หน้าหลัก

          ดาวน์โหลดบทวิจัย

          กระแสข่าว/กลยุทธ์

          บทวิเคราะห์

          วิเคราะห์เทคนิค

          VDO SQUAWK

          สรุปหุ้นแนะนำ

          วอร์แรนท์

          วิเคราะห์รายหุ้น

          ผลประกอบการ

          ปฎิทินหุ้น

          เชื่อมเวบไซต์อื่น

          เศรษฐกิจและอื่นๆ

          ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ

          อัตราแลกเปลี่ยน

          ตลาดล่วงหน้า

 
         YUANTA RESEARCH CENTER
English

            กระแสข่าว / กลยุทธ์

27 พฤศจิกายน 2544

บทวิเคราะห์

 

ข่าวกระทบทิศทางตลาด
  • บาทแข็งค่ารอบ 2 เดือนที่ 44.07 สะท้อนเงินต่างประเทศไหลเข้า
  • ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวานขึ้นทดสอบระดับ 44.07 บาทต่อดอลลาร์ ทำสถิติแข็งค่ามากสุดในรอบ 2 เดือน โดยทิศทางของค่าเงินของไทยมีทิศทางการแข็งค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศในแถบอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย โดยเป็นการแข็งค่าในทิศทางเดียวกับประเทศเกาหลีใต้ ที่ค่าเงินวอนก็ได้แข็งค่ามากสุดในรอบ 9 เดือน หลังจากประเทศเกาหลีใต้ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3/44 ที่ขยายตัว 1.8% มากกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1% สะท้อนถึงเศรษฐกิจเกาหลียังไม่ถึงเข้าสู่ภาวะถดถอยเช่นเดียวกับหลายประเทศ ที่มีอัตราการขยายตัวติดลบ

  • นอกจากนี้ วันนี้ (27 พ.ย.) ธนาคารแห่งประเทศไทย จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน โดยปัจจัยที่จะนำเข้าสู่การประชุมคือการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใด และ เป็นที่คาดหมายว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยในช่วงนี้ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงอัตราดอกเบี้ย R/P 14วัน จะทำให้อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ของไทย ซึ่งอยู่ที่ 2.5% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ย LIBOR ที่ผู้ว่าธปท. จะมีการกล่าวอ้างบ่อยๆ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.1% ดังนั้นจะเป็นการเสริมให้ทิศทางไหลเข้าของเม็ดเงินจากต่างประเทศมากขึ้น เพราะปกติเงินจะไหลจากประเทศที่มีดอกเบี้ยต่ำไปที่มีดอกเบี้ยสูง
 %

เงินกู้

เงินฝาก 1 ปี

InterBank

ไทย

7.25

3.00

2.50

สหรัฐ

5.00

2.59

2.00

อังกฤษ

4.00

3.87

3.34

เยอรมนี

na

3.20

3.34

ฝรั่งเศส

6.60

3.20

3.34

ฮ่องกง

na

2.43

2.13

สิงคโปร์

4.50

1.60

0.97

ญี่ปุ่น

1.65

0.06

0.05

  • การที่เงินต่างประเทศไหลเข้า ตลาดหุ้นจึงเป็นน่าจะเป็นแหล่งที่เงินต่างประเทศไหลเข้ามาพัก ซึ่งจะเห็นชัดในสัปดาห์ที่ผ่านต่อเนื่องถึงเมื่อวานต่างชาติได้ซื้อสุทธิเท่ากับ 3,731 ล้านบาท
  • อิควิตี้ฟันด์เริ่มลงทุนต้นปี 45
  • บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (MFC)  ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้บริหารกองทุนเพื่อการรวมลงทุนหรือไทยแลนด์อิควิตี้ฟันด์ กล่าวถึงนโยบายการลงทุนของกองทุนดังกล่าว ว่าจะเริ่มลงทุนไตรมาสแรกปีหน้า โดยจะเข้าไปร่วมลงทุนในบริษัทต่างๆ ในสัดส่วนประมาณ 25% ในลักษณะของการซื้อหุ้นและให้คำปรึกษาในการทำธุรกิจแก่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และไม่มีนโยบายที่จะซื้อหรือขายหุ้นในตลาดเพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาหุ้น และการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้น
  • โดยกองทุนนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างธนาคารพาณิชย์ 13 แห่ง บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม และ IFC มีขนาดเงินกองทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท หุ้นที่จะเข้าไปซื้อนั้นจะเป็นหุ้นบริษัทที่เพิ่มทุนหรือต้องการปรับโครงสร้างหนี้ตลอดจนโครงสร้างทุน รวมทั้งบริษัทที่มีปัญหาโครงสร้างทางการเงิน หลังจากนี้จะเข้าหารือและเจรจากับผู้บริหารของบริษัทต่างๆ เพื่อเข้าร่วมลงทุนด้วย และถือหุ้นระยะยาว 5-10 ปี และทยอยขายหุ้นออกมาในปีที่ 10
  • ก่อนหน้านี้ ครม. ได้อนุมัติให้จัดตั้งกองทุนเพื่อการร่วมลงทุนวงเงินเริ่มต้น 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีผู้ร่วมลงทุนคือกระทรวงการคลัง วงเงิน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารออมสิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สมาชิกสมาคมธนาคารไทย 13 แห่ง วงเงินรวม 50 ล้านดอลลาร์
  • ตลาดหุ้นสหรัฐ การคาดหวังเศรษฐกิจฟื้นปีหน้ายังผลักดันหุ้นขึ้นต่อ

ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดัชนีดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 23 จุด ปิดที่ 9,982 ซึ่งเหลือเพียง 18 จุด ก็จะขึ้นทดสอบระดับ 10,000 ดัชนีแนสแด็ก ขยับขึ้น 38 จุด หรือ 2% ปิดที่ 1,157 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั้งดาวโจนส์ และแนสแด็ก ทะยานพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. 2544 โดยดาวโจนส์พุ่งขึ้นมาแล้ว 21% และ แนสแด็ก พุ่งขึ้นมาแล้ว 36% คือ การสู้รบในอัฟกานิสถาน เป็นสงครามแบบจำกัด และ มีแนวโน้มจะไม่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะ การคาดหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีการฟื้นตัวในปีหน้า

 

ข่าวกระทบทิศทางหุ้น
  • GFPT <30.25 บาท : ซื้อเก็งกำไร> > ปีหน้าภาวะกำไรผกผันสูงพาความเสี่ยงเพิ่ม

ราคาหุ้น GFPT ได้ปรับตัวขึ้น 15% หลังจากงบไตรมาส 3/44 ออกมาดีกว่าคาด เราประมาณว่าราคาไก่จะปรับตัวสูงขึ้นในต้นปีหน้า เพราะข่าวการค้นพบเชื้อวัวบ้าในยุโรปอีกรอบ และญี่ปุ่นห้ามนำเข้าไก่จากอเมริกา แต่อย่างไรก็ตาม เรายังกังวลเรื่องการเพิ่มขึ้นของต้นทุนข้าวโพดในปีหน้า (โดยเราคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 4.7 บาท เป็น 5 บาท/กิโลกรัม ปีหน้า)

เราได้ทำการปรับประมาณกำไรในปี 2544-45 ขึ้นอีก 10% และ 8% ตามลำดับ และปรับราคาเหมาะสม (Fair value) ขึ้น 16% จาก 29 บาท เป็น 33.6 บาท/หุ้น แม้ราคาหุ้น GFPT ยังอาจปรับขึ้นได้อีกจากการสูงขึ้นของราคาขายไก่ นอกจากนั้น GFPT ยังให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่งดงาม (14% ต่อปี) แต่การคำนวณราคาเป้าหมายของเราจะเป็นในเชิงอนุรักษ์นิยมคือไม่เสี่ยงจนเกินไป เพราะปีหน้าอาจมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้กำไรออกมาน่าผิดหวัง โดยเฉพาะมาจากทางฝั่งต้นทุนข้าวโพด ดังนั้นเราเปลี่ยนคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ซื้อเก็งกำไร” <มีเอกสารแนบ>

  • BEC < 206 บาท : ซื้อ > ปรับลดประมาณการ จากการชะลอตัวของเม็ดเงินโฆษณา

หลังจากการประชุมนักวิเคราะห์ของ บมจ. บีอีซี เวิลด์ (BEC) เรามีการปรับลดประมาณการยอดขายและกำไรของบริษัทในปีนี้ลง 5.4% และ 8.7% ตามลำดับ โดยเราคาดว่า BEC จะมีกำไรเพิ่มขึ้น 10% เป็น 1,707 ล้านบาทในปีนี้และเพิ่ม 13% เป็น 1,927 ล้านบาทในปีหน้า

การชะลอตัวของเม็ดเงินโฆษณาและการเพิ่มส่วนลดค่าโฆษณาของช่อง 7 ชี้ให้เห็นว่าโอกาสในการขึ้นค่าโฆษณาของช่อง 3 ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้มีไม่มากนัก หลังจากเลื่อนการขึ้นโฆษณา 8-33% จากเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

เรายังคงมีมุมมองบวกต่อ BEC เนื่องจากบริษัทมีกระแสเงินสดแข็งแกร่งประกอบกับน่าจะได้รับผลดีจากการเติบโต ของอุตสาหกรรมโฆษณาจากการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในธุรกิจเบียร์และสื่อสาร แม้ว่าเราจะมีการปรับลดราคาที่เหมาะสมของ BEC เป็น 268 บาท เนื่องจากผลประกอบการที่น่าผิดหวังในไตรมาส 3 ประกอบกับปรับลดประมาณการกำไร แต่ก็คาดว่า BEC จะมีกำไรเพิ่ม 10% ในปีนี้และเรายังเชื่อว่าตลาดได้รับรู้ข่าวการชะลอตัวของค่าโฆษณาไปแล้ว ดังนั้น เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” <มีเอกสารแนบ>

BEC’s earnings summary

As of

Net Profit

EPS

Growth

PER

OCF

P/CF

EV/EBITDA

Dec.

(Bt mn)

(Bt)

%

(x)

(Bt mn)

(x)

(x)

1999

1,106

5.53

(15%)

37.26

1,819

22.65

14.54

2000

1,545

7.73

40%

26.66

2,946

13.99

10.07

2001F

1,707

8.54

10%

24.13

3,589

11.48

9.21

2002F

1,927

9.63

13%

21.38

3,114

13.23

8.69

2003F

2,288

11.44

19%

18.01

4,191

9.83

7.68

2004F

2,792

13.96

22%

14.76

3,894

10.58

6.77

Source : Yuanta estimates

  

กลยุทธ์การลงทุน

สรุปประเด็นวันนี้

  • ( +/- ) วันนี้ (27 พ.ย.) ธนาคารแห่งประเทศไทย จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน โดยปัจจัยที่จะนำเข้าสู่การประชุมคือการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใด
  • ( + ) ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้น จนเข้าใกล้ระดับ 44 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าสุดรอบ 2 เดือน โดยในประเทศแถบเอเชีย มีไทย และเกาหลีใต้ ที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้น สะท้อนถึง เม็ดเงินที่ไหลเข้าไทยมากขึ้น ดังนั้น ตลาดหุ้นจะเป็นอีกแหล่งที่พักเงิน
  • ( + ) ตลาดหุ้นสหรัฐ และทั่วโลก มีทิศทางการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากการคาดหวังที่เศรษฐกิจของโลก นำโดยสหรัฐจะมีการฟื้นตัวในปีหน้า
  • ( + ) บริหารกองทุนเพื่อการรวมลงทุนหรือไทยแลนด์อิควิตี้ฟันด์ จะเริ่มลงทุนไตรมาสแรกปีหน้า โดยจะเข้าไปร่วมลงทุนในบริษัทต่างๆ ในสัดส่วนประมาณ 25% โดยกองทุนนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างธนาคารพาณิชย์ 13 แห่ง บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม และ IFC มีขนาดเงินกองทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท
  • ( + ) กระแสเงินต่างชาติในช่วงนี้ยังไหลกลับเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง เมื่อวานซื้อสุทธิต่ออีก +248 ล้านบาท รวม 6 วัน ต่างชาติซื้อสุทธิถึง 3,731 ล้านบาท ซึ่งจากกราฟแสดงพฤติกรรมยอดซื้อขายสุทธิสะสมของต่างชาติ เวลาต่างชาติซื้อสุทธิแบบมีน้ำหนักมักจะมีความต่อเนื่องอีกหลายสัปดาห์
  • ( - ) แรงเทขายทำกำไรระยะสั้น หลังจากที่ตลาดหุ้นได้ขึ้นมาแรง

บรรยากาศการซื้อขายหลักทรัพย์ : ตลาดหุ้นเมื่อวานเข้าสู่ช่วงของการปรับฐานหลังจากทีได้ทะยานพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ติดต่อกัน 7 วัน รวมแล้วดัชนีพุ่งขึ้นมาถึง 11% แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐ และแถบเอเชีย จะสามารถพุ่งขึ้นได้ต่อ SET ปิดที่ 292.56 ลดลง 4.21 ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางลงเหลือ 6,488 ล้านบาท โดยในช่วงเทรด SET ได้ขึ้นไปใกล้แนวต้านสำคัญบริเวณ 300 เป็นวันที่สอง ก่อนที่จะถูกแรงถล่มขายค่อนข้างหนัก

ประเมินแนวโน้มตลาด ตลาดหุ้นหลังจากที่ SET ได้ขึ้นไปใกล้แนวต้านทางจิตวิทยาที่สำคัญบริเวณ 300 เป็นวันที่สองเมื่อวาน แต่ไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ จึงเกิดผลทางจิตวิทยา ทำให้มีแรงขายทำกำไรระยะสั้น หลังจากที่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นได้วิ่งขึ้นมาแรง เมื่อพิจารณาประกอบกับลักษณะทางเทคนิค SET โดยมีแนวรับที่ 290 และ 284-286 ตามลำดับ โดยเรายังคาดหมายแนวโน้มตลาดในระยะเป็นเดือนต่อเนื่องถึงสิ้นปี หรือ เดือนมกราคม ปีหน้า ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ช่วยเกื้อหนุนตลาดอยู่ ดังนั้น เราจึงเพิ่มเป้าหมายที่คาดหมายไว้ก่อนหน้านี้ที่ 300 เป็น ระดับ 320-330 คือ

  1. การแข็งค่าของเงินบาทสะท้อนการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
  2. แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ที่ได้ซื้อสุทธิต่อเนื่อง จากการปรับพอร์ตของต่างชาติ เนื่องจากตลาดหุ้นไทยถูกกว่าโดยเปรียบเทียบเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ และพฤติกรรมของต่างชาติเวลากลับทิศมาซื้อจะมีการซื้อต่อเนื่องอีกหลายสัปดาห์
  3. การเข้ามาซื้อขายของหุ้น PTT ในสัปดาห์หน้าวันที่ 6 ธ.ค. คาดหมายว่าจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการซื้อขายมากขึ้น
  4. ตลาดหุ้นไทยยังทรุดหนักกว่าประเทศอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ เมื่อเทียบกับระดับก่อนวันที่ 11 ก.ย. 2544 ซึ่ง SET Index อยู่ที่ 330 ในขณะที่หลายตลาดมีการฟื้นตัวจนขึ้นไปสูงกว่าระดับก่อนวันที่ 11 ก.ย. 2544
  5. สงครามในอัฟกานิสถานยังไม่มีสถานการณ์น่าวิตก และ คาดหมายว่าตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงปลายปี จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากปรากฏการณ์ Year end rally, Santa Claus gift รวมถึงการคาดหมายว่า เศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะฟื้นตัว นำโดยสหรัฐ

ดังนั้นในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งตลาดมีการปรับฐานเพื่อคลายความร้อนแรง น่าจะเป็นจังหวะเข้ารับ โดยมีแนวรับที่ บริเวณ 290 และ 284-286

สำหรับหุ้นพื้นฐานดี ที่เราแนะนำ แต่รอรับช่วงอ่อนตัวโดยอาจจะเทียบกับแนวรับของ SET ที่ 290 และ 284-286 ตามลำดับ แบ่งเป็น หุ้นประเภทมีการเคลื่อนไหวตามตลาดได้ดี ในกลุ่มแบงก์ และ ไฟแนนซ์ ได้แก่ BBL, TFB, SCB, KTB, BAY, KK, NFS (แต่หุ้นในกลุ่มแบงก์ และ ไฟแนนซ์ ได้ขึ้นมาแรงในช่วงที่ผ่านมา อาจจะรอให้อ่อนตัวกว่านี้มากๆก่อน) กลุ่มสื่อสาร เป็นหุ้นพื้นฐานดีที่รอบนี้ขยับน้อยมาก ได้แก่ SHIN, UCOM, TA หุ้นพื้นฐานดีประเภท Defensive Stocks เช่น EGCOMP, PTTEP, BANPU, BEC กลุ่มอิเลคทรอนิคส์ เรามองว่าจะได้ผลบวกจากการคาดหมายของเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวในปีหน้า หุ้นที่เราแนะนำยังเป็น HANA, KCE, DELTA

 

Yuanta Stock Picks -- กดที่นี่เพื่อดูสรุปหุ้นที่เราแนะนำ

กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง
กรุณาเลือก วัน/เดือน/ปี แล้วกดปุ่ม Submit / /



If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer

Click Here!