หน้าหลัก

          ดาวน์โหลดบทวิจัย

          กระแสข่าว/กลยุทธ์

          บทวิเคราะห์

          วิเคราะห์เทคนิค

          VDO SQUAWK

          สรุปหุ้นแนะนำ

          วอร์แรนท์

          วิเคราะห์รายหุ้น

          ผลประกอบการ

          ปฎิทินหุ้น

          เชื่อมเวบไซต์อื่น

          เศรษฐกิจและอื่นๆ

          ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ

          อัตราแลกเปลี่ยน

          ตลาดล่วงหน้า

 
         YUANTA RESEARCH CENTER
English

            กระแสข่าว / กลยุทธ์

30 สิงหาคม 2544

 
บทวิเคราะห์

ข่าวกระทบทิศทางตลาด
  • ตลาดหุ้น – เศรษฐกิจสหรัฐ - เศรษฐกิจโลก
  • ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนทรุดลงต่อ โดยดัชนีดาวโจนส์ทรุดลง 131 จุด หรือ 1.28% ปิดที่ 10,090 ทำสถิติต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. 2544 เช่นเดียวกับแนสแด็ก ลดลง 21 จุด หรือ 1.17% ปิดที่ 1,843 ปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนคือ ความกังวลเรื่องแนวโน้มผลประกอบการ ส่วนการประกาศตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ปรากฏว่าโตเพียง 0.2% แต่ก็ดีกว่าประมาณการที่คาดหมายว่าจะหดตัว หรือไม่เติบโตเลย
  • เมื่อคืนกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้รายงานตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ (GDP) ปรากฏว่าขยายตัวเพียง 0.2% ต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ประกาศก่อนหน้านี้ที่ขยายตัว 0.7% นับว่าเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำสุดในรอบ 8 ปี คือ ในไตรมาสแรกของปี ค.ศ. 1993 ซึ่งมีอัตราการขยายตัว 0.1% อย่างไรก็ตามอัตราการขยายตัว 0.2% ยังดีกว่าประมาณการของบรรดานักวิเคราะห์ที่คาดหมายว่าการเติบโต จะเป็นศูนย์หรือติดลบ ดังนั้น ภาพเศรษฐกิจสหรัฐจึงเป็นเพียงการชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นหดตัว ทั้งนี้ตั้งแต่ต้นปีธนาคารกลางสหรัฐได้พยายามอย่างหนัก ที่จะประคับประคองเศรษฐกิจสหรัฐไม่ให้เข้าสู่ภาวะ หัวทิ่ม หรือ Hard Landing ด้วยการปรับลดดอกเบี้ยติดต่อกัน 7 ครั้ง ตั้งแต่ต้นปีจาก 6.5% เหลือ 3.5% แต่ก็ยังไม่ช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐกระเตื้องขึ้นได้
  • ทางด้าน IMF ได้เตรียมปรับลดตัวเลขการคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกในปีนี้เหลือ 2.8% จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 3.2% ส่วนปีหน้าอาจลดลงเหลือ 2.5%
  • ธปท.ปรับประมาณการศก.ใหม่เหลือ1.5-2%
  • การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย โดยที่ประชุมประเมินว่าภาวะเศรษฐกิจของคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาและประเทศในภูมิภาคยังคงมีแนวโน้มอ่อนตัวลง ส่งผลให้การส่งออกของไทยชะลอตามลงไปด้วย  และยังไม่มีทิศทางที่จะกลับฟื้นตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว นับเป็นปัจจัยลบที่กดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามแรงกระตุ้นจากภาคการคลังของรัฐบาล คาดว่าจะผ่อนคลายผลกระทบดังกล่าว ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ยังมีโอกาสขยายตัวมากที่สุดในช่วง 1.5-2%ต่อปี จากเดิมที่ประมาณการว่าจะอยู่ที่ระดับ 2-2.5%
  • ท่าทีของคณะกรรมการนโยบายการเงินในการดำเนินนโยบายการเงิน ยังเป็นลักษณะผ่อนคลายเพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยที่ประชุมยังมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนระยะ 14 วันไว้ในอัตรา 2.5% ต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ธปท.เพิ่งปรับลดเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจลง และ ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยก็ปรับลดเป้าลงอีก และ เป็นการปรับลดเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจลงเป็นครั้งที่ 4 นับจากต้นปี สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเป็นปัญหา จากการอ่อนแอของเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่หลายๆหน่วยงานได้ประกาศลดเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจลงแล้ว

ประมาณการเศรษฐกิจโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

 

2544 (ม.ค.)

2544 (เม.ย.)

2544 (ก.ค.)

2544(ส.ค.)

2545

การขยายตัวของ GDP

3-4.5%

2.5-4%

2-3%

1.5-2%

4-6%

การส่งออก

7-11%

3-4.5%

(-1)-(-4)%

-4.8%

6-7%

การนำเข้า

13-17%

9-11%

3-7%

-

9-10%

ดุลบัญชีเดินสะพัด

-

$5-6พันล้าน

$5พันล้าน

$5.44พันล้าน

$4พันล้าน

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน

1.5-2.5%

1.5-2%

1.5-2%

-

2-3%

  • “จีไอซี” เจรจาคลังร่วมตั้ง “แมทชิ่งฟันด์” วันนี้

ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า วันนี้ (30 ส.ค.) ผู้บริหารระดับสูงของกองทุน จีไอซี (Government Investment Corporation of Singapore: GIC) จากประเทศสิงคโปร์ จะเดินทางมาไทยเพื่อเจรจารูปแบบเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อการร่วมทุน (Matching Fund) คาดว่าจะได้ข้อสรุปและใช้เป็นกรอบในการเจรจากับผู้ร่วมทุนรายอื่นๆ ต่อไป หลังจากนั้นอีก 2 วัน จะเจรจากับกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และเลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญราชการไทย (กบข.) ในฐานะที่เป็นแกนหลักของภาครัฐในการสมทบเงินเข้าร่วมลงทุน คาดว่าการจัดตั้งกองทุนร่วมทุนร่วมกับจีไอซี มีความเป็นไปได้ที่จะมีการจัดตั้งอย่างน้อย 2 กองทุนๆ ละ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

รายชื่อบริษัทในตลาดฯที่ GIC เข้ามาร่วมลงทุนในปี 2544

 

2543

2544

หุ้น

จำนวน
(ล้านหุ้น)

สัดส่วน%

จำนวน
(ล้านหุ้น)

สัดส่วน%

ADVANC

2.09

0.77

2.59

0.96

DELTA

1.59

1.68

2.18

1.85

CCCET

-

-

12.59

4.17

QH

-

-

162.34

20.00

TFB

100.71

4.28

87.17

3.71

MFG

1.70

5.26

1.18

3.64

LH

120.53

19.33

120.53

19.33

DTDB

22.30

2.03

22.30

1.31

ข่าวกระทบทิศทางหุ้น
  • รายงานพิเศษ : สรุปหุ้นที่ประกาศเปลี่ยนแปลงพาร์

หลัง พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่ 2) มีผลบังคับใช้ ในส่วนเรื่องแตกราคาพาร์ มาตรา 50 ระบุไว้ว่า หุ้นของบริษัทแต่ละหุ้น ต้องมีมูลค่าเท่ากัน แต่ไม่ต้องกำหนดมูลค่าขั้นต่ำไว้ ดังนั้น หุ้นจึงสามารถแตกพาร์ได้ถึง 1 สตางค์ จากเดิมที่กำหนดไว้ราคาพาร์ขั้นต่ำเท่ากับ 5 บาท ทางฝ่ายวิจัยได้รวบรวมหุ้นที่คณะกรรมการของบริษัทมีมติอนุมัติให้แตกพาร์แล้ว 14 บริษัท (3 บริษัทคือ HANA PTTEP และ TUF แตกพาร์ตั้งแต่ปีที่แล้ว) ดังตารางข้างล่าง ส่วนหุ้นที่กำลังศึกษาที่จะแตกพาร์อีกได้แก่ BEC, EGCOMP, DELTA, PTTEP, HANA และ GRAMMY

ตารางสรุปหุ้นที่ประกาศเปลี่ยนแปลงราคาพาร์

Security

วันบอร์ดอนุมัติ

วันที่มีผล

พาร์(เก่า)

พาร์ (ใหม่)

วันจดทะเบียน

ADVANC

07/08/2001

 

10

1

 

ASIAN

04/06/2001

31/07/2001

10

5

25/07/2001

CFRESH

27/03/2001

21/05/2001

10

5

14/05/2001

CPF

14/08/2001

 

10

1

 

GENCO

09/08/2001

 

10

1

 

HANA

27/07/2000

20/09/2000

10

5

14/09/2000

PTTEP

25/07/2000

20/09/2000

10

5

14/09/2000

QH

29/06/2001

 

10

5

 

S & P

14/08/2001

 

10

5

 

SHIN

07/08/2001

 

10

1

 

SSF

14/08/2001

 

10

1

 

STPI

27/08/2001

 

10

1

 

TUF

22/08/2000

11/10/2000

10

5

05/10/2000

TVO

16/07/2001

 

10

1

 
  • TA <16.25 บาท: ซื้อ> แม้จะคิดรวมปัจจัยลบต่าง ๆ แล้ว เรายังคงแนะนำ "ซื้อ"

เราได้ปรับลดประมาณการผลประกอบการของ บมจ. เทเลคอมเอเซีอ คอร์ปอเรชั่น (TA) ทำให้มูลค่ายุติธรรมของ TA ตามวิธี Break-up NAV ลดลงจาก 36 บาท เหลือ 25 บาทต่อหุ้น เพื่อสะท้อนถึงการแข่งขันที่รุนแรงที่มีผลลบต่อกระแสเงินสดในอนาคต แม้ราคาเป้าหมายเปลี่ยนแปลง แต่คำแนะนำยังเหมือนเดิมคือ “ซื้อ” เนื่องจาก 1) ราคาตลาดยังต่ำกว่าราคาเป้าหมาย 36% 2) ความคืบหน้าของแผนออกหุ้นกู้สกุลเงินบาทเพื่อทดแทนเงินกู้สกุลต่างประเทศ และ 3) ประโยชน์ที่ได้รับหากมีการแปรสัญญาสัมปทาน

TA: Earnings summary

As of

Turnover

NI

EPS

PER

EBITDA

EV/EBITDA

Net D/E

Coverage

Dec-31

Bt,mn

Bt,mn

(x)

(x)

Bt,mn

(x)

(x)

(x)

2000A

19,388

-3,308

-1.13

-14.15

10,039

10.66

9.12

0.65

2001E

21,992

-3,539

-1.21

-13.22

11,679

9.18

8.05

0.74

2002F

24,180

-773

-0.26

-60.50

11,846

8.70

10.52

0.89

2003F

26,300

1,571

0.54

29.79

14,118

6.76

13.81

1.38

Source: Company data, Yuanta research

การเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของบริษัทฯ ส่วนหนึ่งมาจากการประเมินมูลค่าของบริษัทลูกอย่าง UBC (40.96%) และ CP Orange (41%) ด้วยหลักของความปลอดภัย (Conservative) นอกจากนั้น มูลค่าตามวิธีคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต (DCF) สำหรับธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน (Fixed line) เองก็ลดลง จากศักยภาพการทำกำไรที่ต่ำลงจากการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น

TA Break-up NAV

Holding

No of share

Target/Market

Equity value

(%)

(shares,mn)

(Bt/share)

(Bt,mn)

Telephone service

100.00%

3,232.50

n/a

58,177.26

UBC

40.96%

303.35

15.00

4,550.21

FLAG

10.92%

14.63

182.00

2,662.66

CP Orange

41.00%

615.00

n/a

8,407.05

Total equity value

80,289.36

No of TA's share

3,232.50

Break-up value

24.84

ถึงแม้ว่า บริษัทฯต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่เราเชื่อว่า TA จะยังมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง จากกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย, ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 22.6% จากปี 2543 เป็น 11,679 ล้านบาทในปีนี้ อีกทั้งเมื่อหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายลงทุน (CAPEX) แล้ว TA ยังมีกระแสเงินสดอิสระสูงถึง 2,158 ล้านบาท เพื่อใช้ในการชำระหนี้ต่อไป

ล่าสุด TRIS บริษัทจัดอันดับเครดิตให้เกรด BBB สำหรับหุ้นกู้ประเภทไม่ด้อยสิทธิและมีผู้ค้ำประกันของ TA ซึ่งคาดว่าจะทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป โดยมีวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นแล้วทั้งสิ้น 36,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับอันดับเครดิตของ ADVANC (AA-) และ TAC (BBB+) แล้วเราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับหุ้นกู้ TA น่าจะอยู่ที่ 6-7% โดยหุ้นกู้ดังกล่าวจะนำมา Refinance เงินกู้ต่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

(มีเอกสารแนบ)

Key figures revision

Description

Unit

2001-TA

2001-Yuanta

2002-Yuanta

Revenue

Bt,mn

22,490

21,992

24,180

% YoY

16.00%

13.43%

9.95%

EBITDA

Bt,mn

12,047

11,679

11,846

Lines billed

-Fixed line

000 lines

1,769

1,725

1,875

-PCT

000 lines

540

459

609

ARPU

-Fixed line

Bt/unit/mth

655

652

639

-PCT

Bt/unit/mth

491

461

484

CAPEX

Bt,mn

2,753

2,000

2,000

Source : Company data, Yuanta research

  • GRAMMY < 79.50 บาท : ถือ > ยังต้องใช้เวลาก่อนที่จะเห็นการฟื้นตัว

จากการประชุมนักวิเคราะห์ที่บริษัท แกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (GRAMMY) เมื่อวานนี้ เราเชื่อว่า บริษัทยังต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการปรับกลยุทธ์และสามารถมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง เรามีการปรับประมาณการกำไรของบริษัทในปีนี้และปีหน้าลง 37% และ 35% ตามลำดับ เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างน่าผิดหวังในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมาประกอบกับธุรกิจเพลงซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท มีการเติบโตน้อยจากปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเราคาดว่ารายได้รวมของบริษัทจะเพิ่มขึ้น 10% จากยอดขายเพลงที่ไต้หวันที่คาดว่าจะเติบโตมาก แต่กำไรสุทธิน่าจะปรับตัวลดลง 29% เนื่องจากธุรกิจเพลงในไต้หวันซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำ สำหรับธุรกิจวิทยุ เราคาดว่าจะมีการขยายตัว 18% โดยมีสาเหตุมาจาก GRAMMY มีสถานีวิทยุเพิ่มอีก 1 สถานีรวมทั้งมีการปรับขึ้นค่าโฆษณาสำหรับคลื่นกรีนเวฟตั้งแต่ต้นปี ธุรกิจที่คาดว่าจะมีการฟื้นนตัวคือ ธุรกิจเพลงในไต้หวัน อินเตอร์เนท และร้านค้าปลีกซึ่งคาดว่าจะสามารถคุ้มทุนได้ในไตรมาสที่ 4 ปีนี้ นอกจากนั้น GRAMMY ยังมีแผนจะแตกพาร์และซื้อหุ้นคืน (Treasury stock program) ซึ่งอาจจะเป็นตัวผลักดันราคาหุ้นในระยะสั้น แม้ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะยังคงไม่ฟื้นตัว แต่ราคาหุ้นได้ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เราคงแนะนำ “ถือ” (มีเอกสารแนบ)

GRAMMY’s earnings summary

As of

Net Profit

EPS

Growth

PER

OCF

EV/EBITDA

P/BV

Dec.

(Bt mn)

(Bt)

%

(x)

(Bt mn)

(x)

(x)

1999

241

4.83

1%

16.47

391

4.80

1.14

2000

317

6.34

31%

12.54

337

2.86

1.20

2001F

226

4.51

(29%)

17.62

414

3.84

1.28

2002F

265

5.31

18%

14.97

299

3.65

1.31

2003F

324

6.48

22%

12.27

487

3.14

1.34

2004F

393

7.86

21%

10.11

357

3.13

1.38

Source : Yuanta estimates

  • RCL <34.25 บาท : ซื้อ> หุ้นที่มีมูลค่าสูงพร้อมมีการเติบโตของรายได้ในระยะสั้นที่แข็งแกร่ง

บทสรุปการวิเคราะห์ครั้งแรกของเราในหุ้นบมจ. อาร์ ซี แอล (RCL) ก็คือ เราแนะนำให้ “ซื้อ” ด้วยเหตุผลสองประการด้วยกัน ประการแรก หุ้น RCL ยังนับว่ามีราคาถูกมาก แม้ว่าราคาจะได้ปรับตัวขึ้นมา 34% จากสามเดือนที่แล้ว จากการคาดการณ์ผลกำไรของเรา คาดว่า ณ สิ้นปีนี้ RCL จะมี EV/EBITDA เท่ากับ 5.14 เท่า และ P/BV 0.42 โดยราคาหุ้น RCL ยังต่ำกว่าราคาเป้าหมายของเราตามวิธีคิดลดกระแสเงินสดที่ 78 บาทต่อหุ้นอยู่อีก 54.8% ประการที่สอง บริษัทมีผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/44 ที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดยมีผลกำไรที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 36% เทียบกับไตรมาส 2/43 ทั้งนี้เราคาดว่า ผลกำไรรวมทั้งปีนี้ของ RCL จะอยู่ที่ 193 ล้านบาท

แม้บริษัทจะมีความเชี่ยวชาญพิเศษในธุรกิจการเดินเรือในภูมิภาคนี้ และการให้บริการระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย แต่ก็แน่นอนว่า RCL จะต้องได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการส่งออก ของประเทศในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้าง อย่างไรก็ตาม บริษัทก็สามารถรักษาระดับการเติบโตของผลกำไรไว้ได้ โดยผ่านการขยายธุรกิจการให้บริการขนส่งสินค้าโดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัทเอง ที่เรียกว่า Carrier-Owned-Container (COC) ตลอดจนการพยายามลดภาระหนี้ และการใช้การเช่าเรือเพื่อรองรับความต้องการบริการที่เพิ่มขึ้นแทนการซื้อเรือ โดยRCL ตั้งเป้าที่จะหยุดงบประมาณในการลงทุนไว้ก่อนไปจนถึงอีก 1-2 ปีข้างหน้า เพื่อให้ระดับภาระหนี้ลดลง โดยธรรมชาติแล้ว RCL เป็นบริษัทที่จะได้รับผลกระทบเมื่อเงินบาทอ่อนค่า จากที่รายได้และสินทรัพย์ส่วนใหญ่อิงกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ 60% ของต้นทุนของกิจการเป็นเงินบาทและดอลลาร์สิงคโปร์ ดังนั้น นักลงทุนควรจะพิจารณางบการเงินของ RCL ที่อยู่ในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐประกอบด้วย ไม่ใช่พิจารณาเพียงงบการเงินที่อยู่ในรูปเงินบาทเท่านั้น โดยในงบการเงินที่แปลงเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐนั้น RCL มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนเท่ากับ 1.16 เท่า เทียบกับ 2.28 เท่า ในงบการเงินที่อยู่ในรูปเงินบาท นอกจากนี้หุ้นยังซื้อขายกันอยู่ที่เพียง 0.21 เท่าเมื่อพิจารณาจากมูลค่าทางบัญชีตามงบที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่สนับสนุนต่อเหตุผลประการแรกของเราที่ว่า หุ้น RCL นับเป็นหุ้นที่มีราคาถูกมาก (มีเอกสารแนบ)

กลยุทธ์การลงทุน

สรุปประเด็นวันนี้

  • ( - ) นักลงทุนต่างชาติเมื่อวานกลับทิศมาเป็นกลุ่มขายสุทธิ 600 ล้านบาท โดยเฉพาะกองทุนขายหนักถึง 498 ล้านบาท ซึ่งค่อนข้างผิดหวังต่อตลาด อย่างไรก็ตามรวม 5 วัน ต่างชาติยังซื้อสุทธิ 2,526 ล้านบาท
  • ( - ) ตลาดหุ้นสหรัฐทรุดยังทรุดหนัก โดยปัจจัยหลักยังเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว ความกังวลผลประกอบการ เช่นเดียวกับเศรษฐกิจของโลกที่ IMF ได้ปรับลดตัวเลขการคาดการณ์ลง
  • ( - ) ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่เหลือ 1.5-2% จากปัญหาการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก
  • ( + ) ประเด็นข่าวเรื่องการตั้งกองทุน Matching Fund ซึ่งปัจจุบัน มี Government of Singapore Investment Corp (GIC) ได้เข้ามาร่วมเจรจา ตั้งกองทุน รวมถึง ประเทศบรูไน และ จีน แสดงความสนใจในกองทุนดังกล่าว
  • ( + ) ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวในลักษณะทรงแข็ง สะท้อนถึงเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทย และ ยังช่วยหนุนหุ้นกลุ่มสื่อสารจากภาวะหนี้ต่างประเทศสูง และ อุปกรณ์กลุ่มสื่อสารต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยหุ้นในกลุ่มสื่อสารที่เราแนะนำคือ TA, SHIN,UCOM
  • ( + ) สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ - ก.ล.ต. - ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประชุมกำหนดค่าคอม 30 ส.ค. นี้ วางกรอบค่านายหน้าใหม่เป็นคงที่ สำหรับหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ที่เราแนะนำ คือ AST, CNS
  • ( - ) ปัจจัยอื่นๆ ยังไม่มีพัฒนาการด้านบวก โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากยังไม่ฟื้นแล้ว ยังมีความเปราะบางอยู่

ความเห็น/แนวโน้มตลาด : ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานยังสามารถไต่ระดับขึ้นได้ต่อสวนภาวะตลาดหุ้นอื่นๆ แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะทรุดหนักทั้งดาวโจนส์ และแนสแด็ก รวมถึงตลาดหุ้นในแถบเอเชีย ก็ล้วนทรุดตามตลาดหุ้นสหรัฐ แต่เมื่อวาน SET ยังสามารถไต่ระดับขึ้นเป็นบวกได้ต่ออีก 2.53 จุด ขึ้นไปปิดที่ 338.02 ท่ามกลางวอลุ่มการซื้อขายที่ยังหนาแน่นถึง 14,396 ล้านบาท กลุ่มที่นำตลาดเมื่อวานคือ แบงก์ (+2.4%) และ ไฟแนนซ์ (+2.9%)

แนวโน้มตลาดในวันนี้ ตัวแปรที่ยังเป็นอุปสรรคต่อตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงนี้เห็นจะเป็นปัจจัยต่างประเทศ ที่ส่วนใหญ่ล้วนประสบปัญหา แต่ตลาดหุ้นไทยตัวแปรที่ยังช่วยหนุนตลาดหุ้นในช่วงนี้คือ (1) การตั้งกองทุน Matching Fund (2) การกลับทิศมาซื้อของนักลงทุนต่างชาติจาก Short-Covering (3) การแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ตลาดยังพอเล่นเก็งกำไรได้ต่อ ภายใต้ภาวะตลาดหุ้นกำลังร้อนแรงวอลุ่มการซื้อขายหนาแน่นเกินกว่าหมื่นล้านบาท หุ้นประเภท High Beta หรือ เคลื่อนไหวตามตลาดได้ดี เช่น แบงก์ และ ไฟแนนซ์ จะยังเป็นกลุ่มที่ตลาดให้ความสนใจเข้ามาเก็งกำไร โดยหุ้นแบงก์หลักที่เราแนะนำยังเป็น BBL, SCB สำหรับกลุ่มเงินทุนหลักทรัพย์ เนื่องจากวอลุ่มการซื้อขายหนาแน่นมากกว่าหมื่นล้านบาทติดต่อกันมาหลายวัน ดังนั้น หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์จึงเป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์สูง รวมถึงกระแสข่าวที่จะมีการกำหนดค่าคอมฯขั้นต่ำจึงยังเป็นแรงส่งหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์อีก โดยหุ้นในกลุ่มเงินทุนหลักทรัพย์ที่เราแนะนำได้แก่ KK, NFS, AST, CNS ส่วนกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทคือ กลุ่มสื่อสาร หุ้นที่เราแนะนำ เช่น SHIN, TA, UCOM กลุ่มพัฒนาที่ดิน ตัวหลักๆยังเป็น QH, GOLD, NOBLE, SAMCO ที่ปรับโครงสร้างทุนแล้ว กลุ่มอื่นๆ เช่น TASCO นอกจากนี้หุ้นพรีเมี่ยมกระดานต่างประเทศน้อย เช่น SCB-F, SCB-Q, SHIN-F ในวันนี้เราประเมินกรอบแนวรับที่บริเวณ 333-335 ส่วนแนวต้านแรกที่ 340-342 ก็ผ่านได้ก็จะมีเป้าหมายต่อไปที่ 347-350

 

Yuanta Stock Picks -- กดที่นี่เพื่อดูสรุปหุ้นที่เราแนะนำ

 

Yuanta Earnings Summary -- กดที่นี่เพื่อดูสรุปแนวโน้มผลประกอบการ

 


กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง
กรุณาเลือก วัน/เดือน/ปี แล้วกดปุ่ม Submit / /



If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer

Click Here!