|
|
|
KIM
ENG RESEARCH CENTER
|
English |
|
กระแสข่าว
/ กลยุทธ์
|
25 มกราคม 2545
|
|
- การเมือง
:
ความหวังใหม่มีมติรวมพรรคกับไทยรักไทย
เมื่อวานพรรคความหวังใหม่ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญพรรค
โดยมีวาระพิจารณาเรื่องการรวมพรรคความหวังใหม่เข้ากับพรรคไทยรักไทย
มี ส.ส. รัฐมนตรี
กรรมการบริหารและประธานสาขาพรรคเข้าร่วมประชุม
263 คน ทั้งนี้ มีส.ส.ที่ไม่มาร่วมประชุม
3 คน คือ ร.ต.อ.เฉลิม
อยู่บำรุง
อดีตรองหัวหน้าพรรค
นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา
นายลิขิต ธีรเวคิน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ
ผลการลงคะแนนปรากฏว่า
คะแนนเห็นด้วย 149 คัดค้าน 84
งดออกเสียง 1
จากผู้ใช้สิทธิทั้งหมด
ทั้งนี้จากจำนวน ส.ส.
พรรคความหวังใหม่จำนวน 36
คน ปรากฏว่า มี ส.ส.
ที่เห็นด้วยกับการรวมพรรค
25 คน คัดค้าน 9 คน
สำหรับพรรคไทยรักไทย
จะมีการประชุมใหญ่ของพรรคในวันที่
27 มกราคม นี้
ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่าจะมีมติรับสมาชิกพรรคความหวังใหม่เข้ารวมกับพรรคไทยรักไทย
ความเห็น
:
จากการมติยุบพรรคความหวังใหม่เข้าไปรวมกับพรรคไทยรักไทย
จะทำให้คะแนนเสียงของพรรคไทยรักไทย
เพิ่มขึ้นมาเป็น 299 เสียง (รวม
ส.ส. ที่ได้ใบเหลืองใบแดง
และจะมีการเลือกตั้งใหม่ต้นเดือนมีนาคมนี้)
หากดูตามสูตรคณิตศาสตร์แล้ว
จำนวน ส.ส.
ของพรรคไทยรักไทย สูงถึง 3
ใน 5 ของจำนวน ส.ส.
สภาดูแล้วมีความมั่นคงสูง
รัฐบาลมีเสถียรภาพในการบริหารประเทศ
จึงไม่มาเป็นอุปสรรคต่อตลาดหุ้น
แต่ปัญหาสำคัญคือ
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
โดยมีปัจจัยเสี่ยงคือ
เศรษฐกิจสหรัฐจะเป็นประเทศนำในการฟื้นตัวหรือไม่ในกลางปีนี้
ถ้าหากไม่เป็นไปตามคาด
คือ
เศรษฐกิจไม่มีการฟื้นตัว
หรือ กลับทรุดลงต่อ
จะทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นไปลำบากมากขึ้น
และถ้าหากรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไม่สำเร็จ
อาจจะทำให้เสียงสนับสนุนจากประชาชนซึ่งมีความสำคัญกว่า
เสียงจำนวน ส.ส. ในสภา
รวมถึงสื่อมวลชน
อาจจะเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลในครึ่งปีหลัง
ดังนั้น
สถานการณ์การเมืองในครึ่งปีแรกคาดหมายว่าจะไม่มีอะไร
แต่สถานการณ์การเมืองในครึ่งปีหลังจะเข้ามาเป็นประเด็นด้านลบต่อตลาดหุ้นหรือไม่
จะขึ้นว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจประสบความสำเร็จได้หรือไม่
สำหรับปัญหาต่อมาคือ
ในพรรคไทยรักไทยปัจจุบันประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ
คือ
กลุ่มวังน้ำเย็นของนายเสนาะ
เทียนทอง, กลุ่ม ส.ส.
ภาคเหนือ, กลุ่ม ส.ส. กรุงเทพ,
กลุ่มอดีตพรรคกิจสังคมเก่า
โดยการดึงพรรคความหวังใหม่เข้ามาหลายกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า
ต้องการที่จะคานอำนาจกลุ่มวังน้ำเย็นของนายเสนาะ
เทียนทอง
ซึ่งจะเห็นได้ชัดเมื่อวาน
นายเสนาะ เทียนทอง
ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ระบุว่า
พรรคไทยรักไทย
ยังไม่มีการบรรจุวาระการประชุมเรื่องการรวมพรรค
นอกจากนี้ในพรรคความหวังใหม่ยังมี
ส.ส. อีกอย่างน้อย 9 คน
ที่ออกเสียงคัดค้านการรวมพรรค
ดังนั้น แม้ว่าจำนวน ส.ส.
พรรคไทยรักไทย จะมากถึง 299
เสียง
แต่ภายในพรรคก็ประกอบด้วยหลายๆกลุ่ม
แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการขัดแย้งถึงขั้นแตกหัก
เพราะกระแสนิยมในตัวนายกรัฐมนตรียังแรง
แต่ถ้าหากประเด็นสำคัญคือ
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะประสบความสำเร็จหรือไม่
โดยมีเงื่อนเวลาอาจจะเป็นครึ่งหลังของปี
2545
ถ้าหากแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ประสบความสำเร็จ
ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค
รวมถึงแรงกดดันจากประชาชน
และ สื่อมวลชน ก็อาจจะปรากฎชัด
จำนวน ส.ส.
ในปัจจุบัน
|
พรรค |
บัญชีรายชื่อ |
แบบแบ่งเขต |
รวม |
|
พรรคร่วมรัฐบาล |
|
|
|
|
ไทยรักไทย |
48 |
200 |
248 |
|
ไทยรักไทย (เสรีธรรม) |
0 |
14 |
14 |
|
ไทยรักไทย (ความหวังใหม่) |
8 |
28 |
36 |
|
ไทยรักไทย (ถิ่นไทย) |
0 |
1 |
1 |
|
ชาติไทย |
6 |
35 |
41 |
|
ชาติพัฒนา (เตรียมร่วมรัฐบาล?) |
7 |
22 |
29 |
|
พรรคฝ่ายค้าน |
|
|
|
|
ประชาธิปัตย์ |
31 |
97 |
128 |
|
ราษฎร |
0 |
2 |
2 |
|
กิจสังคม |
0 |
1 |
1 |
|
รวม |
100 |
400 |
500 |
ตลาดหุ้นสหรัฐได้แรงหนุนจากคำแถลงของ
กรีนสแปน และ หุ้น NOKIA
ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืน
ดีดกลับต่อเป็นที่สอง
ดัชนีดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 65
จุด หรือ 0.67% ปิดที่ 19,796 ดัชนีแนสแด็ก
เพิ่มขึ้น 20 จุด หรือ 1.05%
ปิดที่ 1,942 เนื่องจาก
คำแถลงของนายอลัน กรีนสแปน
ประธานธนาคารกลางสหรัฐ
ต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณวุฒิสภา
ที่ระบุว่า
สัญญาณเศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มต้นมีเสถียรภาพดีขึ้น
และ
มีสัญญาณที่น่าพอใจหลายอย่าง
ซึ่งบ่งชี้ว่าสหรัฐน่าจะหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งแรกในรอบทศวรรษได้ในไม่ช้านี้
หลังจากที่ก่อนหน้านี้
เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2545 นายกรีนสแปน
ได้ขึ้นปราศรัยที่นครซานพรานซิสโก
ซึ่งค่อนข้างมองภาพเศรษฐกิจในแง่ร้าย
ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีความเสี่ยงสำคัญที่จะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว
ซึ่งผลแถลงดังกล่าวทำให้ดัชนีดาวโจนส์หลุด
10,000 และ แนสแด็ก หลุด 2,000
ปัจจัยที่สองที่ช่วยหนุนตลาดสหรัฐเมื่อคืนคือ
ผลประกอบการของ
บริษัทมือถือยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลกคือ
NOKIA
รายงานผลประกอบการแม้จะมีกำไรลดลง
5% จากปีก่อน
แต่ก็ดีกว่าประมาณการ และ
บริษัทยังคาดหมายว่ายอดขายของ
NOKIA ในปี ค.ศ. 2002
จะกระเตื้องขึ้นถึง 15%
คำแถลงของนายอลัน
กรีนสแปน
ประธานธนาคารกลางสหรัฐ
ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า
การประชุม FOMC ในวันที่ 29-30 ม.ค.
นี้
อาจจะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ย
และ
คำแถลงดังกล่าวยังเป็นสัญญาณว่า
การปรับลดดอกเบี้ยถึง 11
ครั้ง จาก 6.5% เหลือเพียง 1.75%
ในรอบ 12
เดือนที่ผ่านมาได้สิ้นสุดลง
อย่างไรก็ตามเราเห็นว่า
ธนาคารกลางสหรัฐจะมีแนวโน้มจะปรับลดดอกเบี้ย
Fed Fund Rate ลงอีก 0.25% เหลือ 1.5%
ซึ่งจะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับชุดการปรับลดดอกเบี้ยในรอบ
13 เดือน
เพราะการประชุมต้นปีจะเป็นการตอกย้ำถึงการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย
ในช่วงที่เหลือของปี และ
เป็นการตอกย้ำถึงการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงก่อนหน้านี้
เพื่อความแน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ดอกเบี้ย Fed Fund Rate
ของสหรัฐ
- PTT <34.50
บาท: ซื้อ>
แม้ราคาน้ำมันต่ำ
แต่มูลค่าหุ้นยังต่ำกว่าราคาเหมาะสม
หลังการสัมภาษณ์ผู้บริหารของ
บมจ.ปตท. (PTT)
เราพบว่าอยู่หลายปัจจัยที่จะส่งผลดีต่อราคาหุ้นในปีนี้
- แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะอยู่ในระดับที่ต่ำ
แต่จะไม่กระทบต่อผลกำไรของ
PTT ในปีนี้
- ผลกำไรในส่วนของธุรกิจก๊าซในปีนี้จะเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อน
- การเพิ่มทุนให้กับ
TOC
จะช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับบริษัทได้ในอนาคต
- PTTได้รับเงินชดเชยค่าก๊าซหุงต้มจากรัฐบาลไตรมาสละ
700 ล้านบาท เป็นเวลา 12
ไตรมาส รวมจำนวนเงิน 8,400
ล้านบาท
เริ่มตั้งแต่ไตรมาส 4
ปีที่แล้ว
- ผู้บริหารกำลังพิจารณาที่จะจ่ายเงินปันผลของผลการดำเนินงานปีนี้ให้มากกว่า
ของผลการดำเนินงานปี 2544
ที่สัญญาว่าจะจ่าย 2
บาทต่อหุ้น
แม้ว่าผู้บริหารของPTT
จะคาดว่าผลกำไรจากการดำเนินงานในปี
2544 จะมีกำไรไม่ต่ำกว่า 20,000
ล้านบาท
แต่เรายังคงประมาณการอย่างอนุรักษ์นิยม
โดยเราคาดว่า PTT
จะทำกำไรได้ 19,456 ล้านบาท
คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 7 บาท
ราคาหุ้นปัจจุบันยังต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมของเราที่
45 บาท อยู่ 25%
โดยซื้อขายกันที่ PER 5 เท่า EV/EBITDA
4.2 เท่า
และยังมีเงินปันผลอีก 2 บาท
ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่
5.8% เรายังคงแนะนำ ซื้อ <มีเอกสารแนบ>
- PTTEP <108
บาท : ซื้อ>
ผู้บริหารคาดรายได้คงที่
แม้ปริมาณผลิตเพิ่ม
เมื่อวานนี้ ผู้บริหารของ บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม
(PTTEP) ได้เปิดเผยว่าบริษัทได้คาดว่ารายได้ของบริษัทในปีนี้จะคงที่ใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีรายได้ประมาณ
28,000 ล้านบาท แม้ว่าแนวโน้มราคาก๊าซในปีนี้จะลดลง แต่คาดว่าปริมาณการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้จะสามารถชดเชยได้
โดยคาดว่าปริมาณการผลิตก๊าซจะเพิ่มขึ้น 49% จากเฉลี่ย 94,000 บาร์เรล/วัน
เป็น 140,000 บาร์เรล/วัน ทั้งนี้เป็นผลมาจาก 1). ความต้องการใช้ก๊าซจากโรงไฟฟ้าราชบุรี
(RATCH) ซึ่งจะรับมอบโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม 3 โรง จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต
(EGAT) ภายในปีนี้ 2). ปริมาณการผลิตจากโรงงานไพลินที่จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก
165 ล้านลูกบาทฟุต/วัน เป็น 330 ล้านลูกบาทฟุต/วัน ภายในกลางปีนี้ 3).
การถือหุ้นทางอ้อม 34% ใน Medco Energi ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจและขุดเจาะของประเทศอินโดนีเซีย
จะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตประมาณ 2,9988 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน
นอกจากนั้นผู้บริหารยังคาดว่าปริมาณความต้องการก๊าซจะสูงขึ้น 8.3% ในปีนี้
จาก 2,400 ล้านลูกบาทฟุต/วัน เป็น 2,600 ล้านลูกบาทฟุต/วัน แม้ว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับที่ต่ำ
แต่มูลค่าของ PTTEP ก็ยังคงสูงกว่าราคาปัจจุบัน โดยถ้าเราใช้สมมุติฐานแบบอนุรักษ์นิยมโดยใช้ราคาน้ำมันที่
16 เหรียญ/บาร์เรล จะได้ราคาที่เหมาะสมของ PTTEP จะอยู่ที่ 135 สูงกว่าราคาปัจจุบันอยู่
25% โดยที่ราคาปัจจุบันซื้อขายที่ PER 6.2 เท่า EV/EBITDA 5 เท่า นอกเหนือจากนั้นเราคาดว่า
PTTEP จะสามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างต่ำ 5 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล
4.6% เรายืนยันคำแนะนำ ซื้อ <มีเอกสารแนบ>
- NPC < 40.75
บาท : ขาย >
ข่าวปูนใหญ่สนใจซื้อหุ้นเพิ่มเป็นโอกาสดีในการขาย
จากการที่ นายอภิพร ภาธวัธน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทเคมีภัณฑ์ซีเมนต์ไทย
ในเครือซิเมนต์ไทย (SCC) เปิดเผยแผนที่จะซื้อหุ้นเพิ่มใน บริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ
จำกัด (มหาชน) หรือ NPC หากมีการลงทุนในโครงการผลิตเม็ดพลาสติก ความหนาแน่นสูง
(เอชดีพีอี) จากปัจจุบันที่ถือหุ้นอยู่ประมาณ 22% โดยปัจจุบัน NPC เป็นผู้ผลิตเอทธิลีนกำลังการผลิต
401,000 ตันต่อปี ขณะที่ SCC เป็นทั้งผู้ถือหุ้นและเป็นลูกค้าที่รับวัตถุดิบจาก
NPC โดยมีสัญญาซื้อขายเอทธิลีนปีละ 210,000 ตันหรือคิดเป็น 52% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
ซึ่งสัญญาจะหมดลงในปี 2006 หาก NPC ลงมาขยายกำลังการผลิต HDPE ก็จะกลายเป็นคู่แข่งขันที่สำคัญของบริษัท
ทำให้ไม่เป็นผลดีต่อการดำเนินงานในธุรกิจปิโตรเคมีของเครือซิเมนต์ไทยในอนาคต
ดังนั้น จึงเป็นไปได้มากที่เครือซิเมนต์ไทยจะร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีในเครือบริษัท
ปตท. อย่างไรก็ตามเรามองว่าการเข้ามาซื้อหุ้นของ NPC เพิ่มในตลาดของ SCC
ก็เนื่องจากว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงมากในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับพื้นฐานของ
NPC แล้วแต่อย่างไรก็ดีเราคาดว่า SCC จะไม่ซื้อหุ้น NPC ณ ระดับราคานี้และจะไม่ซื้อเพิ่มเกินระดับ
25% จะมีผลทำให้ SCC ต้องทำ เทนเดอร์ หุ้น NPC ทันที เนื่องจากว่าหากต้องทำเทนเดอร์จำนวนที่เหลือจะต้องใช้เงินอีกเท่ากับ
246 ล้านหุ้นคูณด้วยราคาตลาดเท่ากับ 40.75 บาทต่อหุ้น หรือ ใช้เงินประมาณ
1 หมื่นล้านบาท เมื่อดูฐานะเงินสด ณ สิ้น งวดไตรมาส 3/2544 SCC มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นเท่ากับ
10,016 ล้านบาท ส่วนภาระเงินกู้รวมเท่ากับ 157,305 ล้านบาท มีหนี้สินต่อทุนเท่ากับ
1.1 เท่า ดังนั้น เราจึงคาดหมายว่า SCC ยังไม่พร้อมที่จะถือหุ้นข้าม 25%
แต่เป็นไปได้ที่จะถือหุ้นเพิ่มขึ้นบางส่วน ดังนั้นเรามองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาจากข่าวการซื้อหุ้นเพิ่มของ
SCC จึงเป็นโอกาสดีที่จะขายทำกำไร NPC เนื่องจากว่าแนวโน้มราคาผลิตภัณฑ์ของ
NPC ในปีนี้ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ โดยราคาเอทธิลีนในปีนี้ได้ลดลงจากต้นปีก่อนถึง
44% มาอยู่ที่ระดับ 300 เหรียญต่อตัน ซึ่ง ณ ระดับราคาเอทธิลีนดังกล่าวเราคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมของ
NPC ได้แค่ 34 บาท ซึ่งระดับราคาปัจจุบันได้สูงกว่ามูลค่าที่เหมาะสม ดังนั้นเราแนะนำ
ขายทำกำไร <มีเอกสารแนบ>
- TT&T
<3.06 บาท: ขาย>
ไม่มีสัญญาณฟื้นตัว
จากประมาณการ
บมจ. ไทยเทเลโฟน แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชั่น
(TT&T) จะมีผลขาดทุนสุทธิปี
2544 ทั้งสิ้น 881 ล้านบาท
นับว่าลดลงมากจากปี 2543
ที่ขาดทุนถึง 4,420 ล้านบาท
เนื่องจากผลการรับรู้กำไรทางบัญชีจากการปรับโครงสร้างหนี้ประมาณ
1,648 ล้านบาท เป็นสำคัญ
สิ้นปี 2544 TT&T
มียอดผู้ใช้บริการทั้งสิ้น
1.19 ล้านราย ลดลง 457 รายจากปี
2543
ส่วนรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย
(ARPU) ก็ลดลงจาก 635 บาท เป็น 595
บาทต่อเดือน
ซึ่งก็อยู่ในระดับที่คาดไว้
จากผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงทั้งจากค่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่
และ
โทรศัพท์พื้นฐานด้วยกันอย่าง
องค์การโทรศัพท์ฯ (ท.ศ.ท.)
แต่จะถูกชดเชยโดยรายได้จากโทรศัพท์สาธารณะได้ติดตั้งเพิ่มขึ้นจาก
6,384 เครื่องเป็น 15,000 เครื่อง
ซึ่งจะทำให้มีรายได้จากบริการโทรศัพท์ประมาณ
6,453 ล้านบาท
และมีรายได้รวมใกล้เคียงกับปีที่แล้วที่
6,721 ล้านบาท
นอกจากนั้น
เรายังคาด
กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และ
ค่าเสื่อม (EBITDA) ที่ 3,054
ล้านบาท ลดลง 11.85% เทียบกับปี
2543
จากค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างหนี้และค่าใช้จ่ายการปรับปรุงบัญชีสินค้าคงเหลือล้าสมัยและสูญหาย
|
TT&T: Earnings forecast |
|
Item |
4Q01E |
3Q01 |
QoQ |
4Q00 |
YoY |
FY01E |
FY00 |
YoY |
|
Revenues |
1,626 |
1,577 |
3.1% |
1,798 |
-9.6% |
6,721 |
6,752 |
-0.5% |
|
Cost of sales & service |
238 |
42 |
471.3% |
115 |
106.8% |
609 |
435 |
39.9% |
|
SG&A |
677 |
1,266 |
-46.6% |
938 |
-27.9% |
3,057 |
2,852 |
7.2% |
|
EBITDA |
711 |
270 |
163.6% |
745 |
-4.6% |
3,054 |
3,465 |
-11.8% |
|
Depre & Amortization |
653 |
617 |
5.8% |
615 |
6.1% |
2,482 |
2,614 |
-5.1% |
|
EBIT |
59 |
-347 |
n/a |
130 |
-55.0% |
573 |
851 |
-32.7% |
|
Interest expense |
600 |
677 |
-11.5% |
715 |
-16.1% |
2,614 |
2,814 |
-7.1% |
|
Income tax |
13 |
25 |
-49.8% |
29 |
-55.4% |
59 |
51 |
16.6% |
|
Earnings w/o extra items |
-554 |
-1,050 |
-47.3% |
-614 |
-9.7% |
-2,101 |
-2,014 |
4.3% |
|
Extra items |
39 |
467 |
-91.6% |
-426 |
n/a |
1,220 |
-2,406 |
-150.7% |
|
Net earnings |
-515 |
-583 |
-11.7% |
-1,039 |
-50.4% |
-881 |
-4,420 |
-80.1% |
|
Source: Company data, Yuanta research |
ผลการปรับโครงสร้างหนี้ได้เพิ่มความเข้มแข็งในด้านปัจจัยพื้นฐานของ
TT&T อย่างมากในปี 2544
จากอัตราส่วนทางการเงินที่ดีขึ้น
แต่ความเสียเปรียบด้านการแข่งขันจะทำให้
TT&T
ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการแข่งขันที่รุนแรงต่อจากนี้
ซึ่งจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของธุรกิจ
ทั้งนี้
เราเชื่อว่าตลาดได้รับรู้ผลบวกจากปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว
ขณะที่ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนในการฟื้นตัวในระยะสั้น
และความล่าช้าในการแปรสัมปทานจะบั่นทอนมูลค่าของ
TT&T ในอนาคต เราแนะนำ ขาย
จนกว่าจะมีความคืบหน้าการแปรสัญญาสัมปทานอีกครั้ง
สรุปปัจจัยกระทบตลาด
- ( + )
กระแสการไหลเข้าของเม็ดเงินของต่างชาติทะลักเข้ามาอย่างมากในช่วงนี้
โดยเฉพาะเมื่อวานต่างชาติซื้อสุทธิสูงถึง
2,306 ล้านบาท
ทำสถิติซื้อสูงสุดในรอบเกือบ
3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.
2542
ที่ในวันนั้นต่างชาติซื้อสุทธิเท่ากับ
2,480 ล้านบาท
หากพิจารณาตลาดหุ้นที่เรียกว่า
TIP หรือ (Thailand, Indonesia และ Philliphine)
ปรากฏว่าลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วงนี้ค่อนข้างเหมือนกัน
และสอดคล้องกัน
โดยเฉพาะมีการพุ่งขึ้นแรงในช่วง
2-3วัน ที่ผ่านมา
ดังแสดงด้วยกราฟข้างล่าง
ซึ่ง ตั้งแต่ต้นปี 2545
เป็นต้นมา
ตลาดหุ้นไทยขึ้น 9.9%
ตลาดหุ้นอินโดนีเชีย ขึ้น
13.7% และ ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์
ขึ้น 14.6% ดังนั้นในวันนี้
อาจจะจับตาตลาดหุ้น TIP
เพื่อประกอบการตัดสินใจ
การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
อินโดนีเชีย และฟิลิปปินส์
- ( + )
ประเด็นเรื่องแนวโน้มดอกเบี้ย
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดดอกเบี้ย
อาร์/พี ลง 0.25%
จึงเป็นสัญญาณให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และ
เงินฝากลง และ
เราคาดหมายว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐในวันที่
29-30 ม.ค.
นี้จะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงอีก
0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ย Fed Fund
Rate ปรับลดลงเหลือ 1.5%
โดยประเด็นเรื่องดอกเบี้ยจึงยังช่วยกระตุ้นตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องอีก
อาจจะถึงช่วงปลายเดือนนี้
บรรยากาศการซื้อขายหลักทรัพย์เมื่อวาน
:
ตลาดหุ้นเมื่อวานยังทะยานพุ่งขึ้นแรงต่อเป็นวันที่สอง
และเป็นการบวกต่อเนื่องเป็นวันที่
3
โดยกระแสตลาดในช่วงนี้ยังเป็นเรื่อง
กระแสเงินต่างประเทศไหลเข้า,
สภาพคล่อง และ
การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย
ทำให้ SET
ยังทะยานพุ่งขึ้นต่ออีก 7.04
จุด ปิดที่ 333.96
นับว่าเป็นการขึ้นมาปิดเหนือระดับจุดก่อนเกิดเหตุการณ์
ก่อวินาศกรรมในสหรัฐเมื่อวันที่
11 ก.ย. 2544 เป็นครั้งแรก
ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นถึง
18,831 ล้านบาท
กลุ่มที่นำตลาดเมื่อวานคือ
กลุ่มแบงก์ (+4.3%) อิเลคทรอนิคส์
(+5.1%), กลุ่มพัฒนาที่ดิน (+3.9%)
และ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (+3.5%)
ประเมินแนวโน้มตลาด
สามประเด็นหลักที่หนุนตลาดในช่วงนี้อย่างมากคือ
กระแสนักลงทุนต่างชาติไหลเข้าอย่างมาก การปรับลดดอกเบี้ยของธปท.รวมถึงแนวโน้มที่ธนาคารพาณิชย์จะปรับลดดอกเบี้ย
และ สภาพคล่องที่ล้นระบบ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติ
ที่ช่วงนี้เกิดกลับไหลเข้ามาอย่างมากแบบผิดปกติ หากพิจารณาตลาดหุ้นที่เรียกว่า
TIP หรือ (Thailand, Indonesia และ Philliphine) ปรากฏว่าลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วงนี้ค่อนข้างเหมือนกัน
และสอดคล้องกัน โดยเฉพาะมีการพุ่งขึ้นแรงในช่วง 2-3วัน ที่ผ่านมา ดังนั้นในวันนี้
อาจจะจับตาตลาดหุ้น TIP เพื่อประกอบการตัดสินใจ หากตลาดอินโดนีเชีย และ
ฟิลิปปินส์ ยังขึ้นต่อแนวโน้มตลาดหุ้นไทยก็ยังมีสิทธิลุ้นไปทดสอบแนวต้านที่
335 , 340 อย่างไรก็ตามที่ระดับปัจจุบัน เราแนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
และ ถ้าหาก ตลาดหุ้นอินโดนีเชีย และ ฟิลิปปินส์ เกิดปรับตัวขึ้นมาก็จะเป็นสัญญาณเตือนสำหรับตลาดหุ้นไทย
โดยตลาดในวันนี้มีแนวรับที่บริเวณ 328-330 และ วันนี้เป็นวันศุกร์สุดสัปดาห์ก็อาจจะมีบางคนที่ไม่ต้องการถือหุ้นข้ามหลายวัน
จึงอาจจะมีแรงขายจากคนกลุ่มนี้
พิจารณาลักษณะวัฎจักรขาขึ้นของตลาดในรอบนี้จากจุดต่ำสุดที่
265 เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2544
ก็วิ่งขึ้นมาแล้ว 25.9%
หรือใช้เวลาในการวิ่งเกือบ
3 เดือน
โดยรอบขาขึ้นของตลาดเราประเมินจากปัจจัยสำคัญในช่วงนี้คือ
กระแสเงินไหลเข้า และ
ดอกเบี้ย
ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐน่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยในวันที่
29-30 ม.ค. นี้ เป็นครั้งสุดท้าย
ดังนั้น หลังสิ้นเดือน ม.ค.
จึงน่าจะหมดข่าวเล่นเรื่องดอกเบี้ย
และ สภาพคล่อง ดังนั้น
เมื่อคำนึงถึงเงื่อนเวลาการเล่นข่าวเรื่องดอกเบี้ย
สภาพคล่อง
จึงอาจจะเป็นช่วงปลายของแนวโน้มขาขึ้น
แต่ทั้งนี้ควรสังเกตุตลาดหุ้นที่เรียกว่า
TIP
ประกอบที่จะช่วยชี้ทิศทางการไหลเข้าของเม็ดเงินจากต่างประเทศ


| กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง |
| |
|