|
|
|
YUANTA
RESEARCH CENTER
|
English |
|
กระแสข่าว
/ กลยุทธ์
|
5 พฤศจิกายน 2544
|
|
- ตลาดเริ่มใช้ช่วงราคา
(Spread) ใหม่วันนี้ (5 พฤศจิกายน)
- วันนี้เป็นวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดให้ปรับช่วงราคาซื้อขายหลักทรัพย์ใหม่เป็น
10 กลุ่มราคา
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่า
50 บาท และ
หลักทรัพย์ที่มีราคา
สูงกว่า 200 บาทขึ้นไป
โดยการปรับช่วงราคาในครั้งนี้
ทำให้อัตราการเปลี่ยนแปลงของหลักทรัพย์ในแต่ละกลุ่มอยู่ระหว่าง
0.5%-1%
ส่วนหลักทรัพย์ที่มีราคามากกว่า
50 บาทขึ้นไปถึง 200 บาท
จะมีช่วงราคาเดิม
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นแก้ปัญหาช่วงราคาของหลักทรัพย์ที่มีราคาต่ำ
ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสภาพคล่องให้กับการซื้อขายหลักทรัพย์
และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนซื้อขายได้หลายระดับราคามากขึ้น
- จากตารางข้างล่าง
สมมุติว่าว่าราคาหุ้นอยู่ในช่วง
น้อยกว่า 2 บาท
ซึ่งในตารางเราใช้ตัวอย่าง
1.99 บาท
จะได้ช่วงราคาซื้อขายใหม่เป็น
0.01 บาท
หรือมีการเปลี่ยนแปลง 0.5%
สมมติให้นักลงทุนจ่ายค่าคอมฯ
0.25%
จะได้ต้นทุนไปกลับเมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเท่ากับ
0.011 แสดงว่า
การเปลี่ยนแปลงของราคาหนึ่งช่วงราคาที่ค่าคอมฯ
0.25%
นักลงทุนจะยังไม่ได้กำไร
จะต้องให้มีการเปลี่ยนแปลงสองช่วงราคาจึงจะเริ่มมีกำไร
แต่ถ้าหากนักลงทุนรายที่มีการจ่ายค่าคอมฯน้อยกว่า
เช่น 0.20%
ก็จะเริ่มมีกำไรทันทีที่ราคามีการเปลี่ยนแปลง
- สำหรับผลกระทบต่อตลาด
เราเห็นว่า
การเปลี่ยนแปลง Spread
ช่วงราคาใหม่
จะทำให้สามารถซื้อขายได้คล่องตัวมากขึ้น
รวมถึงสามารถรองรับราคาหลักทรัพย์ที่มีราคาต่ำหลังการแตกพาร์
เพราะสามารถต่อรองราคาได้ละเอียดมากขึ้น
เช่น
ผู้ลงทุนต้องการซื้อหุ้นราคา
0.1 บาท
ในขณะที่ผู้ต้องการขายที่ราคา
0.2 บาท ภายใต้ระบบเดิมจะมี
Spread เท่ากับ 0.1
ทำให้อาจไม่สามารถตกลงซื้อขายได้
หรือตกลงซื้อขายได้ลำบาก
เพราะส่วนต่างถึง 100%
แต่ระบบใหม่มีส่วนต่างราคา
0.01
ทำให้อาจจะสามารถตกลงราคาได้ที่ราคาระหว่าง
0.1-0.2 บาท เช่นอาจจะเป็นราคา
0.15 หรือ 0.12 หรือ 0.17 ฯลฯ
อย่างไรก็ตามข้อมูลที่นักลงทุนได้รับในแง่ราคาเสนอซื้อเสนอขาย
และจำนวนวอลุ่ม
เราเห็นว่าควรจะเพิ่มให้เป็น
6 ช่องราคา จากเดิม 3
ช่องราคา
ตามความละเอียดของช่วงราคาหุ้นที่มีส่วนต่างประมาณ
0.5%
ตารางเปรียบเทียบช่วงราคาใหม่
และต้นทุนค่าคอมฯ
|
|
|
|
|
ต้นทุนค่าคอมฯไปกลับ
(รวม VAT) |
|
ราคา |
ช่วงราคาใหม่ |
%เปลี่ยนแปลง |
ราคาใช้อ้างอิง |
0.25% |
0.20% |
0.15% |
0.10% |
|
< 2 บาท |
0.01 |
0.50% |
1.99 |
0.011 |
0.009 |
0.006 |
0.004 |
|
2-5 บาท |
0.02 |
0.40% |
5 |
0.027 |
0.021 |
0.016 |
0.011 |
|
5-10 บาท |
0.05 |
0.50% |
10 |
0.054 |
0.043 |
0.032 |
0.021 |
|
10-25 บาท |
0.10 |
0.40% |
25 |
0.134 |
0.107 |
0.080 |
0.054 |
|
25-50 บาท |
0.25 |
0.50% |
50 |
0.268 |
0.214 |
0.161 |
0.107 |
|
50-100 บาท |
0.50 |
0.50% |
100 |
0.535 |
0.428 |
0.321 |
0.214 |
|
100-200 บาท |
1.00 |
0.50% |
200 |
1.070 |
0.856 |
0.642 |
0.428 |
|
200-400 บาท |
2.00 |
0.50% |
400 |
2.140 |
1.712 |
1.284 |
0.856 |
|
400-800 บาท |
4.00 |
0.50% |
800 |
4.280 |
3.424 |
2.568 |
1.712 |
|
> 800 บาท |
6.00 |
0.67% |
900 |
4.815 |
3.852 |
2.889 |
1.926 |
- ตัวเลขปลดพนักงานสหรัฐสูงสุดรอบ
21 ปี
- เมื่อคืนวันศุกร์ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐจากกระทรวงแรงงานสหรัฐ
ได้รายงานตัวเลขการจ้างงานประจำเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ปรากฏว่าการจ้างงานนอกภาคการเกษตรลดลงถึง
415,000 ตำแหน่ง
เป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ
21 ปี
นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี
ค.ศ. 1980
หรือตรงกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกจากการเกิดวิกฤตน้ำมันครั้งที่สอง
เทียบกับเดือนกันยายที่ลดลง
213,000 ตำแหน่ง
และประมาณการของนักวิเคราะห์ประเมินว่าจะลดลง
300,000 ตำแหน่ง
ส่วนตัวเลขอัตราการว่างงานพุ่งขึ้นถึง
5.4% เทียบกับ 4.9%
ในเดือนกันยายน และ
ประมาณการของนักวิเคราะห์
5.2% จาก
จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการก่อวินาศกรรมครั้งรุนแรงสุดในประวัติศาสตร์
ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
และทำให้เป็นแรงกดดัน
ต่อประธานาธิบดี จอร์จ
ดับเบิลยู บุช
ประธานาธิบดีสหรัฐ และ
นายอลัน กรีนสแปน
ประธานธนาคารกลางสหรัฐ
ที่จะหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังประสบภาวะหดตัวอย่างหนัก
และจากตัวเลขเศรษฐกิจดังกล่าว
ทำให้นักวิเคราะห์บางคนประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจจะปรับลดดอกเบี้ยลงถึง
0.5%
ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ
วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน
นี้
- สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐ
ปรากฏว่า
ตลาดหุ้นสหรัฐมีการอ่อนตัวลดลงเพียงในช่วงแรก
แต่ในช่วงต่อมาก็มีการฟื้นตัวกลับ
ทำให้ดัชนีดาวโจนส์กลับสามารถดีดขึ้นเป็นบวกได้เท่ากับ
59 จุด ปิดที่ 9,323 ส่วนดัชนีแนสแด็ก
ลดลงเพียงเล็กน้อย 0.57 จุด
ปิดที่ 1,745
ทั้งนี้เนื่องจาก
การทรุดหนักของตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญดังกล่าว
ทำให้มีอีกกระแสหนึ่งคาดหมายว่าวันอังคารนี้ธนาคารกลางสหรัฐอาจจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงถึง
0.5% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
รวมกับ
มาตรการของรัฐบาลที่จะอัดฉีดเม็ดเงินถึง
100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทำให้ยังมีกระแสการคาดหมายว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะทำจุดต่ำสุดในไตรมาส
4 นี้
และจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวในไตรมาสสองปีหน้า

- BAT-3K < 21.5บาท
: ซื้อลงทุน > หุ้นราคาถูก
กระแสรายได้สม่ำเสมอ
เหมาะลงทุนรับปันผล
บมจ. ไทยสโตเรจ
แบตเตอรี่ (BAT-3K)
ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อันดับสองของประเทศ
แม้ว่าจะไม่ใช่หุ้นที่มีการเติบโตสูง
หรือ
เล่นข่าวในเรื่องต่างๆ
แต่หุ้น BAT-3K
มีความโดดเด่นในแง่มีฐานรายได้ที่มั่นคงสม่ำเสมอ
ในตลาดอะไหล่เพื่อการทดแทน
(REM) และ
เป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ
มีการส่งออกไปยังแถบประเทศอินโดจีนกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
อุปสงค์สำหรับแบตเตอรี่
ค่อนข้างคงที่
ตามสภาพตลาดโดยรวม
ที่จะมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ประมาณ
2-3 ปี
โดยการที่บริษัทเน้นตลาดอะไหล่เพื่อการทดแทน
จึงไม่ได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์ใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงผันผวน
ทำให้บริษัทมีกระแสรายได้ที่สม่ำเสมอ
เมื่อพิจารณาฐานะการเงิน
และ
ประเมินมูลค่าของบริษัทฯแล้ว
BAT-3K ค่อนข้างน่าสนใจ
มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง
ด้วยสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำเพียง
0.3 เท่า
รวมถึงมีการจ่ายเงินปันผลที่สูงถึง
7% ณราคาหุ้นเมื่อวันศุกร์
หุ้น BAT-3K มีการซื้อขายด้วย PER
ที่ต่ำเพียง 4.58 เท่า และ P/BV
เพียง 0.42 เท่า
เราประเมินมูลค่าเหมาะสม
ได้เท่ากับ 34 บาท
โดยประเมินจากค่า P/BV
เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี
ซึ่งเท่ากับ 0.69 เท่า
ดังนั้น คำแนะนำ
สำหรับหุ้น BAT-3K จึงเป็น ซื้อลงทุน
เพื่อรับเงินปันผล (มีเอกสารแนบ)
สรุปประเด็นวันนี้
- ( + ) วันศุกร์นี้
อาจจะรู้ผลว่าการกำหนดค่าคอมฯขั้นต่ำจะเกิดขึ้นหรือไม่
ซึ่งคณะทำงานของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ได้มีการประชุมร่วมกันเมื่อ
30 ต.ค.ที่ผ่านมา
โดยคณะทำงานจะส่งเรื่องดังกล่าวให้โบรกเกอร์ทราบเพื่อออกเสียงและลงมติร่วมกัน
หลังจากนั้นสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จะนำมติดังกล่าวเสนอต่อ
คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(ก.ล.ต.)
ให้ทันกับวาระการประชุมคณะกรรมการก.ล.ต.ที่จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่
9 พ.ย.นี้
ในกลุ่มหลักทรัพย์ AST
โดดเด่นที่สุด
เพราะต้นทุนต่ำสุดและมาร์เก็ตแชร์สูงสุด
- ( +/- )
วันนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯจะเริ่มใช้ช่วงราคาใหม่
(Spread)
โดยหุ้นราคาต่ำมีช่วงราคาที่ละเอียดมากขึ้น
เมื่อเทียบกับช่วงราคาเดิม
ซึ่งเรามองว่าไม่น่าจะมีผลอะไรต่อภาวะตลาด
หรือ
ถ้ามีผลตลาดก็น่าจะตอบรับไปก่อนหน้านี้แล้ว
- ( +/- )
ตัวเลขการการจ้างงานของสหรัฐเมื่อวันศุกร์
ปรากฏว่ามีการปลดพนักงานมากสูงสุดในรอบ
21 ปี
คือตั้งแต่วิกฤตน้ำมันครั้งที่สอง
แสดงภาวะเศรษฐกิจสหรัฐกำลังประสบปัญหาอย่างหนักหลังการก่อวินาศกรรม
แต่เป็นที่คาดหมายว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐในวันอังคารนี้
จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงระหว่าง
0.25-0.5% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
และ
มาตรการของรัฐบาลสหรัฐฯที่จะอัดฉีดเม็ดเงิน
100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ( - ) หุ้นน้องใหม่ ปตท.
ซึ่งมีจำนวนหุ้นจะ IPO 800
ล้านหุ้น
และกันไว้อีกเผื่อความต้องการสูง
120 ล้านหุ้น ที่ราคาประมาณ
31-35 บาท เป็นจำนวนเงินถึง
25,000-30,000 ล้านบาท
อาจทำให้มีแรงขายหุ้นในกระดานเพื่อไปลงทุนในหุ้น
IPO
รวมถึงหุ้นน้องใหม่อินเตอร์เน็ตประเทศไทยที่กำลังอยู่ในช่วง
IPO แต่ขนาดไม่ใหญ่นัก
บรรยากาศการซื้อขายหลักทรัพย์
:
สภาพตลาดเมื่อวันศุกร์สุดสัปดาห์
ยังซบเซา
และดัชนียังมีการเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ
โดยวอลุ่มการซื้อขายยังต่ำเพียง
1,998 ล้านบาท ในขณะที่ SET
เคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง
274.22-276.41 หรือต่างกันเพียง 2
จุด
ก่อนที่จะปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงที่
274.22 เพิ่มขึ้น 0.58 จุด หุ้นบลูชิพที่ถูกถล่มก่อนหน้านี้ได้แก่
BEC, ADVANC, PTTEP
สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้ระหว่าง
1.8-2.5%
ในขณะที่กลุ่มหลักทรัพย์
กระแสที่จะมีการประชุมเรื่องกำหนดค่าคอมฯขั้นต่ำ
ทำให้หุ้นในกลุ่มนี้บางหลักทรัพย์สามารถพุ่งขึ้น
เช่น KGI +4.5%, CNS +2.4% หุ้น CCET
พุ่งขึ้นต่อ 6.3%
หลังจากรายงานผลประกอบการโดดเด่น
ประเมินแนวโน้มตลาด
วันนี้ปัจจัยแวดล้อมต่างประเทศ
ตลาดหุ้นสหรัฐ และ
ตลาดหุ้นแถบเอเชียเช้านี้ค่อนข้างผสมผสาน
มีทั้งบวกและลบ
จึงไม่มีผลอะไรมากนัก
สำหรับปัจจัยในประเทศประเด็นเรื่องการ
IPO
หุ้นใหม่สองหลักทรัพย์ซึ่งนักลงทุนกำลังให้ความสนใจมากได้แก่
อินเตอร์เน็ตประเทศไทย และ
ปตท.
ทำให้เม็ดเงินบางส่วนรอที่จะจองสองหุ้นใหม่ดังกล่าว
ทางด้านประเด็นที่จะเป็นด้านบวกคือ
สมาชิกโบรกเกอร์มีแนวโน้มจะหาข้อสรุปเรื่องค่าคอมฯคงที่ได้ในสัปดาห์นี้
อาจจะยังช่วยกระตุ้นหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์
และ
มาตรการของรัฐที่พยายามจะกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ยังช่วยหนุนกลุ่มพัฒนาที่ดิน
ดังนั้น
เมื่อรวมปัจจัยดังกล่าวข้างต้น
เราจึงประเมินแนวโน้ม SET
จะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่างแนวรับ
270-273 กับแนวต้าน 278-280
| กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง |
| |
|