|
YUANTA
RESEARCH CENTER
|
English |
|
กระแสข่าว
/ กลยุทธ์
|
8 ตุลาคม 2544
|
|
- สงครามสหรัฐ-อัฟกานิสถาน
เริ่มเปิดฉากแล้ว
- สหรัฐได้เริ่มเปิดฉากถล่มอัฟกานิสถานแล้ว
เมื่อคืน
ด้วยการส่งฝูงบินทิ้งระเบิด
และ ยิงขีปนาวุธ
จากเรือรบ
การถล่มในเบื้องต้นดังกล่าว
ประเมินกันว่าต้องการที่จะทำลายฐานกำลังของอัฟกานิสถาน
ได้แก่ สนามบิน
ศูนย์บัญชาการทหาร
ค่ายฝึกทหาร คลังอาวุธ
และ เครือข่ายต่างๆ
ของรัฐบาลตาลีบัน
และเครือข่าวอัลไก-ดา
ของนายโอซามา บิน ลาเดน
เพื่อตัดกำลังในการที่จะเป็นอุปสรรคต่อการใช้กำลังภาคพื้นดิน
ของฝ่ายสหรัฐ-อังกฤษ
รวมถึงพันธมิตรฝ่ายเหนือ
ซึ่งเป็นกองกำลังฝ่ายค้านของอัฟกานิสถาน
หลังการโจมตี
ได้มีการออกแถลงการณ์
จากนายกรัฐมนตรีอังกฤษ
และ ฝรั่งเศส
สนับสนุนการโจมตีดังกล่าว
และโดยปกติประเทศฝรั่งเศสมักจะมีความเห็นขัดแย้งกับสหรัฐ
แต่ในรอบนี้ประเทศฝรั่งเศสกับแสดงความเห็นด้วย
ทั้งนี้สหรัฐได้วางกองกำลัง
กำลังทหาร 35,000 นาย
เครื่องบินรบ 350 ลำ และ
เรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำ
กระจายในระยะพร้อมโจมตีรอบๆอัฟกานิสถาน
- ทั้งนี้ในช่วงปลายสัปดาห์-สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
นายโดนัลด์ รัมสเฟลด์ รมว.กลาโหมสหรัฐ
ได้เสร็จสิ้นการตระเวนเยือนหลายประเทศที่อยู่แนวหน้าของสมรภูมิ
ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย,
โอมาน, อียิปต์ และ อุซเบกิสถาน
เพื่อหาเสียงสนับสนุน
เช่นเดียวกับนายโทนี่
แบลร์ ของอังกฤษ
ได้เดินทางไปเยือน
รัสเซีย, ปากีสถาน ดังนั้นปฎิบัติการณ์ครั้งนี้จึงได้รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจต่างๆ
คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส
รัสเซีย และ จีน
- สำหรับสงครามระหว่างสหรัฐ-อัฟกานิสถานนี้
คาดหมายว่าจะไม่เสร็จลงง่ายๆ
เนื่องจากทางฝ่ายอัฟกานิสถาน
ได้มีการเตรียมการ
โดยการเข้าหลบซ่อนตามหุบเขา
และเตรียมการสู้รบแบบกองโจร
เพื่อตอบโต้กองกำลังฝ่ายสหรัฐ
- ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อวันศุกร์ค่อนข้างผันผวน โดยในช่วงเทรดทั้งดาวโจนส์
และแนสแด็ก ทรุดหนัก หลัง Sun Microsystems ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์แม่ข่าย
(Unix Servers) ซึ่งเป็นหัวใจของเวบไซต์ และ คอมพิวเตอร์เครือข่าย ได้ออกมากล่าวเตือนผลการดำเนินงานจะในไตรมาสที่ผ่านมาจะขาดทุน
ในขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะกำไร และ บริษัทผู้ผลิตชิพหน่วยประมวลผลกลางอันดับสองคือ
AMD กล่าวเตือนว่าผลการดำเนินงานไตรมาสสามที่ผ่านมาจะขาดทุนมากกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์
เนื่องจากภาวะชะลอตัวของอุปสงค์ในคอมพิวเตอร์ รวมถึงกระทรวงแรงงานสหรัฐ
ได้ประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรลดลงมากกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์เกือบเท่าตัว
แต่ในช่วงต่อมาตลาดได้แรงกระตุ้นจาก แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดี
จอร์จ ดับเบิลยู บุช จำนวน 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เข้าสู่การการพิจารณาของสภาคองเกรส
ทำให้ตลาดหุ้นสามารถกระเตื้องขึ้นมาได้ โดยดัชนีดาวโจนส์ ปรับเพิ่มขึ้น
58 จุด ปิดที่ 9119 รวมแล้วทั้งสัปดาห์ดัชนีดาวโจนส์วิ่งขึ้น 3.07% ในขณะที่ดัชนีแนสแด็ก
ขยับขึ้น 7 จุด ปิดที่ 1605 นับว่าเป็นการปิดข้ามระดับ 1600 เป็นครั้งแรกตั้งแต่หลังเกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมเป็นต้นมา
รวมทั้งสัปดาห์ แนสแด็ก วิ่งขึ้นถึง 7%
- สำหรับการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือ
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร
ซึ่งจะเป็นการสะท้อนถึงอำนาจซื้อของประชาชน
และ
จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ
การใช้จ่ายในประเทศคิดเป็นถึง
60% ของระบบเศรษฐกิจรวม
ปรากฏว่า ในเดือนกันยายน
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรลดลงถึง
199,000 ตำแหน่ง
มากกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์เกือบเท่าตัว
ในขณะที่อัตราการว่างงานทรงตัวที่
4.9%
การที่มีตัวเลขปรับลดพนักงานสูงดังกล่าว
ย่อมทำให้การบริโภครวมของเศรษฐกิจสหรัฐ
อ่อนแอ
จากภาวะการตกงานทำให้ไม่มีรายได้ที่จะนำมาจับใช้สอย
และจะเป็นการชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มจะเข้าสู่ช่วงภาวะถดถอยในไตรมาส
3-4 นี้
- ตลาดเริ่มใช้ช่วงราคาใหม่
5 พฤศจิกายน นี้
ตลาดหลักทรัพย์ได้ประกาศปรับช่วงราคาซื้อขายหลักทรัพย์ใหม่เป็น
10 กลุ่มราคา
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่า
50 บาท และ
หลักทรัพย์ที่มีราคา
สูงกว่า 200 บาทขึ้นไป
โดยการปรับช่วงราคาในครั้งนี้
ทำให้อัตราการเปลี่ยนแปลงของหลักทรัพย์ในแต่ละกลุ่มอยู่ระหว่าง
0.5%-1%
ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราการเปลี่ยนแปลงของช่วงราคาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ส่วนหลักทรัพย์ที่มีราคามากกว่า
50 บาทขึ้นไปถึง 200 บาท
จะมีช่วงราคาเดิม
สำหรับกำหนดการจะเริ่มใช้วันที่
5 พฤศจิกายน นี้
โดยเน้นแก้ปัญหาช่วงราคาของหลักทรัพย์ที่มีราคาต่ำ
ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสภาพคล่องให้กับการซื้อขายหลักทรัพย์
และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนซื้อขายได้หลายระดับราคามากขึ้น
|
ช่วงราคาเดิม |
ช่วงราคาใหม่ |
|
ราคาเสนอซื้อขาย |
ช่วงราคา |
ราคาเสนอซื้อขาย |
ช่วงราคา |
|
ต่ำกว่า 10 บาท |
0.10 บาท |
ต่ำกว่า 2 บาท |
0.01 บาท |
| |
|
2 บาท ถึง 5
บาท |
0.02 บาท |
| |
|
5 บาท ถึง 10
บาท |
0.05 บาท |
|
10 บาท ถึง 50
บาท |
0.25 บาท |
10 บาท ถึง 25
บาท |
0.10 บาท |
| |
|
25 บาท ถึง 50
บาท |
0.25 บาท |
|
50 บาท ถึง 100
บาท |
0.50 บาท |
50 บาท ถึง 100
บาท |
0.50 บาท |
|
100 บาท ถึง 200
บาท |
1.00 บาท |
100 บาท ถึง 200
บาท |
1.00 บาท |
|
200 บาท ถึง 600
บาท |
2.00 บาท |
200 บาท ถึง 400
บาท |
2.00 บาท |
|
600 บาท ถึง 1000
บาท |
4.00 บาท |
400 บาท ถึง 800
บาท |
4.00 บาท |
|
ตั้งแต่ 1000
บาทขึ้นไป |
6.00 บาท |
ตั้งแต่ 800
บาทขึ้นไป |
6.00 บาท |
- BC <5.00
บาท : ขาย>
ลดทุนแล้วยังเหลือขาดทุนสะสมประมาณ
400ล้านบาท
- ลดทุนโดยการลดพาร์เหลือ
5 บาท เพื่อล้างขาดทุนสะสม
รอขอมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่
8 เดือนหน้า
- ส่วนของผู้ถือหุ้นเท่าเดิม
โครงสร้างเท่านั้นที่เปลี่ยนไป
- อย่างไรก็ตามยังเหลือขาดทุนสะสมอีก
356 ล้านบาท
ดังนั้นโอกาสจ่ายเงินปันผลในระยะเวลาอันใกล้นั้นริบหรี่
- ในกลุ่มไฟแนนซ์ NFS น่าสนใจกว่า BC
(มีเอกสารแนบ)
- NFS <7.70
บาท : ซื้อ> หากดอกเบี้ยปรับลดลง ยิ่งทำให้ NFS น่าสนใจมากขึ้น
มีหลายเหตุผลมากที่ทำให้เราชอบ
NFS ไม่ว่าจะเป็น 1)
ความน่าสนใจของราคาหุ้น 2)
ฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง
3) ปริมาณ NPLs ที่ต่ำ (2.48%
ของสินเชื่อรวมหากเป็นงบเดี่ยว
แต่งบรวมอยู่ที่ 18-19%) 4)
การฟื้นตัวของความสามารถในการทำกำไร
และ 5)
การรอยกระดับเป็นธนาคารแบบจำกัดขอบเขต
(Restricted Bank)
ดังนั้นหากอัตราดอกเบี้ยในประเทศปรับตัวลดลง
จึงเป็นเหตุผลส่วนเพิ่มที่ทำให้
NFS ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น
NFS
มีเงินลงทุนในตราสารหนี้ (พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชน)
สูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท
ซึ่งส่วนนี้จะสร้างกำไรให้กับบริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ
หากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลง
นอกจากนั้นยังมีสินเชื่อเช่าซื้ออีก
1.5 หมื่นล้านบาท (16.4%
ของสินทรัพย์รวม)
ก็จะได้ประโยชน์เพราะคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่
ส่วนทางฝั่งหนี้สิน
มีแหล่งที่มาของเงินทุนที่เสียต้นทุนในอัตราคงที่
คือตั๋วเงินฝาก (6.67
หมื่นล้านบาท คิดเป็น 87.8%
ของหนี้สินรวม)
ซึ่งส่วนใหญ่อายุ 3-6 เดือน
และหุ้นกู้อีก 1.45
พันล้านบาท
แต่ก็คิดเป็นแค่เพียง 1.9%
ของหนี้สินรวม
เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เราชอบ NFS
คือ หุ้นมีราคาถูก ซื้อขายกันแค่เพียง 0.64 เท่าของมูลค่าทางบัญชีสิ้นปีนี้
หากใช้ P/B 1 เท่า จะได้ราคาเป้าหมายประมาณ 12 บาท ซึ่งหมายถึง Upside
ถึง 56% จากราคาปัจจุบัน เรายังคงแนะนำ ซื้อ (มีเอกสารแนบ)
- SHIN
<16 บาท: ซื้อ>
เพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน iTV
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
คณะกรรมการ บมจ. ชิน
คอร์ปอเรชั่น (SHIN)
ให้อนุมัติในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบมจ.ไอทีวี
(iTV) เพิ่มขึ้นจาก 39%
โดยได้ตกลงซื้อ 25% ของ iTV จากบมจ.
ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)
จากที่มีอยู่เดิม 55%
เป็นขั้นต่ำที่ 64%
ซึ่งต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด
(Tender Offer) ตามกฎของ ก.ล.ต. ณ
ราคาเสนอซื้อที่ 10.6573
บาทต่อหุ้น
โดยมีมูลค่าการลงทุนในช่วง
1,132 ล้านบาท ถึง 2,763 ล้านบาท
ขึ้นอยู่กับจำนวนที่ทำ Tender
Offer ได้
ผู้บริหารแจ้งเหตุผลทางธุรกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก
บริษัทฯจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพในการบริหารงานใน
iTV
หลังจากที่มีกลุ่มทุนสนใจลงทุนใน
iTV
โดยทำการเสนอซื้อสัดส่วน
25% ใน iTV ในขณะที่ การนำ iTV
เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังไม่เป็นที่แน่ชัด
แม้ว่า SHIN
จะยืนยันช่วงเวลาที่ประมาณไตรมาสแรกของปี
2545
แต่ยังต้องพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมของตลาดฯในช่วงขณะนั้นด้วยเช่นกัน
นอกจากนั้น
ราคาเสนอซื้อที่ 10.6573
บาทต่อหุ้น
ยังเป็นราคาที่เป็นกลางจากที่ปรึกษาการเงินอิสระ

ขณะเดียวกัน
การปรับตัวเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ
1 มากกว่า 64% ใน iTV
เชื่อว่าจะทำให้อำนาจในการบริหารงานมีความมั่นคง
โดยในระยะยาว SHIN
มีโอกาสได้กำไรจากการขายเงินลงทุนใน
iTV
หลังจากจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ให้กับบุคคลทั่วไป หรือ
อาจจะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจก็ได้
ขณะที่ SHIN
ต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย
1,132 ล้านบาท SCB
กลับเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการลดสัดส่วนลงทุนใน
iTV นอกจาก ราคาขายที่ 10.6573
บาทต่อหุ้น
ที่สูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยของการแปลงหนี้เป็นทุนล่าสุดที่
8.7692 บาทและ 10 บาทต่อหุ้น
นอกจากนั้น เรายังเห็นว่า
SHIN
จะได้รับผลกระทบระยะสั้นจากสถานะทางบัญชีที่ต้องรับรู้ผลขาดทุนอย่างต่อเนื่องของ
iTV เพิ่มขึ้น นอกเหนือจาก
ค่าดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้นจากภาระเงินกู้ใหม่
และ
ค่าใช้จ่ายตัดบัญชีที่เกิดจากการซื้อกิจการสูงกว่าราคาตามบัญชี
อย่างไรก็ตาม
จากการจำลองเหตุการณ์ 3
สถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการเข้าซื้อหุ้นใน
iTV ครั้งนี้
เราพบผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากฐานะการเงินของบริษัทฯในปัจจุบัน
โดย SHIN
ยังมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนในกรณีที่กู้มากที่สุดเพียง
0.36 เท่า
และยังคงสามารถดำรงฐานะเงินสดสุทธิได้
โดยล่าสุดราคาหุ้น SHIN
ซื้อขายกันที่ 16 บาท
ซึ่งยังต่ำกว่าประมาณการมูลค่ายุติธรรมที่
23.75 บาท อยู่ถึง 32.6%
เราจึงคงคำแนะนำ ซื้อ
สำหรับ SHIN
ถึงแม้ว่าราคาหุ้นอาจมีการอ่อนตัวลงมา

สรุปประเด็นวันนี้
- ( - )
สงครามระหว่างสหรัฐ - อัฟกานิสถาน
ได้เริ่มเปิดฉากแล้ว
หลังสหรัฐได้ทิ้งระเบิดถล่มอัฟกานิสถาน
การถล่มครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจต่างๆ
ทำให้รัฐบาลตาลีบัน ของอัฟกานิสถานดูจะเสียเปรียบ
แต่การเตรียมการสู้รบแบบกองโจร
อาจจะทำให้สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อ
- ( - )
สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ
หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ระบุว่าเริ่มมีกระแสข่าวที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี
โดยเป็นที่คาดหมายกันว่า
จะปรับ ดร.สมคิด
จาตุศรีพิทักษ์
ไปนั่งรองนายกฯเพื่อควบคุมดูแลด้านเศรษฐกิจ
และ ให้ ดร.ทนง พิทยะ
ขึ้นมา เป็นรมว.คลัง
- ( + )
วันนี้จะมีการประชุม
ประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ทำให้อาจมีกระแสการคาดหมายว่าธนาคารแห่งประเทศไทย
อาจจะปรับลดดอกเบี้ยตามสหรัฐ
และ ประเทศอื่นๆทั่วโลก
แต่ในความเห็นของเราคาดหมายว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยลงในเร็วๆนี้
เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของไทยปัจจุบันอยู่ในระดับเดียวกับประเทศส่วนใหญ่
การปรับลดดอกเบี้ยอาจจะทำให้เงินไหลออก
ความเห็น/แนวโน้มตลาด
:
ตลาดเมื่อวันศุกร์สุดสัปดาห์
อ่อนตัวลดลงจากแรงขายทำกำไรระยะสั้น
หลังจากที่พุ่งขึ้นเมื่อวันพฤหัสฯ
หุ้นในกลุ่มหลักๆ ได้แก่
แบงก์ สื่อสาร ไฟแนนซ์ และ
พัฒนาที่ดิน
ล้วนปรับตัวลดลง
ท่ามกลางกระแสความไม่มั่นใจในสถานการณ์ต่างประเทศ
โดยเฉพาะมีแนวโน้มสูงที่จะเกิดสงครามเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐ-อัฟกานิสถาน
ทำให้เมื่อปิดตลาดดัชนีอ่อนตัวลดลง
2.14 จุด ปิดที่ 280.88
วอลุ่มการซื้อขาย 3,465
ล้านบาท หุ้นกลุ่มอิเลคทรอนิคส์
ปรับตัวสูงขึ้น 1.1% ตามแนสแด็กของสหรัฐ
หุ้น THAI ก็ปรับตัวขึ้น 2.8%
หลังมีการแต่งตั้งบอร์ดบริหารชุดใหม่
ประเมินแนวโน้มตลาด
ปัจจัยในวันนี้มีปัจจัยด้านลบสองเรื่อง คือ (1) สงครามระหว่าง สหรัฐ
อัฟกานิสถาน ได้เริ่มเปิดฉากขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่า สงครามครั้งนี้จะยืดเยื้อ
จากการที่อัฟกานิสถาน ใช้การรบแบบกองโจร ซึ่งหลบซ่อนตามหุบเขาต่างๆ และ
(2) กระแสข่าวที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี แนวโน้มตลาดในวันนี้ประเมินว่า
จะได้รับผลลบจากสองตัวแปรดังกล่าว โดยประเมินแนวรับที่บริเวณ 275-278
สำหรับแนวโน้มตลาดในระยะที่ยาวขึ้น
จุดหลักที่เรามองคือ
ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวลดลงมามากเกินเหตุ
หรือ Over react
ทั้งๆที่เศรษฐกิจไทยไม่ได้ทรุดจนติดลบเหมือนหลายประเทศ
และ
บริษัทต่างๆมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งขึ้น
ดังนั้น
หากสถานการณ์ไม่เลวร้ายเกินไป
ตลาดหุ้นไทยน่าจะมีจังหวะดีดกลับไปที่
290-300 หรือ
ถ้าหากมีสถานการณ์เลวร้าย
เรายังประเมินว่า Down Side Risk
ที่ตลาดจะลงมากกว่านี้ไม่มากนัก
โดยมีจุดเปรียบเทียบ คือ
จุดต่ำในรอบหลายสิบปีที่บริเวณ
204-250
แต่จุดที่เราให้น้ำหนักในการเปรียบเทียบคือ
จุดต่ำในปีก่อนที่บริเวณ 250
เนื่องจาก (1)
เศรษฐกิจไทยมีลักษณะเป็นเพียงการทรงตัว
ไม่ได้ทรุดหนักเหมือนหลายๆประเทศ
(2) บริษัทในตลาดหุ้นไทย
ส่วนใหญ่มีการปรับโครงสร้างทุนจนแข็งแกร่ง
และ
ผลการดำเนินงานเริ่มพลิกฟื้น
ดังนั้น จึงไม่สมเหตุผลที่
ดัชนีจะลงไปต่ำกว่า 250
ซึ่งเป็นจุดต่ำในปีก่อน
| กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง |
| |
|