หน้าหลัก

          ดาวน์โหลดบทวิจัย

          กระแสข่าว/กลยุทธ์

          บทวิเคราะห์

          วิเคราะห์เทคนิค

          VDO SQUAWK

          สรุปหุ้นแนะนำ

          วอร์แรนท์

          วิเคราะห์รายหุ้น

          ผลประกอบการ

          ปฎิทินหุ้น

          เชื่อมเวบไซต์อื่น

          เศรษฐกิจและอื่นๆ

          ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ

          อัตราแลกเปลี่ยน

          ตลาดล่วงหน้า

 
         YUANTA RESEARCH CENTER
English

            กระแสข่าว / กลยุทธ์

30 ตุลาคม 2544

บทวิเคราะห์
ข่าวกระทบทิศทางตลาด
  • "ธปท." ปรับลดตัวเลขเศรษฐกิจปี 2544-2545 และคงดอกเบี้ยอาร์/พี
  • คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้แถลงรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ เดือน ต.ค.2544 ว่า ธปท.ได้ประมาณเศรษฐกิจ เห็นว่าตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีได้ปรับลดลงเหลือ 1.3-1.8% จากเดิม 1.5-2% ส่วนปี 2545 จะโต 1-3% ลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดว่า จะอยู่ 3-4.5%
  • ในปี 2545 ช่วงประมาณการค่อนข้างกว้าง เพื่อสะท้อนถึง ความไม่แน่นอนในปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจคู่ค้าที่มีแนวโน้มอัตราการขยายตัวอ่อนลง จากเดิมค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ญี่ปุ่น เยอรมนี และสิงคโปร์
  • สำหรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจทางด้านการส่งออก ปี 2544 จะมีมูลค่า 64,000 ล้านดอลลาร์ หรือขยายตัวลดลง 6% ส่วนปี 2545 มีมูลค่า 66,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3-4% ส่วนการนำเข้าในปี 2544 มีมูลค่าประมาณ 62,000 ดอลลาร์ หรือลดลง 1% ปีหน้า 66,000 ล้านดอลลาร์ หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 7% ส่วนดุลการค้าในปี 2544 เกินดุล 1,800 ล้านดอลลาร์ และปี 2545 การเกินดุลจะเข้าใกล้ศูนย์ สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัด 2544 คาดว่าจะเกินดุล 5,000 ล้านดอลลาร์ และ 2545 เกินดุลกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์
  • ทั้งนี้การขยายตัวเศรษฐกิจปี 2545 จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่สำคัญ 2 ประการ ที่จะทำให้เศรษฐกิจประคองอยู่ได้ ประการแรก การฟื้นตัวประเทศคู่ค้า ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงิน คาดว่า จะเริ่มฟื้นตัวครึ่งปีหลัง 2545 ประการที่ 2 บทบาทภาครัฐ จะเป็นเงื่อนไขที่สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศทดแทน การลงทุนภาคเอกชนซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญ เศรษฐกิจภายใน
  • สำหรับเรื่อง ดอกเบี้ย คณะกรรมการนโยบายการเงิน ได้ชั่งน้ำหนักหลายปัจจัยประกอบกัน ซึ่งแม้ว่าการดำเนินนโยบายการเงิน จำเป็นต้องผ่อนคลาย แต่การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยขณะนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ดังนั้น คณะกรรมการจึงคงอัตราดอกเบี้ยอาร์พี ที่ 2.5%
  • ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ธปท.เพิ่งปรับลดเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจลง และ ล่าสุดเมื่อวานธนาคารแห่งประเทศไทยก็ปรับลดเป้าลงอีก และ เป็นการปรับลดเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจลงเป็นครั้งที่ 5 นับจากต้นปี สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเป็นปัญหา จากการอ่อนแอของเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่หลายๆหน่วยงานได้ประกาศลดเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจลงแล้ว สำหรับประมาณการของฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์หยวนต้า(ประเทศไทย) ประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 1.2% สำหรับปี 2544 และ เป็น 2% ในปี 2545

ประมาณการเศรษฐกิจโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ประมาณการเดิม

ประมาณการใหม่

 

2544 (ม.ค.)

2544 (เม.ย.)

2544 (ก.ค.)

2544(ส.ค.)

2545(ส.ค.)

2544(ต.ค.)

2545(ต.ค.)

การขยายตัวของ GDP

3-4.5%

2.5-4%

2-3%

1.5-2%

4-6%

1.3-1.8%

1-3%

การส่งออก

7-11%

3-4.5%

(-1)-(-4)%

-4.8%

6-7%

-6%

3-4%

การนำเข้า

13-17%

9-11%

3-7%

-

9-10%

-1%

7%

ดุลบัญชีเดินสะพัด

-

$5-6พันล้าน

$5.0พันล้าน

$5.4พันล้าน

$5พันล้าน

$5.4พันล้าน

$3พันล้าน

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน

1.5-2.5%

1.5-2%

1.5-2%

-

1-1.5%

-

1-3%

  • ปัจจัยต่างประเทศตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงหนัก
  • ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนดิ่งลงอย่างรุนแรง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ทะยานวิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนดาวโจนส์ขึ้นมาใกล้ช่วงก่อนวันก่อวินาศกรรม และ แนสแด็ก วิ่งเลยจุดก่อนวันก่อวินาศกรรม ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลง 275 จุด หรือ 2.89% ปิดที่ 9,269 ดัชนีแนสแด็กทรุดลง 69 จุด หรือ 3.93% ปิดที่ 1,699 ปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืน คือ ประการแรก แรงเทขายทำกำไรหลังจากที่หุ้นวิ่งขึ้นมาแรงในรอบ 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประการที่สอง ความกังวลตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งในวันพุธนี้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะรายงานตัวเลข GDP ประจำไตรมาส 3 ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าจะติดลบ 1% เทียบกับที่เติบโต 0.3% ในไตรมาสสอง ประการที่สาม แรงเทขายหุ้นโบอิ้งที่ร่วงลง 10% หลังแพ้การแข่งขันเพื่อผลิตเครื่องบินไอพ่นรุ่นใหม่ ประการที่สี่ อาร์เจนติน่าอาจผิดนัดชำระหนี้สาธารณะมูลค่า 1.32 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในเร็วๆนี้
  • ทางด้านสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐ-อัฟกานิสถาน แม้ว่าสหรัฐจะมีส่งฝูงบินถล่มอัฟกานิสถานอย่างหนัก ติดต่อกันมาหลายสัปดาห์ แต่กลับปรากฏว่ายังไม่มีความคืบหน้าที่จะเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น กรุงคาบูล, มาซาร์-อี-ซารีฟ และ จาลาลาบัด ในขณะที่สหรัฐเริ่มถูกกดดันจากหลายๆด้าน
ข่าวกระทบทิศทางหุ้น
  • CCET <22 บาท : ซื้อ>คาดไตรมาส 3/44 กำไรจะออกมาดีมาก เพิ่มขึ้น 103% และ 83% yoy

เราคาดว่าไตรมาส 3/44 บริษัทจะมีผลประกอบการที่ดีมาก (ซึ่งคาดว่าจะประกาศภายในอาทิตย์นี้) โดยกำไรสุทธิคาดว่าจะขยายตัวถึง 103% จากไตรมาสที่ผ่านมา และ 88% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้นเราจึงปรับประมาณกำไรของปี 2544-2545 ขึ้นอีกปีละ 20% โดยมีเหตุผลหลักมาจากการผลิตเครื่องพิมพ์ (Printer) ให้แก่ HP มีความแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้มาก นอกจากความสามารถในการทำกำไรที่โดดเด่นแล้ว ราคาหุ้นก็ยังน่าสนใจอีก เพราะราคาปรับตัวลงไปถึง 19% หลังจากเกิดวินาศกรรมที่อเมริกา (11 ก.ย.) ส่งผลให้ระดับราคาปัจจุบันซื้อขายกันที่เพียง 4.9 เท่า EV/EBITDA และ 3.76 เท่า PER ดังนั้นเราจึงเปลี่ยนคำแนะนำจาก “ขาย” เป็น “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมายใหม่เบื้องต้นที่ 26 บาท (มีเอกสารแนบ)

  • GOLD < 9 บาท : ซื้อ > ยอดขายบ้านเดี่ยวแข็งแกร่งกว่าที่คิด โครงการใหม่ก็มีศักยภาพสูง

เรามีโอกาสได้เข้าพบผู้บริหารของ บมจ.โกลเด้นแลนด์ พร๊อพเพอร์ตี้ (GOLD) เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว เรารู้สึกประทับใจอย่างยิ่งกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและผลการดำเนินงานของบริษัท ที่แสดงให้เห็นได้โดยความสำเร็จในโครงการบ้านเดี่ยวของบริษัท ตลอดจนในความก้าวหน้าของการพัฒนาโครงการในย่านธุรกิจ (CBD) เราเชื่อว่า กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ GOLD ในอันที่จะพยายามสร้างโครงสร้างรายได้ที่แข็งแกร่งจากทั้งรายได้จากการขายบ้านเดี่ยว และรายได้จากการให้เช่าของโครงการในย่าน CBD นั้น เป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องเหมาะสมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ปัจจุบัน GOLD มีโครงการบ้านเดี่ยวที่กำลังดำเนินการอยู่ 2 โครงการ และมีโครงการบ้านเดี่ยวใหม่อีก 2 โครงการเช่นกัน โครงการที่กำลังดำเนินอยู่นั้นมียอดขายที่น่าประทับใจมาก โดยโครงการบ้านลาดพร้าวนั้นปัจจุบันขายได้หมดแล้ว ส่วนโครงการบ้านรามอินทรานั้นปัจจุบันมียอดจองราว 50% ของทั้งโครงการ สำหรับโครงการใหม่ 2 โครงการนั้น เราเห็นว่าเป็นโครงการที่มีศักยภาพสูงในอันที่จะประสบความสำเร็จในการขายเช่นกัน เนื่องจากตั้งอยู่ในทำเลที่ยอดเยี่ยมทั้งคู่ โครงการแรกคือ โครงการบ้านลาดพร้าว 2 ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับโครงการบ้านลาดพร้าวอันแรก ส่วนอีกโครงการนั้นเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการในขณะนี้ว่า โครงการบ้านสาทร ตั้งอยู่ในย่านถนนตากสิน ซึ่งเป็นทำเลที่ไม่ไกลจากย่านสาทรเท่าใดนัก ตัวโครงการตั้งอยู่ห่างจากส่วนขยายของรถไฟฟ้า BTS เพียง 3 กิโลเมตร จากการสัมภาษณ์ผู้บริหาร โครงการนี้เป็นเพียงโครงการที่อยู่อาศัยเพียงโครงการเดียวที่มีอยู่ในย่านนั้น และแทบจะไม่มีที่ดินในทำเลนั้นเหลือให้ผู้พัฒนารายอื่นซื้อไปเพื่อพัฒนาต่อแล้ว

ในปีนี้ GOLD ยังได้เริ่มต้นแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าของโครงการที่อยู่อาศัยในย่าน CBD อีกด้วย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทได้ดำเนินการก่อสร้างต่อในส่วนของโครงการเมแฟร์แมริออท หลังสวน (Mayfair Marriott Lung Suan) ซึ่งเป็นโครงการเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์เกรดเอ นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างต่อในส่วนของโครงการแอสคอท พิริยา สาทร (Ascott Piraya) อีกด้วย ทั้งนี้ผู้บริหารระบุไว้ว่าทั้งสองโครงการน่าจะเปิดตัวให้บริการได้ในราวไตรมาส 4/45

จากที่ผู้บริหารคาดว่า ในปีนี้บริษัทจะสามารถรับรู้รายได้จากโครงการบ้านลาดพร้าวได้ราว 60% ของทั้งโครงการซึ่งมีมูลค่าราว 1,600 ล้านบาท เราคาดว่าในปีนี้บริษัทจะสามารถฟื้นตัวขึ้นมาอย่างมาก โดยเราได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีนี้ของบริษัทเป็น 151 ล้านบาท เทียบกับที่ปีที่แล้วมีผลขาดทุนสุทธิ 174 ล้านบาท สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 3/44 เราคาดว่า บริษัทจะสามารถทำกำไรสุทธิได้ 86 ล้านบาท โดยเป็นผลจากการรับรู้รายได้ในบ้านลาดพร้าวเป็นส่วนใหญ่

จากที่มีความชัดเจนมากขึ้นในการเกิดขึ้นของโครงการในอนาคตของบริษัท ตลอดจนการมีผลการดำเนินงานที่ดีของโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน นอกจากเราได้ปรับประมาณการผลกไรของบริษัทเพิ่มขึ้นแล้ว เรายังได้ปรับประมาณการมูลค่ายุติธรรมของหุ้น GOLD เพิ่มขึ้นจาก 9 บาทต่อหุ้น มาเป็น 12 บาทต่อหุ้น โดยคาดว่า ณ สิ้นปี บริษัทจะมี EV/EBITDA 23.8 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน 0.22 เท่า เราเปลี่ยนคำแนะนำสำหรับหุ้น GOLD จาก “ซื้อเก็งกำไร” เป็น “ซื้อ” (มีเอกสารแนบ)

  • SSI < 2.5 บาท : ขาย > ยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย โดยไตรมาส 3/44 ขาดทุนถึง 107 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ บมจ.สหวิริยาสตีลอินดัสตรี้ (SSI) ประกาศผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 3/44 จำนวน 106.6 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 3/43 ที่ขาดทุน 38 ล้านบาท และไตรมาส 2/44 ที่ขาดทุน 12.5 ล้านบาท

ในไตรมาส 3/44 นี้ รายได้จากการขายแผ่นเหล็กรีดเย็นของบริษัทลดลง 11% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 3,104 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทก็ยังแคบลงเป็น 11% จากที่เท่ากับ 12% ในไตรมาสก่อน

การขาดทุนอย่างต่อเนื่องของ SSI นี้ เป็นผลจากสถานการณ์ตลาดที่เลวร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของตลาดส่งออก โดยบริษัทก็ยังมีปัญหาเรื่องการทุ่มตลาดอยู่ในสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้บริษัทไม่อาจเพิ่มยอดขายได้ ตลอดจนการที่ราคาขายเหล็กรีดเย็นก็ยังอยู่ในระดับต่ำ อันสืบเนื่องมาจากการแข่งขันที่มีอยู่สูงในอุตสาหกรรม

สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2544 SSI มีผลขาดทุนสุทธิ 368 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิ 364 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกปี 2543 ณ จุดนี้ เรายังคงคาดว่า ทั้งปีนี้บริษัทจะมีผลขาดทุนจำนวน 491 ล้านบาท จากสถานการณ์ตลาดที่ยังเลวร้าย เรายังยืนคำแนะนำให้ “ขาย” หุ้น SSI (มีเอกสารแนบ)

  • HMPRO < 3.6 บาท> : ขายเมื่อราคาปรับตัวขึ้น > เข้าซื้อขายวันแรก แม้พื้นฐานไม่น่าสนใจ แต่ราคามีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น

บมจ. โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในวันนี้หลังจากหุ้นที่เสนอขายจำนวน 75 ล้านหุ้นได้รับการจองซื้อทั้งหมดจากนักลงทุนจำนวน 1,200 ราย แบ่งเป็นสถาบัน 13% นักลงทุนต่างชาติ 2.5% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขาย การเข้าซื้อขายในวันนี้ หุ้นมีแนวโน้มแกว่งตัวและน่าจะปรับตัวขึ้นได้ เนื่องจากมี Free float เพียงประมาณ 20% ดังนั้น เราเชื่อว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะ “ขายเมื่อราคาปรับตัวขึ้น”

HOMEPRO’s earnings summary

As of

Net Profit

Growth

EPS

PER

EV/EBITDA

P/BV

P/SALES

Dec.

(Bt mn)

%

(Bt)

(x)

(x)

(x)

(x)

1999

32

N.A.

0.27

13.18

6.23

3.57

0.31

2000

40

25%

0.20

18.20

7.05

2.99

0.33

2001F

52

30%

0.14

26.18

10.30

2.90

0.47

2002F

56

8%

0.15

24.16

10.06

2.59

0.43

2003F

59

6%

0.16

22.72

8.07

2.32

0.41

2004F

66

10%

0.17

20.58

8.03

2.09

0.39

Source : Yuanta estimates

ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน เรายังไม่มีมุมมองด้านบวกต่อหุ้น เนื่องจาก 1) ศักยภาพในการเติบโตต่ำ 2)ราคา IPO แพงเกินไปเมื่อเทียบกับหุ้นค้าปลีกอื่นที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และ 3) ไม่จ่ายเงินปันผลอย่างน้อย 3 ปี

การชะลอการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคและการแข่งขันที่เข้มข้นในธุรกิจค้าปลีก เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ HMPRO น่าจะมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างช้า สาขาโคราช ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขา 9 แห่งของ HMPRO ยังประสบกับการขาดทุนจนทำให้บริษัทต้องมีการแก้ปัญหาโดยการปรับลดพื้นที่ขายลง สำหรับภาวะการแข่งขันก็ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีผู้ประกอบการหลายรายทั้งผู้ประกอบการเดิม เช่น ซีเมนต์ไทยโฮมมาร์ท เดคคอร์มาร์ท ดีสเคาน์สโตร์ และร้านค้าย่อยต่าง ๆ นอกจากนั้น ยังมีคู่แข่งรายใหม่ที่สำคัญ คือ โฮมเวิรค์ ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเซ็นทรัลที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง

หุ้นมีราคาที่เหมาะสมอยู่ที่ 2.90 ถึง 3.10 บาท เราเชื่อว่าราคาหุ้นแพงเกินไปเมื่อพิจารณาทั้งในแง่ของ EV/EBITDA, P/BV และ Price to sales เทียบกับหุ้นค้าปลีกอื่น ๆ เช่น BIGC และ MAKRO

Valuation comparison

Company

Price

EV/EBITDA (x)

P/BV (x)

P/SALES (x)

 

(Bt)

2001F

2002F

2001F

2002F

2001F

2002F

HMPRO

3.60

10.30

10.06

2.90

2.59

0.47

0.43

BIGC

20.00

7.72

6.23

1.71

1.53

0.48

0.40

MAKRO

40.75

2.08

1.90

1.06

0.99

0.25

0.24

Source : Yuanta estimates (มีเอกสารแนบ)

 

กลยุทธ์การลงทุน

สรุปประเด็นวันนี้

  • ( - ) ตลาดหุ้นสหรัฐ เมื่อคืนดิ่งลงอย่างรุนแรง หลังจากที่ในรอบ 5 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้วิ่งขึ้นต่อเนื่อง จาก แรงขายทำกำไรระยะสั้น, ความกังวลตัวเลข GDP, แรงขายหุ้นโบอิ้ง และ อาร์เจนติน่าอาจผิดนัดชำระหนี้
  • ( +/- ) ธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับลดเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2544 และ 2545 ลง นับเป็นการปรับลดเป้าครั้งที่ 5 ในรอบปี 2544 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ภาคเอกชน และ ราชการอื่นๆ ได้มีการปรับลดเป้าเศรษฐกิจลง หลังเกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม
  • ( - ) นักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้ยังขายสุทธิอย่างต่อเนื่องรวม 11 วันติดต่อกัน ขายสุทธิ 1,520 ล้านบาท
  • ( - ) แรงเทขายในหุ้นตัวหลักที่มีอิทธิพลต่อตลาด เช่น PTTEP, BEC, ADVANC โดย (1) PTTEP จากกระแสข่าวการเตรียมเงินไว้ซื้อหุ้นใหม่ PTT และ ยูโนแคลลดราคาก๊าซ (2) BEC จากปัญหารายได้ค่าโฆษณาลด (3) ADVANC จาก พ.ร.บ. โทรคมนาคม ที่กำหนดไม่ให้ต่างชาติถือหุ้นเกิน 25%
  • ( + ) มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รมว.คลัง และรองนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อการแก้ไขปัญหาในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขึ้นใหม่ 2 ชุด ชุดแรกเพื่อดูแลด้านการเงินและส่งเสริมผู้มีรายได้น้อยสามารถซื้อที่อยู่อาศัยของตนเองได้ และอีกชุดคือกรรมการผู้พิจารณาแก้ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ในบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย สำหรับหุ้นกลุ่มพัฒนาที่ดินที่เรายังแนะนำได้แก่ LH, QH, GOLD, AP, NOBLE และ LPN
  • ( + ) การจัดตั้งกองทุนเพื่อการร่วมทุนลงทุน (Thailand Equity Fund) ได้เซ็นต์สัญญาแล้วเมื่อวาน โดยเป็นการร่วมลงทุนทั้งฝ่ายไทยและต่างประเทศ รวมวงเงิน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 11,000 ล้านบาท

บรรยากาศการซื้อขายหลักทรัพย์ : แรงเทขายหุ้นประเภทบลูชิพยังกดดันตลาดต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อวานได้หลุดระดับ 280 ลงมา ปิดที่ 278.16 ลดลง 2.44 จุด ท่ามกลางวอลุ่มการซื้อขายที่เบาบางเพียง 1,441 ล้านบาท ปัจจัยที่กดดันตลาดเมื่อวานเป็นผลจากการทรุดลงของตลาดหุ้นในแถบภูมิภาคนี้ รวมถึงตลาดหุ้นแถบยุโรป นอกจากนี้ การทำ IPO หุ้น PTT ซึ่งจะดึงเม็ดเงินจากตลาดประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท นับว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของแรงเทขายหุ้นในตลาด โดยเฉพาะหุ้นประเภทบลูชิพ เช่น ADVANC –2.9%, PTTEP –1.9% , SCC –1.4% โดยหุ้น SCC จะประกาศผลประกอบการไตรมาสสาม ในวันพุธที่ 31 ต.ค. นี้ คาดหมายว่าจะไม่ดีนัก

ประเมินแนวโน้มตลาด ปัจจัยแวดล้อมในวันนี้หลายๆปัจจัยเป็นลบซึ่งอาจกดดันต่อตลาดในด้านลบ คือ (1) การทรุดหนักของตลาดหุ้นต่างประเทศ นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐ (2) แรงขายในหุ้นตัวหลักที่มีข่าวลบมากระทบยังเป็นปัจจัยที่กดดันตลาด เช่น PTTEP, BEC, ADVANC (3) หุ้นน้องใหม่ ปตท. ซึ่งมีจำนวนหุ้นจะ IPO 800 ล้านหุ้น และกันไว้อีกเผื่อความต้องการสูง 120 ล้านหุ้น ที่ราคาประมาณ 31-35 บาท เป็นจำนวนเงินถึง 25,000-30,000 ล้านบาท อาจทำให้มีแรงขายหุ้นในกระดานเพื่อไปลงทุนในหุ้น IPO และ (4) นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 11 รวม ขายสุทธิ 1,520 ล้านบาท สำหรับปัจจัยที่เข้ามาช่วยหนุนภาวะตลาดคือ มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล และการตั้งกองทุนร่วมลงทุน Thailand Equity Fund ดังนั้น ตลาดในวันนี้จึงค่อนข้างถูกกดดันจากปัจจัยลบมากกว่า แต่เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยไม่ได้ดีดตามต่างประเทศ ความรุนแรงในการปรับตัวจึงไม่น่ามากนัก วันนี้เราประเมิน SET น่าจะสามารถยืนทรงตัวได้ที่บริเวณ 271-274 ส่วนแนวต้าน 280-281

 

Yuanta Stock Picks -- กดที่นี่เพื่อดูสรุปหุ้นที่เราแนะนำ

กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง
กรุณาเลือก วัน/เดือน/ปี แล้วกดปุ่ม Submit / /



If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer

Click Here!