|
|
|
YUANTA
RESEARCH CENTER
|
English |
|
กระแสข่าว
/ กลยุทธ์
|
26 ธันวาคม 2544
|
|
- คณะกรรมการนโยบายการเงิน
ธปท.มีมติปรับลดดอกเบี้ย
อาร์/พี ลง 0.25%
- คณะกรรมการนโยบายการเงิน
ได้ประชุมเมื่อวาน
และได้ประเมินว่า
ในปัจจุบันฐานะการเงินด้านต่างประเทศของไทย
มีความมั่นคงมากขึ้นในระดับน่าพอใจ
โดยค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ
และทุนสำรองทางการอยู่ระดับสูง
เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจแก่นักธุรกิจ
ทั้งในและต่างประเทศ
แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ยังมีแนวโน้มชะลอตัวอยู่
ดังนั้นจึงได้มีมติให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินได้มากขึ้น
เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
จึงได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตร
(อาร์พี) 14 วันจาก 2.50% ลง 0.25%
เหลือ 2.25% ต่อปี
- การปรับลดดอกเบี้ยอาร์/พี
นี้นับว่าเป็นครั้งแรก
นับตั้งแต่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร
เทวกุล ผู้ว่าการ ธปท.ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาร์/พี
ระยะ 14 วัน จาก 1.50% เป็น 2.50%
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2544
โดยให้เหตุผลเพื่อป้องกันเงินทุนไหลออก
และแก้ปัญหากลไกที่บิดเบือน
เนื่องจากในขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์
ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
- การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้
เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า
ธปท.ได้ปรับน้ำหนักของนโยบาย
โดยให้ความสำคัญกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น
รวมถึงส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน
ซึ่งเราคาดหมายว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน
โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคารพาณิชย์จะปรับลดลงจากระดับประมาณ
2.5% เหลือ 2.25%
- ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายการเงินจะมีการประชุมทุก
6 สัปดาห์
โดยครั้งหน้าจะมีการประชุมในวันที่
21 ม.ค.2545
ซึ่งเราคาดหมายว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ย
โดยคาดหมายว่า ธปท.จะรอพิจารณาการประชุม
FOMC
ของธนาคารกลางสหรัฐในวันนี้
29-30 ม.ค.
ก่อนที่จะมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์
และ
ก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่
ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก
0.25% ทำให้ Fed Fund Rate ลงเหลือ 1.5%
ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดดอกเบี้ยอาร์/พีลง
0.25% เหลือ 2%
ในเดือนกุมภาพันธ์
- กลุ่มธนาคาร
:
เงินล้นระบบกดดันแบงก์ปรับลดดอกเบี้ยต่อ
นายจุลกร สิงหโกวินท์
กรรมการผู้จัดการธนาคารเอเชีย
(BOA)
ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย
เปิดเผยถึงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) ได้ประกาศปรับลดอัตรดอกเเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร
(R/P) ประเภท 14 วันลง 0.25% เหลือ 2.25%
เมื่อวานนี้ (25)
สะท้อนถึงนโยบายของธปท.ที่ต้องการดำเนินให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
ที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว
และเชื่อว่าสามารถควบคุมการไหลเข้า-ออกของเงินให้เหมาะสมได้
เมื่อกลางปีที่ผ่านมา
หลังจากปลด มรว. จตุมงคล
โสณกุล
ออกจาการเป็นผู้ว่าธปท.
และแต่งตั้ง มรว. ปิดิยาธร
เทวกุล แทน ธปท.ก็เปลี่ยนมาดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวโดยการประกาศขึ้น
R/P 1% จาก 1.50% 2.50%
ส่งผลให้ตลาดเงินในตอนนั้นปั่นป่วน
(สถาบันการเงินหลายแห่งขาดทุนจากการขายตราสารหนี้
เป็นต้น)
และทำให้การปรับโครงสร้างหนี้ทำได้ช้าลง
และแล้วในที่สุดก็ต้องยอมรับความจริงที่ประเทศไทยยังคงต้องใช้นโยบาย
ผ่อนคลายทางการเงินโดยการดำรงดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
(ประกอบกับต่างชาติก็ปรับลดดอกเบี้ยลง)
โดยช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา
ธนาคารพาณิชย์ในประเทศพากันตบเท้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง
(ทั้งสองขา) 0.25% นำโดย SCB (ยกเว้น
KTB
ที่ปรับดอกเบี้ยเงินฝากอย่างเดียว)
เนื่องจากการหดตัวของสินเชื่อในขณะที่ปริมาณเงินฝากยังคงสูงและเพิ่มขึ้น
ดูได้จากสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก
(L/D ratio)
ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์อยู่ที่เพียง
79.3%
ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีสภาพคล่องส่วนเกินประมาณ
5-6 แสนล้านบาท
ดังนั้นตราบใดที่การปล่อยสินเชื่อยังทำได้น้อย
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยคงต้องเกิดขึ้นในปีหน้า
จากตารางข้างล่าง
การปรับลดดอกเบี้ยทั้งสองขาจะส่งผลดี
(หรือในกรณีเลวร้ายคือ
ได้รับผลกระทบในทางลบน้อยที่สุด)
ต่อธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่
อย่าง BBL (L/D 68.7%) SCB (77.6%) และ TFB (72.3%)
ที่มี L/D ratio ต่ำ
เพราะต้นทุนจะลดลงไปมากกว่าทางฝั่งรายได้
แต่อย่างไรก็ตามการลดลงของอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลดีต่อการปรับโครงสร้างหนี้
และยังทำให้พอร์ตเงินลงทุนในตราสารหนี้มีโอกาสมีกำไร
|
Banking : L/D ratio (as of November
2001) |
|
|
|
|
|
|
|
|
(as of Nov 01) |
Loans-gross |
Deposits |
L/D |
|
BAY |
338,696 |
372,330 |
91.0% |
|
BBL |
730,187 |
1,063,136 |
68.7% |
|
BOA |
112,743 |
138,353 |
81.5% |
|
BT |
143,464 |
165,198 |
86.8% |
|
DTDB |
76,274 |
76,739 |
99.4% |
|
KTB |
766,791 |
895,441 |
85.6% |
|
SCB |
465,841 |
600,505 |
77.6% |
|
TFB |
479,759 |
663,494 |
72.3% |
|
TMB |
275,825 |
300,510 |
91.8% |
|
|
|
|
|
|
SECTOR |
3,389,581 |
4,275,706 |
79.3% |
- กลุ่มหลักทรัพย์
: วันนี้สมาคมบล.นัดประชุมอีกรอบเรื่องค่าคอมฯขั้นต่ำ
และค่าธรรมเนียมการเป็นโบรกเกอร์
น.ส.โสภาวดี
เลิศมนัสชัย ผุ้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์กล่าวถึงผลการประชุมร่วมระหว่าง
ตลาดหลักทรัพย์
และบริษัทหลักทรัพย์ในการหาข้อสรุปเรื่องค่าคอมมิชชั่น
ว่าในส่วนของค่าคอมฯที่เก็บกับลูกค้าที่ซื้อขายผ่าน
Internet
ที่ประชุมไม่เห็นด้วยกับอัตรา
0.15% เนื่องจากห่างจากอัตรา
0.25%
ที่เก็บจากการซื้อขายปกติมากเกินไป
ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ที่ยังไม่มีระบบการซื้อขายผ่าน
Internet
เสียเปรียบในการดึงลูกค้า
โดยเห็นว่าควรกำหนดระดับ
0.20%
หรือให้มีส่วนต่างน้อยกว่านี้ถึงจะเหมาะสม
สำหรับค่าธรรมเนียมแรกเข้า
(Brokerage seat)
ที่จะเรียกเก็บจากซับโบรกเกอร์ที่ต้องการยกระดับเป็นโบรกเกอร์
เห็นควรในเบื้องต้นให้จ่ายครั้งแรก
5-10 ล้านบาท
หลังจากนั้นก็จ่ายเป็นรายเดือนอีก
0.025-0.05%
ของมูลค่าการซื้อขายในแต่ละเดือน
แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 50
ล้านบาทในระยะเวลา 3 ปี
การกำหนดค่าต๋งของการเข้ามาเป็นโบรกเกอร์ที่ไม่เกิน
50 ล้านบาท
ถือว่าเหมาะสมและสมเหตุสมผล
เพพพราะก่อนหน้านี้
ใบอนุญาตในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อยู่ที่
100 ล้านบาท
แต่ในตอนนั้นค่าคอมฯยังเป็น
0.50%
แต่ตอนนี้ค่าคอมฯเหลือครึ่งหนึ่ง
ค่าต๋งก็ควรจะลดลงในสัดส่วนเดียวกัน
และระยะเวลาการผ่อนชำระ 3
ปี ก็เหมาะสม (เพราะค่าต๋งถูกลง
เทียบกับ 5 ปีในอดีต)
ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ (ค่าคอมฯขั้นต่ำและค่าต๋ง)
ทางสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จะจัดให้มีการประชุมกันอีกรอบในวันนี้
(26)
และกำหนดที่ต้องส่งเรื่องทั้งหมดให้
ก.ล.ต.
พิจารณาในวันศุกร์ที่ 11 ม.ค.ปีหน้า
และหาก ก.ล.ต. อนุมัติ
ค่าคอมฯใหม่ก็จะมีผลบังคับใช้ในวันรุ่งขึ้นทันที
สำหรับผลกระทบจากการที่ซับโบรกเกอร์ยกระดับเป็นโบรกเกอร์
คือทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงมากขึ้น
และกระทบต่อโบรกเกอร์ที่ซับโบรกกอร์รายนั้นๆ
ส่งออเดอร์ผ่าน
ปัจจุบันซับโบรกเกอร์ที่มีบทบาทสำคัญและกำลังมาแรงคือ
บล.ตรินิตี้ (ของคุณภควัต)
ซึ่งส่งออเดอร์ผ่าน US
เป็นหลัก และบล.บัวหลวง (ของ
BBL
ที่ซื้อฐานลูกค้ารายย่อยมาจาก
บล.เจ เอฟ ธนาคม)
ซึ่งคาดว่าจะส่งออเดอร์ผ่าน
AST (และ JFT ซึ่งอยู่นอกตลาดฯ)
สรุปประเด็นวันนี้
- ( + )
ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน
ธปท.
มีมติให้ปรับลดดอกเบี้ยอาร์/พี
ลง 0.25% เหลือ 2.25%
นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินครั้งแรก
นับตั้งแต่วันที่ 8
มิถุนายน
ที่มีการปรับเพิ่มดอกเบี้ยอาร์/พี
ขึ้นจาก 1.5% เป็น 2.5%
จึงเป็นการส่งสัญญาณนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น
ดังนั้น
สภาพคล่องที่ล้นระบบ
ธนาคารพาณิชย์ต่างๆทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากระลอกใหม่
ยังเป็นปัจจัยด้านบวกต่อตลาดหุ้นในช่วงนี้
- ( + )
การทำราคาปิดประจำไตรมาส
และ สิ้นปี หรือ Window Dressing
ซึ่งโดยปกติบ่อยครั้งจะมีการเข้ามาดันราคาหุ้นในช่วงสิ้นไตรมาส
หรือ สิ้นปี
เพื่อให้ตัวเลขทางบัญชีดูดีเวลามีการรายงานประจำปี
- ( - )
การอ่อนค่าของเงินเยนอย่างต่อเนื่อง
จนล่าสุดเช้านี้
ค่าเงินเยนได้ทะลุระดับ 130
เยนต่อดอลลาร์
ขึ้นไปทดสอบระดับ 131 เยนต่อดอลลาร์
ยังทำสถิติต่ำสุดรอบ 3
ปีเศษ
สะท้อนถึงเศรษฐกิจของหัวเรือหลักเอเชียที่กำลังประสบปัญหา
ทั้งปัญหาสถาบันการเงิน
และ
การหยุดปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ยังเป็นปัญหาลูกโซ่ต่อค่าเงินแถบเอเชีย
ทำให้ค่าเงินบาท
อ่อนค่าทดสอบระดับ 44
บาทต่อดอลลาร์
- ( + ) พ.ร.บ. กฎหมายมหาชน
เกี่ยวกับการซื้อหุ้นคืน
(Treasury Stock)
เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน
ธ.ค. นี้ และ บริษัทต่างๆ
เริ่มประกาศซื้อหุ้นคืนได้แก่
EGCOMP และ GENCO
สำหรับหุ้นที่อยู่ในข่ายที่สามารถจะซื้อหุ้นคืนได้
โดยพิจารณาจากมีเงินสดสุทธิ
และการซื้อหุ้นคืนไม่ก่อให้เกิดภาระหนี้
ได้แก่ CPF, SSF, KYE, METCO, DELTA, PTTEP, BEC, GRAMMY,
SAUCE, TUF, CENTEL, APRINT, POST, PPPC, TRU เป็นต้น
- ( +/- )
นักลงทุนต่างชาติเมื่อวานกลับทิศมาซื้อเล็กน้อย
41 ล้านบาท
แต่สัดส่วนการซื้อขายของต่างชาติน้อยมากเพียง
3% เศษๆ
เนื่องจากหยุดในเทศกาลคริสต์มาส
โดยรวมตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค.
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ
7,491 ล้านบาท
โดยในช่วงที่เหลือของปีนักลงทุนต่างชาติจะซื้อขายน้อยลง
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่านักลงทุนสถาบันในช่วงนี้ซื้อสุทธิผิดปกติ
นับตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. 2544
นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ
1,802 ล้านบาท
ซึ่งน่าจะเป็นผลของการออก
กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ
ของกองทุนต่างๆ
ที่สามารถจะหักภาษีได้เต็มจำนวนที่ซื้อ
บรรยากาศการซื้อขายหลักทรัพย์
:
แรงเทขายทำกำไรระยะสั้น
ในกลุ่ม ไฟแนนซ์ และ
พัฒนาที่ดิน
ทำให้ตลาดติดลบเล็กน้อย 0.2
จุด ปิดที่ 301.81
ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่ค่อนข้างหนาแน่น
9,197 ล้านบาท
แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะชะลอการซื้อขาย
เนื่องในเทศกาลคริสต์มาสทำให้สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติเหลือเพียง
3% เศษๆ หุ้นน้องใหม่ NVL
เข้ามาซื้อขายวันแรก
พุ่งสูงเกินจองถึง 54.4%
ปิดที่ 9.65 บาท จากราคาจอง 6.25
บาท
ประเมินแนวโน้มตลาด
เรายังให้น้ำหนักตลาดในด้านบวกในช่วงปลายปีนี้
โดยการทะยานพุ่งขึ้นของตลาดหุ้น
และหุ้นหลายหลักทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
อาจจะมีแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นบ้างแต่ในช่วงปลายปี
ตลาดน่าจะสามารถยืนได้
หรือยังมีสิทธิที่จะไต่ระดับขึ้นได้ต่อ
สลับกับมีแรงขายทำกำไรระยะสั้น
โดยตัวแปรที่ยังช่วยกระตุ้นตลาด
คือ ประการแรก
การปรับลดดอกเบี้ย อาร์/พี
ของธนาคารแห่งประเทศ
นับว่าเป็นการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเป็นแบบผ่อนคลายมากขึ้น
นับตั้งแต่กลางปีเป็นต้นมา
ประการที่สอง
การเข้ามาทำราคาปิดประจำปี
และประจำไตรมาส หรือ Window Dressing
รวมถึงปรากฏการณ์ Year end rally, Santa
Claus gift และ January effect ประการสาม
กลุ่มที่มีข่าวบวกเข้ามากระตุ้นเช่น
ไฟแนนซ์
เรื่องกำหนดค่าคอมขั้นต่ำ
0.25% กลุ่มพัฒนาที่ดิน
เรื่องมาตรการกระตุ้นของรัฐ
และ Matching Fund
สำหรับประเด็นด้านลบ
คือปัญหาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น
ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่า
ที่จะมีผลกระทบต่อค่าเงินบาท
สรุปแล้ว
ตลาดหุ้นในช่วงปลายปี
เราประเมินภาพด้านบวกมากกว่าลบ
โดยมีแนวต้านที่ 305 , 308-310
ส่วนแนวรับที่ 298-300
โดยกลยุทธ์ตลาดในระยะสั้น
อาจจะเล่นเก็งกำไรตามภาวะตลาด
แต่ก็ควรใช้ความระมัดระวังมากขึ้น
เพราะหุ้นหลายตัวพุ่งขึ้นมาแรง
โดยผลของการลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย
อาจจะเน้นหุ้นประเภท Interest Rate
Sensitive Stocks มากขึ้น คือ
กลุ่มแบงก์ ไฟแนนซ์ และ
พัฒนาที่ดิน
รวมถึงหุ้นที่มีภาระดอกเบี้ยสูงอย่าง
BECL, ส่วนตลาดในช่วงต้นเดือนมกราคม
เราก็ยังให้โอกาสตลาดในด้านบวกมากกว่าด้านลบ
จากปรากฏการณ์ January effect
สำหรับหุ้นในรายกลุ่มที่ยังเหลือว่าเป็นกลุ่มนำตลาดในช่วงนี้คือ
หุ้นประเภท High Beta
กลุ่มธนาคารพาณิชย์
และเงินทุน
น่าจะยังไม่พลาดรอบหากตลาดมีการดีดตัว
ได้แก่ BBL, TFB, SCB, KTB, BAY, KK, NFS
หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์
ข่าวที่เล่นคือ
การกำหนดค่าคอมขั้นต่ำ 0.25%
ทำให้ภาพหุ้นกลุ่มนี้เปลี่ยน
โดยตัวหลักที่เราแนะนำ
เล่นเก็งกำไรระยะสั้น คือ KGI,
ZMICO, US
หุ้นกลุ่มพัฒนาที่ดิน
กลุ่มนี้ได้ประโยชน์จากมาตรการต่างๆของรัฐ
ไม่ว่าเป็นการปล่อยกู้ผ่าน
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ
กองทุนบำเหน็บบำนาญ
การตั้งกองทุน Matching Fund รวมถึง
Property Fund
หุ้นที่พื้นฐานเด่นในกลุ่มนี้คือ
GOLD, LH, QH, SUPALI, NOBLE, LPN
| กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง |
| |
|