|
KIM
ENG RESEARCH CENTER
|
English |
|
กระแสข่าว
/ กลยุทธ์
|
24 มกราคม 2545
|
|
- ธปท.ปรับเป้าเศรษฐกิจปี'2545
คาดขยายตัว2-3%
ม.ร.ว.
ปรีดิยาธร เทวกุล
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้ปรับเป้าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี
2545 เป็น 2-3 % จากเดิม 1-3 %
เนื่องจากเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น
โดยเฉพาะเศรษฐกิจในไตรมาสที่
4/44 และคิดว่าทั้งปี 44
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่
1.5 %
การประกาศลดดอกเบี้ยอาร์/พี
14วัน ลง 0.25%
เพื่อเสริมนโยบายการเงินกับการคลัง
เพราะมิฉะนั้นจะทำให้ขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น
ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ในระดับต่ำเพียง
0.8 %
ซึ่งจะลดแรงกดดันด้านนโยบายการคลัง
สำหรับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน
ธปท.
ไม่ต้องการให้ค่าเงินบาทแข็งจนทำให้การส่งออกแข่งขันไม่ได้
แต่จะดูแลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ความเห็น
:
สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันนับว่าผ่อนคลายลงเมื่อเทียบกับ
ช่วงที่เกิดเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมเมื่อ
11 ก.ย.44 ซึ่งในช่วงนั้น
ประเมินกันว่าเศรษฐกิจในไตรมาส
4/44 จะติดลบเล็กน้อย และ
จะมีผลต่อเนื่องถึงภาพที่ไม่แน่นอนในปี
2545 ทำให้ธปท.คาดหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี
2545 ค่อนข้างกว้างคือ 1-3%
แต่หลังจากที่สงครามในอัฟกานิสถานจบเร็ว
ไม่ยืดเยื้อ
รวมถึงทั่วโลกมีการปรับลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง
และ
มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทำให้คาดหมายว่าเศรษฐกิจในไตรมาส
4/44 จะไม่ขยายตัวติดลบ
จากประมาณการของ ธปท.
ที่คาดหมายว่าเศรษฐกิจปี
2544 จะขยายตัว 1.5%
หมายความว่าไตรมาส 4/44 GDP +0.95%
ส่วนปี 2545
จากภาพที่ชัดเจนขึ้นมาระดับหนึ่งทำให้การคาดหมายเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นจาก
1-3% เป็น 2-3%
โดยเป็นการปรับเพิ่มกรอบด้านล่างขึ้นมาเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามอัตราการขยายตัวระดับ
2-3%
นับว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลังไป
22 ปี ถึงปี 2522 อยู่ที่ 6%
ดังนั้นการขยายตัว 2-3%
จึงไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาต่างๆของประเทศได้
ไม่ว่าจะเป็น
ปัญหาการว่างงาน,
ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงิน,
ปัญหาภาระหนี้สินที่สูงของรัฐบาล

- ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนดีดกลับท่ามกลางวอลุ่มการซื้อขายที่เบาบาง
ตลาดหุ้นสหรัฐ
ดัชนีดาวโจนส์
กระเตื้องขึ้น 17 จุด ปิดที่
9,730 เช่นเดียวกับแนสแด็ก
ปรับตัวสูงขึ้น 39 จุด หรือ
2.12% ปิดที่ 1,922
ปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐให้สามารถรีบาวด์กลับ
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องคือ
บริษัท เจพี มอร์แกน
ให้ความเห็นแนวโน้มด้านบวกต่อผู้ผลิตอุปกรณ์ชิพ
และ
ข่าวเกี่ยวกับยอดสั่งซื้อที่สูงขึ้น
หลังจากที่ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน
บริษัทมอร์ริลรินซ์
ได้แนะนำให้ขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี่
ทั้งนี้นักลงทุนกำลังเฝ้าจับตามอง
แถลงการณ์ของนายอลัน กรีนสแปน
ประธานธนาคารกลางที่จะแถลงเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐต่อสภาคองเกรสในคืนนี้
โดยธนาคารกลางสหรัฐจะมีการประชุม
FOMC ในวันที่ 29-30 ม.ค. นี้
เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ย
โดยจากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่
เราจึงคาดหมายว่า
ธนาคารกลางสหรัฐจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
Fed Fund Rate ลงอีกครั้ง 0.25% จาก 1.75%
เหลือ 1.5%
สรุปผลประกอบการในสหรัฐ
และ
การกล่าวเตือนแนวโน้มกำไร
|
ผลประกอบการของสหรัฐใน
S&P500 |
จำนวนบริษัทที่เตือนแนวโน้มกำไร |
|
จำนวนบริษัทที่ประกาศ |
151 บริษัท |
ไตรมาส 4/2001 |
631 บริษัท |
|
ดีกว่าประมาณการ |
94 บริษัท |
ไตรมาส 3/2001 |
868 บริษัท |
|
ตามประมาณการ |
40 บริษัท |
ไตรมาส 2/2001 |
882 บริษัท |
|
ต่ำกว่าประมาณการ |
17 บริษัท |
ไตรมาส 1/2001 |
794 บริษัท |
ข้อมูลจาก money.cnn.com
- กลุ่มสื่อสาร:
เลื่อนแปรสัมปทานลดแรงกดดันหุ้นสื่อสารระดับหนึ่ง
วานนี้ รมว.กระทรวงคมนาคม
แจ้งเลื่อนกำหนดการนำ ท.ศ.ท.
และ ก.ส.ท.
เข้าตลาดหลักทรัพย์
ออกไปอย่างไม่มีกำหนด
หลังจากยังไม่สามารถหาความชัดเจนเกี่ยวกับ
1) โครงสร้างของ ท.ศ.ท. และ ก.ส.ท.
เช่น
ว่าควรจะรวมกันก่อนนำเข้าตลาดหรือไม่
2)
ข้อสรุปของการแปรสัญญาร่วมการงานฯ
(สัมปทาน) และ 3)
สภาพโครงสร้างการแข่งขันหลังการจัดตั้ง
ก.ท.ช.
หลังจากมีกระแสต่อต้านค่อนข้างรุนแรงจากกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยในการแปรสัมปทาน
จากการทำประชาพิจารณ์ 2
ครั้ง ที่ผ่านมา
โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะผูกโยงให้เป็นประเด็นทางด้านการเมือง
ดังนั้น
เพื่อลดกระแสสังคม
นายกรัฐมนตรี
ต้องตัดสินใจผลักภาระหน้าที่ดังกล่าวไปให้แก่
ก.ท.ช. แทน
ขณะที่
ขบวนการสรรหา ก.ท.ช.
ยังต้องรอการพิจารณาจากวุฒิสภา
ซึ่งคาดว่าจะประชุมกันเดือนหน้า
แต่ก็
เป็นที่ทราบกันว่าวุฒิสมาชิกบางรายมีคิดเห็นไม่ลงรอยตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกตัว
คณะกรรมการสรรหา
ซึ่งค่อนข้างแน่นอนว่าจะถ่วงเวลาการเลือก
ก.ท.ช. ครบทั้ง 7 ราย
ในเวลาอันสั้นได้
การตัดสินใจเลื่อนการแปรสัมปทานออกไป
โดยให้มีการจัดตั้ง ก.ท.ช.
ก่อนนั้น
เป็นแนวคิดที่ดีที่สุด
เนื่องจาก ก.ท.ช.
จะเป็นผู้กำหนดสภาพและกฎเกณฑ์ของการแข่งขันขึ้นในระบบ
นอกจากที่ ก.ท.ช.
ถือเป็นองค์กรอิสระเหนือการเมือง
จะทำให้ได้รับความเชื่อถือมากกว่าการแปรสัมปทานภายใต้หน่วยงานรัฐ
ผลของการเลื่อนการแปรสัมปทานจะช่วยลดแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มสื่อสารได้ในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม
สภาพในอนาคตที่ไม่ชัดเจนจากความล่าช้าในการจัดตั้ง
ก.ท.ช.
ยังเป็นสิ่งที่เรากังวล
และเชื่อว่าจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มสื่อสารได้
หุ้นที่เราชอบจะยังเป็นหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งอย่าง
ADVANC และ SHIN โดย ADVANC
มีความได้เปรียบในการแข่งขันภายใต้สภาพเงื่อนไขสัญญสัมปทานในปัจจุบัน
ขณะที่ SHIN
จะได้รับผลดีจากความได้เปรียบของบริษัทลูกอย่าง
ADVANC
นอกจากที่คาดว่าจะได้รับผลประโยชน์จากการนำ
iTV
เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เร็ว
ๆ นี้
สรุปปัจจัยกระทบตลาด
- ( + )
นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิค่อนข้างมากอีกครั้งเมื่อวานถึง
593 ล้านบาท
รวมตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. 2545
นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิเท่ากับ
5,181 ล้านบาท
- ( + )
กระทรวงการคลังระบุขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องออกพันธบัตรเพื่อชดเชยภาระหนี้ของ
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ
สถาบันการเงิน
ตามที่วางแผนไว้ว่าจะออกในวงเงิน
3.2 แสนล้านบาท
จากผลดังกล่าวทำให้
ทำให้สภาพคล่องในระบบ 5-6
แสนล้านบาท ยังมีอยู่สูง
และ
ไม่มีผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยที่จะยังอยู่ในระดับต่ำ
- ( + )
กลุ่มพัฒนาที่ดิน
รัฐบาลเปิดช่องต่างชาติถือครองที่ดินในเมืองไทยได้
99 ปี
เพื่อแก้ปัญหาอสังหาริมทรัพย์
โดยจะออกกฎหมายใหม่ให้กรมที่ดินเป็นหน่วยงานพิเศษในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ต่างชาติ
ที่เข้าซื้อที่ดินจากคนไทย
ทั้งนี้
ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้พยายามออกมาตรการเพื่อกระตุ้นกลุ่มพัฒนาที่ดิน
ไม่ว่าจะเป็น (1) การให้ ธ.อาคารสงเคราะห์
ร่วมกับ กบข.
ปล่อยกู้ซื้อบ้านดอกเบี้ยต่ำ
(2) การตั้งแมทซิ่งฟันด์
เพื่อเข้าซื้อที่ดิน
และโครงการที่มีปัญหาจาก
บสท. (3) การ0จะตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์
หรือ Property Fund
สำหรับหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีในกลุ่มพัฒนาที่ดิน
ได้แก่ QH, NOBLE, GOLD, LH, SUPALI
แต่แนะนำให้เล่นด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
หลังจากที่หุ้นในกลุ่มนี้วิ่งขึ้นมารับปัจจัยบวกต่างๆค่อนข้างมาก
- ( + )
ธนาคารแห่งประเทศไทย
ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาร์/พี
ลง 0.25% เหลือ 2%
หลังจากที่ก่อนหน้านี้วันที่
25 ธ.ค. 2544 ได้ปรับลดดอกเบี้ย
อาร์/พี ลง 0.25%
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้
จึงยังเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า
ธปท.ได้ปรับน้ำหนักของนโยบาย
โดยให้ความสำคัญกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น
รวมถึงส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน
ซึ่งเราคาดหมายว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน
โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคารพาณิชย์
เงินกู้ และเงินฝาก
ของธนาคารพาณิชย์ต่างๆจะทยอยประกาศลดดอกเบี้ยลง
ตามการส่งสัญญาณของธนาคารแห่งประเทศ
บรรยากาศการซื้อขายหลักทรัพย์เมื่อวาน
:
ตลาดหุ้นเมื่อวานกลับมาทะยานพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง
โดยกระแสตลาดในช่วงนี้ยังเป็นเรื่องสภาพคล่อง
การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย
และ กระแสเงินไหลเข้า
ทำให้ SET
เมื่อวานทะยานพุ่งขึ้นถึง
9.65 จุด หรือ 3% ปิดที่ 326.92
อยู่ต่ำกว่าจุดก่อนเกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมซึ่งอยู่ที่
330 เพียงเล็กน้อย
ท่ามกลางวอลุ่มการซื้อขายที่หนาแน่นขึ้นมาเป็น
12,866 ล้านบาท
การพุ่งขึ้นของตลาดเมื่อวานนำโดยกลุ่มแบงก์
(+4.9%) ไฟแนนซ์ (+6%) และ
ยังเสริมด้วยหุ้นกลุ่มหลักๆอื่นๆ
เช่น สื่อสาร (+4.8%), อิเลคทรอนิคส์
(+4.1%), วัสดุก่อสร้าง (+3.2%),
พัฒนาที่ดิน (+3.2%)
ประเมินแนวโน้มตลาด
ตลาดหุ้นเมื่อวานวิ่งขึ้นแรงเกินคาดอย่างมาก
โดยกระแสของตลาดในช่วงนี้
เป็นประเด็นในเรื่อง (1)
ดอกเบี้ย
ที่ธนาคารพาณิชย์ต่างๆมีแนวโน้มจะปรับลดดอกเบี้ยตามการปรับลดดอกเบี้ย
อาร์/พี ของ ธปท. และ
แนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุม
FOMC วันที่ 29-30 ม.ค. นี้ (2)
สภาพคล่องที่ล้นระบบจากที่ธนคารกลางทั่วโลกมีการปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง
และ (3)
นักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้ซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่อง
โดยได้แรงหนุนจากสองประเด็นดังกล่าวข้างต้น
สำหรับประเด็นที่ที่นักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้ซื้อสุทธิค่อนข้างมาก
เรายังไม่มั่นใจนักว่าต่างชาติจะซื้อสุทธิต่อเนื่องยาวนานแค่ไหน
หลังจากที่ปี 2544
มีการขายสุทธิค่อนข้างหนัก
ดังนั้น
ในเบื้องต้นเราสันนิฐานว่าทิศทางของต่างชาติจะเป็นลักษณะการกลับมาซื้อขาย
หลังจากที่ขายสุทธิอย่างหนักในปี
2544
สำหรับประเด็นเรื่องแนวโน้มดอกเบี้ย
เราคาดหมายว่า
การปรับลดดอกเบี้ยลงของทั่วโลกในช่วงนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย
หลังจากที่ปีก่อนมีการปรับลดดอกเบี้ยลงกันทั้งปี
เพราะดอกเบี้ยในปัจจุบันนับว่าได้ลงมาใกล้
0% โดยคาดหมายว่า Fed Fund Rate
จะอยู่ที่ 1.5% ดอกเบี้ย อาร์/พี
ของไทยจะอยู่ที่ 2%
แนวโน้มตลาดในระยะสั้น
คือ วันนี้
อาจจะยังได้แรงหนุนจาก 3
ปัจจัยหลัก คือ
เงินต่างชาติไหลเข้า
ผลของดอกเบี้ยลดลงทั่วโลก
และ สภาพคล่องที่ล้น
แต่การที่หุ้นวิ่งขึ้นมาแรงก็ควรระมัดระวังแรงขายจากการทำกำไรระยะสั้น
โดยหุ้นที่น่าจะยังเคลื่อนไหวตามตลาดได้ดีคือหุ้นหลักในกลุ่มต่างๆ
เช่น BBL, TFB, SCB, KK, NFS, SHIN, QH
แต่ก็ควรระมัดระวัง และ
พร้อม Stop Loss
หากสถานการณ์พลิกผัน หรือ
ถ้าหุ้นเปิดบวกแรงเกินไปก็ไม่ควรตาม
หรือ
อาจจะหาจังหวะขายทำกำไร
วันนี้
เราประเมินแนวต้านต่อไปที่บริเวณ
330-333 ส่วนแนวรับที่ 322-324
โดยการขึ้นของตลาดน่าจะเป็นช่วงปลาย
และ
ธรรมชาติของตลาดหุ้นเวลาตลาดมองด้านบวกก็จะบวกมากเกินไป
เวลามองด้านลบก็จะลบมากเกินไป
โดยปัจจัยผลักดันตลาดหุ้นในปัจจุบันเป็นเรื่องสภาพคล่อง
ส่วนปัจจัยพื้นฐานหลักยังไม่มีสัญญาณเปลี่ยนแปลงมากนัก
แนวโน้มตลาดหุ้นในระยะเป็นเดือน
เรายังประเมินภาพค่อนข้างเป็นกลาง
หลังจากที่ก่อนหน้านี้วิ่งขึ้นมาแรง
โดยแนวโน้มตลาดหุ้นในระยะเป็นเดือนนี้มีโอกาสทั้งลงไปที่
300 ต้นๆ หรือ
ขึ้นไปที่บริเวณ 330-340
โดยปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนคือ
เรื่องดอกเบี้ย สภาพคล่อง
มาตรการของรัฐ
ไม่ว่าจะเป็นกองทุน Thailand
Opportunity Fund, กองทุน Matching Fund กับ Cerberus
Capital Management จากสหรัฐ
ในขณะที่ปัจจัยลบคือ
ความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นต่างประเทศ
ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นจริง
ปัญหาธนาคารพาณิชย์


| กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง |
| |
|