยังอยู่ต่ำกว่าจุดเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544 ซึ่งเกิดเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมในสหรัฐ ในขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียอื่นๆวิ่งเลยระดับดังกล่าวไปตั้งแต่ในช่วงปลายปีก่อน ซึ่งตลาดหุ้น TIP พึ่งจะวิ่งขึ้นมาพ้นระดับเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544 เมื่อสัปดาห์ก่อน อีกสาเหตุหนึ่งที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นน่าจะเป็นผลจากสภาพคล่องที่ล้นระบบหลังประเทศต่างๆ ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดกระแสเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น

ดังนั้น การจับทิศทางตลาดหุ้นในแถบภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะกลุ่มตลาดหุ้น TIP คือ ไทย, อินโดนีเชีย และ ฟิลิปปินส์ จะช่วยชี้ทิศทางการไหลเข้ามาเม็ดเงินต่างชาติจะหมดรอบเมื่อไหร่

อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการวิ่งขึ้นของตลาดหุ้นในปัจจุบัน เกิดจากกระแสการไหลเข้าของเม็ดเงินของต่างชาติ ซึ่งเกิดจากปัจจัยสภาพคล่องเป็นสำคัญ ในขณะที่ตัวแปรพื้นฐานจริงๆ คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ การปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ รวมถึงผลประกอบการในบริษัทจดทะเบียน ยังไม่มีสัญญาณการพลิกฟื้นที่ชัดเจน ดังนั้น การวิ่งขึ้นของตลาดหุ้นจึงอาจจะไม่ยั่งยืนในระยะยาว หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง เช่นที่เคยเกิดขึ้น ในช่วงเดือน ม.ค. 2541 , ช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. 2542 , เดือน ม.ค. 2544 ซึ่ง 3 เหตุการณ์ดังกล่าวนักลงทุนต่างชาติได้โหมเข้ามาซื้อตลาดหุ้นไทยอย่างมาก แต่ตลาดหุ้นก็วิ่งขึ้นไม่กี่เดือนเนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง

การเปลี่ยนแปลงดัชนีตลาดหุ้นเอเชียเดือนมกราคม 2545

 

ดัชนีสิ้นปี 2544

ดัชนี 25/1/45

%เปลี่ยนแปลง

   ประเทศ TIP

 

ไทย

303.85

338.99

11.6%

อินโดนีเชีย

392.04

452.46

15.4%

ฟิลิปปินส์

1168.08

1337.15

14.5%

   ประเทศเอเชียอื่นๆ

 

เกาหลีใต้

693.7

774.7

11.7%

ไต้หวัน

5551.24

5950.64

7.2%

ฮ่องกง

11397

10,773

-5.5%

สิงคโปร์

1623.6

1730.8

6.6%

มาเลเซีย

696.09

693.58

-0.4%

 

ข่าวกระทบทิศทางหุ้น
  • THAI <28.25 บาท : ขายทำกำไรเหนือกว่า 30 บาท> ดอกเบี้ยลด น้ำมันต่ำ ส่งผลดีต่อการบินไทย

เรามองว่าการที่อัตราดอกเบี้ยปรับลดและราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับที่ต่ำ จะส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานของ บมจ. การบินไทย (THAI) แม้ว่า THAI อาจจะได้รับผลกระทบทางด้านรายได้บ้างจากการที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงบ้าง แต่เราก็ยังมองว่าเมื่อเทียบกับการที่ดอกเบี้ยลดและราคาน้ำมันที่ต่ำแล้ว การบินไทยจะมีผลกำไรมากขึ้นกว่าปีก่อน แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าถ้าแผนการปรับโครงสร้างทางการเงิน ทั้งการรีไฟแนนซ์เงินกู้สกุลดอลลาร์ให้เป็นบาท และการลดภาระอัตราดอกเบี้ยลงจะต้องดำเนินการให้สำเร็จโดยเร็วเพื่อที่ทาง THAI จะได้สามารถที่จะลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและลดภาระดอกเบี้ยจ่ายลงได้ โดยปัจจุบัน THAI มีหนี้สินสกุลดอลลาร์อยู่ประมาณ 78% ของหนี้สินทั้งหมดจำนวน 94,129 ล้านบาท มีภาระดอกเบี้ยจ่ายปีละ 7 – 8 พันล้านบาท ซึ่งถ้าสามารถลดอัตราดอกเบี้ยจ่ายลงได้ 1% จะทำให้ THAI จะลดภาระดอกเบี้ยจ่ายลงได้ประมาณ 1 พันล้านบาท ซึ่งก็จะทำให้ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก แม้ว่าราคาปัจจุบันของ THAI ได้สูงกว่าราคาที่เหมาะสมของเราในระยะสั้นที่ 28 บาท (อ้างอิงส่วนลด 30% จากราคาที่เหมาะสมตามวิธีคิดลดกระแสเงินสดที่ 40 บาท)แล้ว แต่เรามองว่าแผนการปรับโครงสร้างทางการเงิน ยังคงไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนรวมถึงราคาหุ้นที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมากในระยะสั้น โดยราคาได้ปรับสูงขึ้นจาก 20.20 บาทในวันพุธมาปิดที่ 28.25 บาทในวันศุกร์หรือปรับขึ้น 40% ทำให้เราเห็นว่า ณ ระดับราคาหุ้นปัจจุบันมีความเสี่ยงสูง คำแนะนำของเราคือ ขายทำกำไรเมื่อราคาเหนือ 30 บาท <มีเอกสารแนบ>

 

กลยุทธ์การลงทุน

สรุปปัจจัยกระทบตลาด

  • ( + ) เมื่อวันศุกร์นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิต่อเนื่องอีก 532 ล้านบาท รวมตั้งแต่ต้นปีวันที่ 3 ม.ค. ต่างชาติซื้อสุทธิสะสมแล้วเท่ากับ 8,020 ล้านบาท กระแสการไหลเข้าของเม็ดเงินของต่างชาติทะลักเข้ามาอย่างมากในช่วงนี้ หากพิจารณาตลาดหุ้นที่เรียกว่า TIP หรือ (Thailand, Indonesia และ Philliphine) ปรากฏว่าลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วงนี้ค่อนข้างเหมือนกัน และสอดคล้องกัน ดังนั้นในวันช่วงนี้จึงแนะนำให้จับตาตลาดหุ้น TIP เพื่อประกอบการตัดสินใจ
  • ( + ) ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่าในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. นี้จะมีเม็ดเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนทั้งที่เป็นการลงทุนทางตรง และ การลงทุนทางอ้อมผ่านตลาดหลักทรัพย์ ขณะนี้มีการติดต่อผ่าน BOI จากญี่ปุ่น และยุโรป เพื่อเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ ทำให้คาดว่าในอนาคตไทยจะเป็นศูนย์กลางรถยนต์ในเอเชีย
  • ( + ) กระทรวงการคลัง ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ขึ้น คาดขยายตัว 3-3.5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2-4% เป็นผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการการคลัง และ ปัจจัยภายในประเทศ รวมทั้งคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวในไตรมาส 3 นี้
  • ( +/- ) ธนาคารกลางสหรัฐจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องดอกเบี้ยในวันที่ 29-30 มกราคม นี้ ปัจจุบันหลังการกล่าวสุนทรพจน์ของนายอลัน กรีนสแปน ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ในสหรัฐคาดหมายว่าธนาคารกลางสหรัฐจะไม่ปรับลดดอกเบี้ยลงอีก โดยจะคงไว้ที่ 1.75% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดในรอบ 40 ปี

บรรยากาศการซื้อขายหลักทรัพย์ : ตลาดหุ้นเมื่อวันศุกร์ ปัจจัยกระแสเงินไหลเข้าของนักลงทุนต่างชาติยังเป็นปัจจัยสำคัญ ที่หนุนตลาดหุ้นวันศุกร์ทะยานพุ่งขึ้นต่อเนื่องอีก 5.03 จุด ขึ้นไปปิดที่ 338.99 ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นเท่ากับ 16,922 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิสูงถึง 532 ล้านบาท กลุ่มที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูงยังเป็น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ +2.9% และ กลุ่มไฟแนนซ์ +0.57% โดยสองกลุ่มนี้มีสัดส่วนการซื้อขายรวมกันเท่ากับ 32.8% ของมูลค่าการซื้อขายรวม

ประเมินแนวโน้มตลาด

เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติ ในรอบนี้ ได้ซื้อสุทธิอย่างมาก ดังนั้น ประเด็นเรื่อง Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติ จึงเป็นประเด็นที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด ว่านักลงทุนจากต่างชาติจะหยุดซื้อเมื่อไหร่ โดยให้พิจารณาประกอบกับตลาดหุ้นที่เรียกว่า TIP หรือ (Thailand, Indonesia และ Philippines) ที่ปรากฏว่าลักษณะการเคลื่อนไหวของตลาดตั้งแต่ต้นปีค่อนข้างเหมือนกัน โดยตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นไทยวิ่งขึ้น +11.6%, อินโดนีเชีย วิ่งขึ้น +15.4% และ ฟิลิปปินส์ วิ่งขึ้น +14.5% ดังนั้นในช่วงนี้จึง อาจจะจับตาตลาดหุ้น TIP เพื่อประกอบการตัดสินใจ หากตลาดอินโดนีเชีย และ ฟิลิปปินส์ ยังขึ้นต่อแนวโน้มตลาดหุ้นไทยก็ยังมีสิทธิลุ้นไปทดสอบแนวต้านต่อไปที่ 340 และ 344-347 ตามลำดับ อย่างไรก็ตามที่ระดับปัจจุบัน เรายังแนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เพราะตลาดมีโอกาสที่จะถูกแรงขายทำกำไรระยะสั้นสวนกลับอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ จากปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยตลาดหุ้นขึ้นในรอบนี้ได้แรงหนุนจากปัจจัยสภาพคล่อง คือ แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติเป็นสำคัญ และ ถ้าหาก ตลาดหุ้นอินโดนีเชีย และ ฟิลิปปินส์ เกิดปรับตัวขึ้นมาก็จะเป็นสัญญาณเตือนสำหรับตลาดหุ้นไทย ตลาดระยะสั้นมีแนวรับแรกที่ 335 และ 330 ตามลำดับ

 

KIM ENG Stock Picks -- กดที่นี่เพื่อดูสรุปหุ้นที่เราแนะนำ

Thaiinvestor -- Click Here


กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง
กรุณาเลือก วัน/เดือน/ปี แล้วกดปุ่ม Submit / /



If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer

Click Here!