|
|
|
YUANTA
RESEARCH CENTER
|
English |
|
กระแสข่าว
/ กลยุทธ์
|
28 พฤศจิกายน 2544
|
|
- ธปท.
คงอัตราดอกเบี้ย อาร์/พี 2.5%
- การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน
ที่มี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร
เทวกุล ผู้ว่าการ ธปท.เป็นประธานเมื่อวานนี้
(27)
ว่าที่ประชุมตัดสินใจยืนนโยบายอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงสำคัญในตลาดอาร์/พี
14 วัน ที่ระดับเดิม 2.5%
คณะกรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในปัจจุบัน
เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ
ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
เหมาะสมต่อการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
แต่จะติดตามประเมินภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด
และพร้อมที่จะพิจารณาปรับนโยบายการเงินให้เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น
หากพิจารณาแล้วเห็นว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงมากกว่าที่ประมาณการไว้
- จากภาวะดอกเบี้ยของไทย
และ ต่างประเทศที่แคบลง
หลังประเทศต่างๆได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง
ทำให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะผลที่มีต่อ
เงินทุนเคลื่อนย้าย,
เสถียรภาพของค่าเงินบาท
และ
ความมั่นคงของทุนสำรอง
- สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย
ธปท. ประเมินในปี 2544
ยังคงขยายตัวอยู่ในระดับ
1.3-1.8% และ 1-3% ในปี 2545
ตามที่เคยคาดไว้
ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อฟื้นฐานจะอยู่ในระดับ
1.5-2.5% ต่อปี ในปี 2545
ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย
- จากการคงอัตราดอกเบี้ย
อาร์/พี ที่ 2.5% ดังกล่าว
เป็นสิ่งที่คาดหมายกันทั่วไป
ดังนั้นจึงไม่มีผลอะไรต่อตลาด
และ การคงอัตราดอกเบี้ย
อาร์/พี ที่ 2.5%
จึงทำให้อัตราดอกเบี้ย
อินเตอร์แบงก์เรตของไทย
อยู่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ย
LIBOR ซึ่งอยู่ 2.1%
จึงน่าจะช่วยเสริมให้ค่าเงินบาทยังคงสามารถยืนแข็งแถว
44 บาทต้นๆได้ และ
ทำให้สถานการณ์การไหลออกของเงินทุนจากต่างประเทศผ่อนคลายลง

- กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขส่งออกเดือนตุลาคม
ลดลง 13.9% ส่วนงวด 10 เดือน
ติดลบ 5.06%
- กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขการค้าระหว่างประเทศในเดือนตุลาคม
2544 มีมูลค่าการส่งออกรวม
5,441.3 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ลดลง
13.94%
เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน
ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า
5,055.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง
15.63% ส่งผลให้ในเดือนตุลาคม
2544 ไทยเกินดุลการค้า 385.6
ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เพิ่มขึ้น 16.69%
เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว
- มูลค่าการส่งออก 10
เดือนแรก(มกราคม-ตุลาคม)ปีนี้
มีจำนวน 54,781.7
ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 5.06%
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ในขณะที่มูลค่าการนำเข้ามีจำนวน
52,296.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เพิ่มขึ้น 1.9%ในรอบ 10 เดือน
ไทยเกินดุลการค้า 2,485.1
ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 61.32%
- สำหรับทั้งปี 2544
ซึ่งยังเหลืออีกสองเดือน
กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าจะมียอดส่งออกติดลบเท่ากับ
6-6.5%
ซึ่งถ้าหากสมมติให้อีกสองเดือนที่เหลือ
คือ พ.ย. และ ธ.ค.
มียอดส่งออกเท่ากับ
เดือนตุลาคม
คือส่งออกอีกเดือนละ 5,441
จะทำให้ทั้งปีมียอดส่งออกรวมเท่ากับ
65,664 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ลดลงจากปีก่อนเท่ากับ 6.02%
ดังนั้นจึงดีกว่าประมาณการของกระทรวงพาณิชย์ในช่วงที่เกิดการก่อวินาศกรรมใหม่ๆเมื่อวันที่
11 ก.ย.
ที่ประเมินว่าการส่งออกจากติดลบถึง
8%
- จากตัวเลขส่งออกในเดือนตุลาคมที่ติดลบถึง
13.94% จากปีก่อน
สะท้อนถึงผลกระทบของเศรษฐกิจทั่วโลก
ที่ชะลอตัว
ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกในเดือนตุลาคม
ซึ่งจากกราฟข้างล่าง
เป็นกราฟเปรียบเทียบระหว่างตัวเลขส่งออกของกระทรวงพาณิชย์
(MOC) และ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT)
จะค่อนข้างใกล้เคียงกัน
แต่ของธนาคารแห่งประเทศไทยจะต่ำกว่าเล็กน้อย

ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนได้รับผลกระทบจากตัวเลขเศรษฐกิจ
ความเชื่อมั่นการบริโภค
ของ Conference Board ซึ่งเดือน พ.ย.
ลดลงมาอยู่ที่ 82.2%
ต่ำกว่าประมาณการที่ 86.5 จุด
และ ระดับ 85.5 จุด
ในเดือนตุลาคม
ทำให้ตลาดค่อนข้างผิดหวัง
ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ทรุดลง
110 จุด หรือ 1.1% ปิดที่ 9,872
ในขณะที่ดัชนีแนสแด็ก
ติดลบเล็กน้อย 5.26 จุด
ปิดที่ 1,935
เนื่องจากได้แรงกระตุ้นจากหุ้น
Intel
ที่ผู้บริหารเปิดเผยว่าบริษัทมีความเชื่อมั่นมากขึ้นที่จะมีรายได้ประจำไตรมาสได้ตรงตามเป้าหมาย
- PL <18 บาท
: ซื้อ> งบปี44 ดีกว่าคาด
ฉะนั้นควรจ่ายปันผลเพิ่มเป็น
1.5 บาท Yield 8.3%
ความแข็งแกร่งของงบปีสิ้นสุด
30 ก.ย.44
ได้รับแรงหนุนจากการลดลง 63
bps ของอัตราดอกเบี้ยจ่าย (ในขณะที่สามารถรักษาระดับของอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ไว้ได้ใกล้เคียงกับปีที่แล้วคือ
37%)
ทำให้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นถึง
66%
การที่กำไรสุทธิออกมาสูงกว่าที่คาด
(91 ล้านบาท หรือ 3.05 บาท/หุ้น
เทียบกับ 84 ล้านบาท)
เราจึงเชื่อว่าบริษัทมีโอกาสจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็น
1.50 บาท/หุ้น (ประมาณ 50%
ของกำไร)
จากเดิมที่เราคาดไว้ 1.40 บาท
นั่นหมายความว่านักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง
8.33% ภายใน 2 เดือน (จ่ายเงินประมาณปลายม.ค.หรือต้นก.พ.ปีหน้า)
การเติบโตของกำไรสุทธิในอนาคต
(12% ปี 2545 และ 7% ปี 2546)
น่าจะช่วยผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นได้
โดยเรามีเป้าหมายอยู่ที่
25.6 บาท/หุ้น (มูลค่าทางบัญชีสิ้นปีหน้า)
ซึ่งหมายถึง Upside 42%
จากราคาปัจจุบัน
ดังนั้นยังแนะนำ ซื้อ <มีเอกสารแนบ>
- METCO <83
บาท : ซื้อ> งบปี 44 กำไรดี
มีปันผลสูง
งบ METCO
ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ 6%
แต่ความแข็งแกร่งของกำไรและการเงินดีตามคาด
กำไรพุ่ง 50% จากปีที่แล้ว
เนื่องจากการผลิตหัวเปลี่ยน
CD ประสบความสำเร็จมาก
บริษัทสร้างเงินสดได้ 1.06
พันล้าน
ในปีนี้สูงกว่าคาดการณ์ที่
933 ล้าน
เราคาดว่าบริษัทจะจ่ายปันผลราว
8-10 บาท/หุ้น
เนื่องจากราคาหุ้นยังถูกมาก
ซื้อขายกันที่ต่ำกว่า 2
เท่าของ EV/EBITDA
และยังคงสร้างเงินสดดีและจ่ายปันผลสูง
เราจึงยังคงแนะนำ ซื้อ
<มีเอกสารแนบ>
- HANA <68.50
บาท : ซื้อ> ศักยภาพการฟื้นตัวสูงส่งผลถึงวัฎจักรขาขึ้น
แม้ว่าหุ้น HANA
จะถีบตัวขึ้นกว่า 50%
จากจุดต่ำสุดในเดือนกันยายน
2544
แต่ก็ยังซื้อขายต่ำกว่าความแข็งแกร่งของพื้นฐานอันมั่นคงอยู่ดี
และถึงแม้ว่าลดประมาณการของปี
2544 ลงถึง 44%
เราได้ประมาณกำไรโตปีหน้าถึง
92%
และปัจจุบันเป็นจุดหมุนของการเติบโตที่มีนัยสำคัญ
เราจึงได้ปรับราคาเหมาะสมของ
HANA จากเดิม 70 บาท เป็น 85 บาท
และอาจจะสูงขึ้นหากวัฎจักรขาขึ้น
หรือการฟื้นตัวดีกว่าคาดในอนาคตอันใกล้
ปัจจุบันหุ้น HANA ซื้อขายที่
5.2 เท่า ของ EV/EBITDA
ซึ่งถูกมากเมื่อเทียบกับการซื้อขายธรรมดากันที่
7 เท่า และราคา/มูลค่าทาง บ/ช
อาจดีขึ้นในอนาคตจากปัจจุบันในจุดต่ำสุดที่
1.3
เท่าน่าจะขยับตัวเป็นราว
2.0 เท่า < มีเอกสารแนบ>
- KK <20.30
บาท>
มุ่งไปในสิ่งที่ตนถนัดและมีความต้องการอยู่
คือการปล่อยสินเชื่อ Refinance
และเช่าซื้อ
ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ตลาดหลักทรัพย์จัดให้พบปะกับ
บริษัทเงินทุน เกียรตินาคิน
(KK)
ซึ่งไม่ง่ายนักที่จะสัมภาษณ์เป็นการส่วนตัว
โดยประเด็นที่น่าสนใจมี 2
ส่วนหลักคือ KK
ทำอะไรมาบ้างแล้วในอดีต
กับ KK
จะทำอะไรต่อไปในอนาคต
- กำไรสุทธิงวด 9
เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 1,018
ล้านบาท (3.37 บาท/หุ้น)
เทียบกับ 2,514
ล้านบาทที่ทำได้ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
หรือลดลง 60%
เพราะอัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากการปรับโครงสร้างหนี้ที่ประมูลมาจากปรส.หรือ
FRA ลดลง (เงินลงทุนลูกหนี้ที่มีปัญหาที่ประมูลมาซึ่งส่วนใหญ่
87% มาจาก FRA โดย ณ สิ้น ก.ย.44
เงินลงทุนดังกล่าวมีมูลค่าเหลืออยู่
1.57 หมื่นล้านบาท
ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ก้อนใหญ่ที่สุดของ
KK (คิดเป็น 43%
ของสินทรัพย์รวม)
โดยปัจจุบันปรับโครงสร้างหนี้ไปได้แล้วประมาณ
60%
- แต่ความจริงแล้วกำไรที่ควรจะเป็นอยู่ที่
1,410 ล้านบาท
หากปรับด้วยผลรายกการ ขาดทุนสุทธิที่ยังไม่เกิดจากเงินลงทุนในสิทธิเรียกร้อง
เทียบกับกำไรทั้งปีของปีที่แล้ว
(ปรับปรุง) แล้วอยู่ที่ 1,339
ล้านบาท
ตามมาตรฐานทางบัญชี
การที่จัดลูกหนี้ประมูลซื้อมาทั้งจาก
FRA
และสถาบันการเงินแห่งอื่น
เป็นเงินลงทุนประเภทหนึ่ง
(ไม่ใช่สินเชื่อ)
และถือเป็นระยะยาวเพราะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้
(ไม่ใช่ซื้อมาขายไป)
ดังนั้นการบันทึกส่วนต่างหรือการเปลี่ยนแปลงของเงินลงทุน
(ในที่นี้คือมูลค่าของหลักประกัน)
ดังกล่าวให้ไปทำผ่านส่วนของผู้ถือหุ้นในงบดุล
(ดังนั้นกระทบ BV
แต่ไม่กระทบ EPS โดยตรง)
โดยในช่วง 9
เดือนแรกของปีนี้
บริษัทขาดทุนสุทธิที่ยังไม่เกิดขึ้นลดลง
392 ล้านบาท
หรืออีกนัยหนึ่งคือกำไรที่ปรับแล้วของ
KK งวด 9
เดือนก็ควรจะบวกกลับตัวเลขดังกล่าวเข้ามานั่นเอง
(1,018+392=1,410 ล้านบาท)
- ปีที่แล้วจ่ายเงินปันผล
1.50 บาท คิดเป็นเพียง 16%
ของกำไรสุทธิ ( 2.81
พันล้านบาท) แต่ 34%
ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว
(1.34 พันล้านบาท)
ดังนั้นสำหรับปีนี้
คาดว่าเงินปันผลก็น่าจะอยู่ในช่วง
1.5-2 บาท/หุ้น
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นหมายถึง
Yield 7-10%
- ณ สิ้น ก.ย.44
บริษัทมีมูลค่าทางบัญชี
(BV) อยู่ที่ 25.21 บาท/หุ้น NPLs 1.87
พันล้านบาท (ประมาณ 20%
ของสินเชื่อ ลดลงจาก 3.07
พันล้านบาทสิ้นปี)
และเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง
(CAR) สูงถึง 24.9% (เทียบกับ 8%
ขั้นต่ำของธปท.)
- ส่วนแผนงานในอนาคตคือยังมุ่งเน้นในสิ่งทมี่ตนถนัดและยังมีดีมานด์อยู่
ซึ่งก็ได้แก่การเข้าไปซื้อและ/หรือปล่อยกู้เพื่อการรีไฟแนนซ์
รวมถึงการเข้าไปซื้อหนี้ที่โอนไป
TAMC รวมปีนี้ตั้งเป้า 4
พันล้านบาท ปีหน้า 5
พันล้านบาท (เป็นตัวเลขก่อนหักชำระคืน)
และอีกส่วนหนึ่งคือการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์
(90% เป็นรถกะบะมือสอง
ซึ่งให้ Yiledสูง) ปีนี้ 2.5
พันล้านบาท ปีหน้า 3
พันล้านบาท
- ในเบื้องต้นเรายังชอบ
KK อยู่
แต่ขอวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดอีกที
โปรดติดตามตอนต่อไป
สรุปประเด็นวันนี้
- ( +/- )
ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยอาร์/พี
14วัน ที่ 2.5%
ทำให้อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์เรตของไทย
สูงกว่า LIBOR
ช่วยผ่อนคลายการไหลออกของเม็ดเงินจากต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา
โดยธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจคาดปี
44 จะโต 1.3-1.8% และ ปี 45 จะโต 1-3%
ซึ่งดีกว่าหลายประเทศ
- ( - )
กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขส่งออกเดือนตุลาคม
ลดลง 13.9% ส่วนงวด 10 เดือน
ติดลบ 5.06%
คาดทั้งปีจะขยายตัวติดลบ
6-6.5%
ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการทั่วไปก่อนหน้านี้
- ( + )
ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้น
จนเข้าใกล้ระดับ 44
บาทต่อดอลลาร์
แข็งค่าสุดรอบ 2 เดือน
โดยในประเทศแถบเอเชีย
มีไทย และเกาหลีใต้
ที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
สะท้อนถึง
เม็ดเงินที่ไหลเข้าไทยมากขึ้น
ดังนั้น
ตลาดหุ้นจะเป็นอีกแหล่งที่พักเงิน
- ( - )
ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนปรับฐาน
เนื่องจากตัวเลขความเชื่อมั่นการบริโภคต่ำกว่าประมาณการ
อย่างไรก็ตามเรายังประเมินตลาดหุ้นสหรัฐ
และ ทั่วโลกในช่วงปลายปี
จะยังมีแนวโน้มฟื้นตัว
หลังจากที่มีการปรับฐาน
จากปรากฏการณ์ Year End Rally, Santa Claus
Gift และ January effect
รวมถึงการคาดหมายว่าเศรษฐกิจผลประกอบการปีหน้าจะฟื้นตัว
- ( - )
นักลงทุนต่างชาติเมื่อวานกลับทิศมาขายสุทธิเป็นครั้งแรกจำนวน
244 ล้านบาท
หลังจากที่ได้ซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน
6 วัน รวม ถึง 3,731 ล้านบาท
ซึ่งจากกราฟ Fund Flow
ของต่างชาติข้างล่าง
เรายังคาดหวังกระแสเม็ดเงินของต่างชาติจะไหลเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่องอยู่ในช่วงปลายปี
จากตลาดหุ้นไทยที่ยังทรุดหนักกว่าหลายประเทศ
ทำให้ถูกกว่าโดยเปรียบเทียบ
บรรยากาศการซื้อขายหลักทรัพย์
: ตลาดเมื่อวานสามารถดีดกลับขึ้นไปใกล้ระดับ
300 จุด อีกครั้ง
แต่แรงปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นในแถบเอเชียภาคบ่าย
เป็นแรงกดให้ SET
มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างจำกัดโดยเพิ่มขึ้น
3.9 จุด ปิดที่ 296.48
มูลค่าการซื้อขายพอประมาณ
6,689 ล้านบาท กลุ่มอิเลคทรอนิคส์
นับว่าเป็นกลุ่มที่ดีดขึ้นแรง
และ
ขึ้นมาโดดเด่นเมื่อวาน
เช่น DELTA (+5.2%) , SVI (+9%), HANA (+7%), KCE (+4.4%)
กลุ่มสื่อสารหุ้นหลักอย่าง
TA, ADVANC, UCOM
พุ่งขึ้นเป็นบวกระหว่าง 4-5%
ประเมินแนวโน้มตลาด
การปรับตัวของตลาดหุ้นต่างประเทศ
และ
เมื่อวานต่างชาติกลับมาขายวันแรก
อาจจะสร้างความกังวลต่อตลาด
ทำให้แนวโน้ม SET ในระยะสั้น
อาจจะยังต้องใช้เวลาในการแกว่งตัวปรับฐานระหว่าง
292-300
เพื่อเป็นการย่อยแรงขายจากการทำกำไรระยะสั้น
หลังจากที่ตลาดได้พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามเรายังคาดหมายตลาดหุ้นในช่วงปลายปี
ถึงมกราคมปีหน้ายังมีแนวโน้มฟื้นตัว
และ น่าจะทะลุผ่าน 300
ขึ้นไปได้ในที่สุด
เนื่องจาก (1)
การแข็งค่าของเงินบาทสะท้อนการไหลเข้าของเงินต่างชาติ
(2) การเข้ามาซื้อขายของหุ้น
PTT ในสัปดาห์หน้าวันที่ 6 ธ.ค.
คาดหมายว่าจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการซื้อขายมากขึ้น
(3)
คาดหมายว่าตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงปลายปี
จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
จากปรากฏการณ์ Year end rally, Santa Claus gift
รวมถึงการคาดหมายว่า
เศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะฟื้นตัว
นำโดยสหรัฐ
| กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง |
| |
|