หน้าหลัก

          ดาวน์โหลดบทวิจัย

          กระแสข่าว/กลยุทธ์

          บทวิเคราะห์

          วิเคราะห์เทคนิค

          VDO SQUAWK

          สรุปหุ้นแนะนำ

          วอร์แรนท์

          วิเคราะห์รายหุ้น

          ผลประกอบการ

          ปฎิทินหุ้น

          เชื่อมเวบไซต์อื่น

          เศรษฐกิจและอื่นๆ

          ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ

          อัตราแลกเปลี่ยน

          ตลาดล่วงหน้า

 
         YUANTA RESEARCH CENTER
English

            กระแสข่าว / กลยุทธ์

31 สิงหาคม 2544

 
บทวิเคราะห์

ข่าวกระทบทิศทางตลาด
  • ตลาดหลักทรัพย์ประกาศเปลี่ยนแปลง SPREAD ของการซื้อขายหลักทรัพย์

จากประกาศของตลาดหลักทรัพย์ ที่ได้ระบุว่า เพื่อให้การซื้อขายหลักทรัพย์มีสภาพคล่องตัวมากขึ้น และสามารถรองรับราคาหลักทรัพย์ที่มีราคาต่ำ ได้โดยไม่มีข้อจำกัด และไม่ส่งผลกระทบต่อระบบซื้อขายของสมาชิกและตลาดหลักทรัพย์มากนัก ตลาดหลักทรัพย์จึงได้กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลง Spread ลงถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 2 (ดูตารางข้างล่าง) ตลาดได้กำหนดการใช้งาน Spread ช่วงราคาใหม่ ในช่วงเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน 2544

ช่วงราคาเดิม

ช่วงราคาใหม

ราคาเสนอซื้อขาย

ช่วงราคา

ราคาเสนอซื้อขาย

ช่วงราคา

ต่ำกว่า 10 บาท

0.10 บาท

ต่ำกว่า 10 บาท

0.01 บาท

10 บาท ถึง 50 บาท

0.25 บาท

10 บาท ถึง 25 บาท

0.05 บาท

  

 

25 บาท ถึง 50 บาท

0.10 บาท

50 บาท ถึง 100 บาท

0.50 บาท

50 บาท ถึง 100 บาท

0.25 บาท

100 บาท ถึง 200 บาท

1.00 บาท

100 บาท ถึง 200 บาท

0.50 บาท

200 บาท ถึง 600 บาท

2.00 บาท

200 บาท ถึง 400 บาท

1.00 บาท

  

 

400 บาท ถึง 600 บาท

2.00 บาท

600 บาท ถึง 1000 บาท

4.00 บาท

600 บาท ถึง 1000 บาท

4.00 บาท

ตั้งแต่ 1000 บาทขึ้นไป

6.00 บาท

ตั้งแต่ 1000 บาทขึ้นไป

6.00 บาท

 

ความเห็น :

(1) การเปลี่ยนแปลง Spread ช่วงราคาใหม่ จะทำให้สามารถซื้อขายได้คล่องตัวมากขึ้น รวมถึงสามารถรองรับราคาหลักทรัพย์ที่มีราคาต่ำหลังการแตกพาร์ เพราะสามารถต่อรองราคาได้ละเอียดมากขึ้น เช่น ผู้ลงทุนต้องการซื้อหุ้นราคา 0.1 บาท ในขณะที่ผู้ต้องการขายที่ราคา 0.2 บาท ภายใต้ระบบเดิมจะมี Spread เท่ากับ 0.1 ทำให้อาจไม่สามารถตกลงซื้อขายได้ หรือตกลงซื้อขายได้ลำบาก เพราะส่วนต่างถึง 100% แต่ระบบใหม่มีส่วนต่างราคา 0.01 ทำให้อาจจะสามารถตกลงราคาได้ที่ราคาระหว่าง 0.1-0.2 บาท เช่นอาจจะเป็นราคา 0.15 หรือ 0.12 หรือ 0.17 ฯลฯ

(2) แต่นักลงทุนบางส่วนอาจจะไม่ชอบเพราะ ราคาต้องเปลี่ยนแปลงหลาย Spread จึงจะมีผลกำไร

(3) การคำนวณทศนิยมหลายตำแหน่ง อาจจะมีความยุ่งยากในการคำนวณ

(4) ในแง่ข้อมูลในการซื้อขาย นักลงทุนสามารถเห็นช่องการซื้อขายได้เพียง 3 ช่องเท่าเดิม แต่ช่วงราคา หรือ Spread ต่ำลง ดังนั้นในแง่การดู จำนวนเสนอซื้อ (Bid Volume) และ จำนวนเสนอขาย (Offer Volume) จึงมีข้อมูลน้อยลง

  • ตลาดออก 3 มาตรการ สกัดปั่นหุ้น

นายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ก.ล.ต. เห็นชอบให้ใช้ 3 มาตรการดำเนินการกรณีมีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ผิดปกติไปจากสภาพปกติของตลาด ประกอบด้วย

  1. หากตลาดหลักทรัพย์เห็นได้ว่า มีพฤติกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ ที่ทำให้เกิดสภาพผิดปกติในหลักทรัพย์นั้นๆ ตลาดหลักทรัพย์มีอำนาจสั่งห้ามบริษัทสมาชิกให้ลูกค้าทำการซื้อขายหลักทรัพย์ ในลักษณะการหักกลบราคาค่าซื้อกับราคาค่าขายหลักทรัพย์เดียวกันในวันเดียวกัน หรือเนตเซทเทิลเม้นท์ หรือห้ามสมาชิกให้ลูกค้ากู้ยืมเงินเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ หรือมาร์จิน หรือการขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมหลักทรัพย์มาส่งมอบ หรือการขายชอร์ตได้เป็นการชั่วคราว
  2. หากตลาดหลักทรัพย์ เห็นว่าการซื้อขายหลักทรัพย์ใดมีพฤติกรรม หรือลักษณะที่พิจารณาได้ว่าทำให้ หรืออาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของราคา หรือปริมาณการซื้อขายอย่างรุนแรง มีการกระจุกตัว และมีข้อเท็จจริง ที่เชื่อได้ว่าพฤติกรรม หรือลักษณะดังกล่าว เป็นผลจากการซื้อขายของบุคคลใด หรือกลุ่มบุคคลใด ตลาดหลักทรัพย์มีอำนาจสั่งห้ามสมาชิกรายใดรายหนึ่ง หรือทั้งหมด ส่งคำสั่งซื้อขายของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลดังกล่าว เข้ามาในระยะการซื้อขายเป็นการชั่วคราวได้
  3. และมาตรการสุดท้าย หากหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่ง มีสภาวะการซื้อขายไม่ตรงต่อสภาพปกติของตลาดอย่างรุนแรง ตลาดหลักทรัพย์อาจสั่งห้ามการซื้อ หรือขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวได้

ความเห็น : การออกมาตรการดังกล่าวจะส่งผลลบต่อหุ้นประเภทที่นักลงทุนนิยมเล่นเก็งกำไร โดยเฉพาะหุ้นตัวเล็กๆในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีลักษณะกระจุกตัวซื้อขายเก็งกำไรอาจจะไม่กว้างนักในแง่จำนวนนักลงทุน แต่มีการกระจายตัวหลากหลายหลักทรัพย์ ดังจะเห็นได้ชัดในช่วงตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมาจำนวนหุ้นบวกส่วนใหญ่จะมากกว่าจำนวนหุ้นลบ มาตรการใหม่นี้ตลาดมีอำนาจที่จะสั่งห้าม เนตเซทเทิลเม้นท์ หรือ ห้ามปล่อยบัญชีมาร์จินแก่ลูกค้า รวมถึงห้ามซื้อขายหุ้น ทั้งตัวหลักรัพย์ และ คนที่จะซื้อขายหุ้น จึงทำให้นักลงทุนทั่วไปไม่กล้าเข้ามาเล่นเก็งกำไรหุ้นตัวเล็กๆ และตัวแปลกๆ ซึ่งในช่วงเดือนเมษายนเป็นต้นมาเป็นกลุ่มที่ปลุกตลาดที่สำคัญ

  • ตลาดหุ้นสหรัฐยังทรุดหนักจากปัญหาเศรษฐกิจ และ ผลประกอบการ
  • การออกมากล่าวเตือนผลประกอบการ และ ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐ ยังเป็นแรงกดดันด้านลบต่อตลาดหุ้นสหรัฐที่สำคัญ ทำให้ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลง 171 จุด หรือ 1.7% ปิดที่ 9,919 ลงมาปิดต่ำกว่า 10,000 จุด เป็นครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน เช่นเดียวกับดัชนีแนสแด็กดิ่งลง 51 จุด หรือ 2.8% ปิดที่ 1,791
  • ปัจจัยที่ฉุดตลาดหุ้นสหรัฐอย่างหนักเมื่อคืนคือ ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงติดต่อกันถึง 7 ครั้ง รวม 3% จาก 6.5% เหลือ 3.5% จากผลดังกล่าวทำให้หลายบริษัทยังมีการออกมากล่าวเตือนถึงแนวโน้มผลประกอบการด้านลบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อคืนบริษัทได้ออกมากล่าวเตือนได้แก่ (1) Sun Microsystems ออกมาแถลงการณ์ว่าผลประกอบการในไตรมาสปัจจุบันจะขาดทุน เนื่องจากอุปสงค์ในระบบคอมพิวเตอร์แม่ข่าวที่ชะลอตัว ในขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะมีกำไร (2) Corning ผู้ผลิตใยแก้วนำแสง ระบุว่าจะปลดพนักงานออกอีก 1,000 ตำแหน่ง ทำให้ตั้งแต่ต้นปีบริษัทมีการปลดพนักงานแล้ว 20% ของกำลังแรงงานรวม (3) Schwab ระบุว่าภาวะชะลอตัวการซื้อขายทำให้โบรกเกอร์รายนี้ประกาศจะปลดพนักงานจำนวน 2,400 ตำแหน่ง หรือ 11% ของกำลังจ้างงานรวม
ข่าวกระทบทิศทางหุ้น
  • กลุ่มหลักทรัพย์ : ผิดหวังกับการประชุมที่ไม่ได้ข้อสรุปเรื่องค่าคอมฯขั้นต่ำ

ผลประชุมระหว่างสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เรื่อง "การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ขั้นต่ำ" ที่คณะทำงานของสมาคมฯ เสนอให้ใช้อัตรา 0.25% สำหรับรายย่อย และ 0.15% สำหรับสถาบันและรายใหญ่ (วอลุ่มตั้งแต่ 100 ล้านบาท/เดือน) ปรากฏว่ายังไม่ได้ข้อสรุป จะมีการเรียกประชุมขอความเห็นจากสมาชิกโบรกเกอร์ทั้งหมดอีกครั้งในวันจันทร์หน้า (3 ก.ย.)

ราคาหุ้นในกลุ่มหลักทรัพย์ ตั้งแต่ต้นเดือนมาจนถึงวันก่อนเมื่อวานนี้ (29) ปรับตัวขึ้นถึง 46% (เทียบกับ SET ที่ปรับตัวขึ้นเพียง 12.5%) เนื่องจากแรงหนุนจากข่าวเปลี่ยนค่าคอมฯใหม่ จากเสรีมาเป็นแบบคงที่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับโบรกเกอร์อย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของกลุ่มหลักทรัพย์ และก็เป็นจุดเปลี่ยนคำแนะนำของเราด้วย ที่เปลี่ยนจาก "ขาย" เป็น "ซื้อเก็งกำไร" ในหุ้น AST เพราะคาดว่าจะได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากส่วนแบ่งตลาดสูงสุดและต้นทุนต่ำสุด แต่หลังจากที่เมื่อวานนี้ที่ประชุมไม่ได้ข้อสรุปเรื่องค่าคอมฯขั้นต่ำ หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์จึงถูกเทขายออกมา (-7% แต่ SET ลดลงแค่ 1.9%) โดยหุ้น US ปรับตัวลงแรงที่สุด (-10.6%) (สำหรับ US เนื่องจากหุ้นมีการซื้อขายผิดปกติ ดังนั้นจึงถูกสั่งห้ามเล่นมาร์จิ้น ,ห้ามเล่น Net Settlement และห้ามขายชอร์ต ต้องซื้อด้วยเงินสดเท่านั้น) แต่อย่างไรก็ตาม จากตารางข้างล่างจะเห็นได้ว่า ราคาหุ้นก็ยังสูงกว่าเมื่อตอนต้นเดือนอยู่ดี (SECTOR +35.8% เทียบกับ SET +10.3%) หรืออีกนัยหนึ่งคือกลุ่มหลักทรัพย์ Outperform ตลาดฯอยู่ 25.5%

คาดว่าแรงเทขาย(ทำกำไร)หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์จะยังมีต่อในวันนี้ ก่อนที่จะถึงวันจันทร์ที่จะรู้ถึงความคืบหน้าว่าจะออกมาเป็นอย่างไร อนาคตของหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการใช้ค่าคอมฯ ขั้นต่ำ หากไม่เป็นเช่นนั้นหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ก็จะไม่น่าสนใจเลย

การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์

2544

ราคา (บาท)

% เปลี่ยนแปลงจาก

Relative to SET

 

30 ส.ค.

29 ส.ค.

1 ส.ค.

29 ส.ค.

1 ส.ค.

29 ส.ค.

1 ส.ค.

ASL

13.00

14.50

9.90

-10.3%

+31.3%

-8.5%

+21.0%

AST

28.00

30.00

20.50

-6.7%

+36.6%

-4.8%

+26.2%

CNS

28.25

29.00

20.75

-2.6%

+36.1%

-0.7%

+25.8%

KGI

3.70

4.00

2.80

-7.5%

+32.1%

-5.6%

+21.8%

US

10.50

11.75

8.00 *

-10.6%

+31.3%

-8.7%

+20.9%

ZMICO

17.00

18.75

12.00

-9.3%

+41.7%

-7.4%

+31.3%

SECTOR

100.45

108.00

73.95

-7.0%

35.8%

-5.1%

+25.5%

SET

331.62

338.02

300.53

-1.9%

10.3%

 

* ซื้อขายวันแรก 8 ส.ค. 44

  • SHIN <184 บาท: ซื้อ> แตกพาร์ 1 บาท มีผล 4 ก.ย.

วานนี้ บมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) แจ้งถึงการแตกพาร์ (Par split) ว่าจะมีผล 4 ก.ย. 44 โดยราคาพาร์ของ SHIN จะลดลงจาก 10 บาท/หุ้น เหลือ 1 บาท ดังนั้น ถ้าสมมติให้เมื่อวานนี้เป็นวันก่อนวันแตกพาร์ ราคาหุ้น SHIN จะเริ่มต้นซื้อขายในวันนี้ที่ 18.25 บาทต่อหุ้น (ปัดเศษลงจาก 18.40 บาท) ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับการซื้อขายหุ้นมากขึ้น โดยประโยชน์จะตกอยู่กับนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก และแม้จะเป็นที่ชัดเจนว่าตลาดได้รับรู้ข่าวนี้ไปแล้วตั้งแต่ช่วงต้นเดือนส.ค. จากกการชี้แจงของผู้บริหารและได้ยืนยันด้วยมติที่ประชุมคณะกรรมการ ทำให้ราคาหุ้น SHIN ปรับตัวขึ้น 28.7% ณ ระดับราคาในปัจจุบัน ราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมตามวิธี Break-up net asset value ที่ 237.5 บาท (หรือ 23.75 บาท หากพาร์เป็น 1 บาท) อยู่ถึง 22.53% (Potential upside) ดังนั้น เรายังคงแนะนำให้ "ซื้อ"

- ในทางทฤษฎี การแตกพาร์ไม่มีผลต่อปัจจัยพื้นฐานของตัวหุ้น มูลค่าทางบัญชีในส่วนของผู้ถือหุ้นยังคงเท่าเดิม อัตราส่วนทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็น P/E P/B หรืออื่น ก็ไม่เปลี่ยนแปลง

- หลังจากแตกพาร์ SHIN จะมีหุ้นจดทะเบียน (Registered shares) เพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ล้านหุ้น และมีจำนวนหุ้นที่ชำระเต็มมูลค่า (Paid-up shares) เพิ่มขึ้นเป็น 2,937 ล้านหุ้น ขณะที่จะมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว (Paid-up capital) คงเดิมที่ 2,937 ล้านบาท

กลยุทธ์การลงทุน

สรุปประเด็นวันนี้

  • ( - ) วันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือนกรกฎาคม คาดการส่งออกจะยังเป็นปัญหาขยายตัวติดลบ ส่วน การบริโภค การลงทุน และ การผลิต จะยังไม่ฟื้นตัว
  • ( - ) การประชุม ระหว่าง สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ - ก.ล.ต. - ตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวาน หลักการเบื้องต้นจะกลับไปใช้ค่าคอมฯแบบคงที่ที่ 0.25% แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน และ จะมีการเรียกประชุมขอความเห็นจากสมาชิกโบรกเกอร์อีกครั้งในวันจันทร์หน้า (3 ก.ย.)
  • ( - ) ตลาดหุ้นสหรัฐทรุดยังทรุดหนัก โดยปัจจัยหลักยังเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว ความกังวลผลประกอบการ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังประสบปัญหา ดัชนีนิกเคอิของญี่ปุ่นทำสถิติต่ำสุดรอบ 17 ปี
  • ( - ) ร่าง พ.ร.บ.ทีเอเอ็มซี จะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในวันนี้ ซึ่งในปัจจุบันตลาดได้ Discount ข่าวที่วุฒิสภาจะไม่ให้ผ่าน 3 วาระรวด แต่กระแสส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการพิจารณา 7-10 วัน ส่วนกรณีที่จะยาวนานสุดตามกฎหมายคือ 60 วัน
  • ( + ) นักลงทุนต่างชาติเมื่อวานกลับทิศมาซื้อสุทธิ 440 ล้านบาท เช่นเดียวกับกองทุนก็กลับทิศมาซื้อสุทธิ 124 ล้านบาท รวมแล้วตั้งแต่วันพฤหัสฯสัปดาห์ก่อน ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,967 ล้านบาท
  • ( + ) ประเด็นข่าวเรื่องการตั้งกองทุน Matching Fund ซึ่งปัจจุบัน มี Government of Singapore Investment Corp (GIC) ได้เข้ามาร่วมเจรจา ตั้งกองทุน รวมถึง ประเทศบรูไน รวมถึง จีน แสดงความสนใจในกองทุนดังกล่าว
  • ( + ) ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวในลักษณะทรงแข็ง สะท้อนถึงเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทย
  • ( - ) ปัจจัยอื่นๆ ยังไม่มีพัฒนาการด้านบวก โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากยังไม่ฟื้นแล้ว ยังมีความเปราะบางอยู่

ความเห็น/แนวโน้มตลาด : ตลาดหุ้นเมื่อวานถูกแรงกดดันจากปัจจัยลบ 3 ประการคือ (1) การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นต่างประเทศ นำโดยสหรัฐ (2) ตลาดฯได้ออก 3 มาตรการเพื่อสะกัดการเล่นเก็งกำไรในตลาด ฉุดให้ 3 หุ้นเก็งกำไร คือ BT, US, KARAT ดิ่งลงหนัก และ (3) การกำหนดค่าคอมคงที่ยังไม่มีข้อสรุปในรายละเอียด กลุ่มที่ปรับตัวหนักสุดเมื่อวานคือ ไฟแนนซ์ (-4.3%) และ แบงก์ (-3.8%) รวมถึงกลุ่ม สื่อสาร (-2.1%) และ พัฒนาที่ดิน (-2.9%)

แนวโน้มตลาดในวันนี้ เรามองว่าการปรับตัวลดลงของตลาดเมื่อวานตอบรับปัจจัยลบต่างๆมากเกินเหตุ หรือ Overreact โดยเฉพาะเรื่อง Spread ซึ่งน่าจะเป็นผลดีในแง่เพิ่มการคล่องตัวในการซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีราคาต่ำ แต่ปัจจัยลบน่าจะเป็นเรื่องตลาดได้ออกกฎเพื่อสะกัดกั้นการเล่นเก็งกำไรของนักลงทุนมากเกินไป และ เรื่องค่าคอมที่เมื่อยังไม่สามารถสรุปได้ สำหรับวันนี้ ปัจจัยลบยังเป็นเรื่องปัจจัยต่างประเทศ ที่ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงอย่างหนัก จากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงตลาดหุ้นในแถบเอเชียเช้านี้ก็ล้วนปรับตัวลดลงตามตลาดหุ้นสหรัฐ โดยในช่วงนี้สถานการณ์เศรษฐกิจ และตลาดหุ้นทั่วโลกยังประสบปัญหา อย่างไรก็ตามเรามองว่าตลาดหุ้นไทยเมื่อวานค่อนข้าง Overreact หรือ ตอบรับปัจจัยลบมากเกินไป โดยเรายังมองถึง 3 ตัวแปรที่ยังช่วยหนุนตลาดหุ้นในระยะสั้นคือ (1) การตั้งกองทุน Matching Fund (2) การที่นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่อง (3) การแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ตลาดในวันนี้จึงไม่น่าปรับตัวมากนัก และยังพอเล่นเก็งกำไร สำหรับหุ้นที่น่าสนใจที่เล่น Trading ตามการแกว่งตัวของตลาด เช่น หุ้นประเภท High Beta หรือเคลื่อนไหวตามตลาดได้ดีเช่น KK, NFS, SCB-Q, BBL กลุ่มสื่อสารซึ่งได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาท เช่น SHIN, TA ช่วงนี้อาจจะหลีกเลี่ยงหุ้นประเภทตัวเล็กๆและตัวแปลกๆ จากมาตรการใหม่ของตลาดที่คุมเข้มการเล่นเก็งกำไรของนักลงทุนมากขึ้น ในวันนี้เราประเมินกรอบแนวรับที่บริเวณ 329-330 ส่วนแนวต้านแรกที่ 338-340

 

Yuanta Stock Picks -- กดที่นี่เพื่อดูสรุปหุ้นที่เราแนะนำ

 

Yuanta Earnings Summary -- กดที่นี่เพื่อดูสรุปแนวโน้มผลประกอบการ

 


กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง
กรุณาเลือก วัน/เดือน/ปี แล้วกดปุ่ม Submit / /



If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer

Click Here!