|
|
|
YUANTA
RESEARCH CENTER
|
English |
|
กระแสข่าว
/ กลยุทธ์
|
30 สิงหาคม 2544
|
|
- ตลาดหุ้น
เศรษฐกิจสหรัฐ -
เศรษฐกิจโลก
- ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนทรุดลงต่อ
โดยดัชนีดาวโจนส์ทรุดลง 131
จุด หรือ 1.28% ปิดที่ 10,090
ทำสถิติต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่
11 เม.ย. 2544 เช่นเดียวกับแนสแด็ก
ลดลง 21 จุด หรือ 1.17% ปิดที่ 1,843
ปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนคือ
ความกังวลเรื่องแนวโน้มผลประกอบการ
ส่วนการประกาศตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ปรากฏว่าโตเพียง
0.2%
แต่ก็ดีกว่าประมาณการที่คาดหมายว่าจะหดตัว
หรือไม่เติบโตเลย
- เมื่อคืนกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้รายงานตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ
(GDP) ปรากฏว่าขยายตัวเพียง
0.2%
ต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ประกาศก่อนหน้านี้ที่ขยายตัว
0.7%
นับว่าเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำสุดในรอบ
8 ปี คือ ในไตรมาสแรกของปี
ค.ศ. 1993
ซึ่งมีอัตราการขยายตัว 0.1%
อย่างไรก็ตามอัตราการขยายตัว
0.2%
ยังดีกว่าประมาณการของบรรดานักวิเคราะห์ที่คาดหมายว่าการเติบโต
จะเป็นศูนย์หรือติดลบ
ดังนั้น
ภาพเศรษฐกิจสหรัฐจึงเป็นเพียงการชะลอตัว
แต่ยังไม่ถึงขั้นหดตัว
ทั้งนี้ตั้งแต่ต้นปีธนาคารกลางสหรัฐได้พยายามอย่างหนัก
ที่จะประคับประคองเศรษฐกิจสหรัฐไม่ให้เข้าสู่ภาวะ
หัวทิ่ม หรือ Hard Landing
ด้วยการปรับลดดอกเบี้ยติดต่อกัน
7 ครั้ง ตั้งแต่ต้นปีจาก 6.5%
เหลือ 3.5%
แต่ก็ยังไม่ช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐกระเตื้องขึ้นได้
- ทางด้าน IMF
ได้เตรียมปรับลดตัวเลขการคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกในปีนี้เหลือ
2.8%
จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่
3.2%
ส่วนปีหน้าอาจลดลงเหลือ
2.5%
- ธปท.ปรับประมาณการศก.ใหม่เหลือ1.5-2%
- การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย
โดยที่ประชุมประเมินว่าภาวะเศรษฐกิจของคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาและประเทศในภูมิภาคยังคงมีแนวโน้มอ่อนตัวลง
ส่งผลให้การส่งออกของไทยชะลอตามลงไปด้วย
และยังไม่มีทิศทางที่จะกลับฟื้นตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
นับเป็นปัจจัยลบที่กดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตามแรงกระตุ้นจากภาคการคลังของรัฐบาล
คาดว่าจะผ่อนคลายผลกระทบดังกล่าว
ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ยังมีโอกาสขยายตัวมากที่สุดในช่วง
1.5-2%ต่อปี
จากเดิมที่ประมาณการว่าจะอยู่ที่ระดับ
2-2.5%
- ท่าทีของคณะกรรมการนโยบายการเงินในการดำเนินนโยบายการเงิน
ยังเป็นลักษณะผ่อนคลายเพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
โดยที่ประชุมยังมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนระยะ
14 วันไว้ในอัตรา 2.5%
ต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ธปท.เพิ่งปรับลดเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจลง
และ
ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยก็ปรับลดเป้าลงอีก
และ
เป็นการปรับลดเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจลงเป็นครั้งที่
4 นับจากต้นปี
สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเป็นปัญหา
จากการอ่อนแอของเศรษฐกิจทั่วโลก
ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่หลายๆหน่วยงานได้ประกาศลดเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจลงแล้ว
ประมาณการเศรษฐกิจโดยธนาคารแห่งประเทศไทย
| |
2544 (ม.ค.) |
2544 (เม.ย.) |
2544 (ก.ค.) |
2544(ส.ค.) |
2545 |
|
การขยายตัวของ GDP |
3-4.5% |
2.5-4% |
2-3% |
1.5-2% |
4-6% |
|
การส่งออก |
7-11% |
3-4.5% |
(-1)-(-4)% |
-4.8% |
6-7% |
|
การนำเข้า |
13-17% |
9-11% |
3-7% |
- |
9-10% |
|
ดุลบัญชีเดินสะพัด |
- |
$5-6พันล้าน |
$5พันล้าน |
$5.44พันล้าน |
$4พันล้าน |
|
อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน |
1.5-2.5% |
1.5-2% |
1.5-2% |
- |
2-3% |
- จีไอซี เจรจาคลังร่วมตั้ง
แมทชิ่งฟันด์ วันนี้
ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
(สศค.) เปิดเผยว่า วันนี้ (30 ส.ค.) ผู้บริหารระดับสูงของกองทุน จีไอซี
(Government Investment Corporation of Singapore: GIC) จากประเทศสิงคโปร์
จะเดินทางมาไทยเพื่อเจรจารูปแบบเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อการร่วมทุน
(Matching Fund) คาดว่าจะได้ข้อสรุปและใช้เป็นกรอบในการเจรจากับผู้ร่วมทุนรายอื่นๆ
ต่อไป หลังจากนั้นอีก 2 วัน จะเจรจากับกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย
และเลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญราชการไทย (กบข.) ในฐานะที่เป็นแกนหลักของภาครัฐในการสมทบเงินเข้าร่วมลงทุน
คาดว่าการจัดตั้งกองทุนร่วมทุนร่วมกับจีไอซี มีความเป็นไปได้ที่จะมีการจัดตั้งอย่างน้อย
2 กองทุนๆ ละ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายชื่อบริษัทในตลาดฯที่ GIC เข้ามาร่วมลงทุนในปี
2544
| |
2543
|
2544
|
|
หุ้น
|
จำนวน
(ล้านหุ้น)
|
สัดส่วน%
|
จำนวน
(ล้านหุ้น)
|
สัดส่วน%
|
|
ADVANC
|
2.09
|
0.77
|
2.59
|
0.96
|
|
DELTA
|
1.59
|
1.68
|
2.18
|
1.85
|
|
CCCET
|
-
|
-
|
12.59
|
4.17
|
|
QH
|
-
|
-
|
162.34
|
20.00
|
|
TFB
|
100.71
|
4.28
|
87.17
|
3.71
|
|
MFG
|
1.70
|
5.26
|
1.18
|
3.64
|
|
LH
|
120.53
|
19.33
|
120.53
|
19.33
|
|
DTDB
|
22.30
|
2.03
|
22.30
|
1.31
|
- รายงานพิเศษ
: สรุปหุ้นที่ประกาศเปลี่ยนแปลงพาร์
หลัง พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่
2) มีผลบังคับใช้ ในส่วนเรื่องแตกราคาพาร์ มาตรา 50 ระบุไว้ว่า หุ้นของบริษัทแต่ละหุ้น
ต้องมีมูลค่าเท่ากัน แต่ไม่ต้องกำหนดมูลค่าขั้นต่ำไว้ ดังนั้น หุ้นจึงสามารถแตกพาร์ได้ถึง
1 สตางค์ จากเดิมที่กำหนดไว้ราคาพาร์ขั้นต่ำเท่ากับ 5 บาท ทางฝ่ายวิจัยได้รวบรวมหุ้นที่คณะกรรมการของบริษัทมีมติอนุมัติให้แตกพาร์แล้ว
14 บริษัท (3 บริษัทคือ HANA PTTEP และ TUF แตกพาร์ตั้งแต่ปีที่แล้ว) ดังตารางข้างล่าง
ส่วนหุ้นที่กำลังศึกษาที่จะแตกพาร์อีกได้แก่ BEC, EGCOMP, DELTA, PTTEP,
HANA และ GRAMMY
ตารางสรุปหุ้นที่ประกาศเปลี่ยนแปลงราคาพาร์
|
Security
|
วันบอร์ดอนุมัติ
|
วันที่มีผล
|
พาร์(เก่า)
|
พาร์ (ใหม่)
|
วันจดทะเบียน
|
|
ADVANC
|
07/08/2001
|
|
10
|
1
|
|
|
ASIAN
|
04/06/2001
|
31/07/2001
|
10
|
5
|
25/07/2001
|
|
CFRESH
|
27/03/2001
|
21/05/2001
|
10
|
5
|
14/05/2001
|
|
CPF
|
14/08/2001
|
|
10
|
1
|
|
|
GENCO
|
09/08/2001
|
|
10
|
1
|
|
|
HANA
|
27/07/2000
|
20/09/2000
|
10
|
5
|
14/09/2000
|
|
PTTEP
|
25/07/2000
|
20/09/2000
|
10
|
5
|
14/09/2000
|
|
QH
|
29/06/2001
|
|
10
|
5
|
|
|
S & P
|
14/08/2001
|
|
10
|
5
|
|
|
SHIN
|
07/08/2001
|
|
10
|
1
|
|
|
SSF
|
14/08/2001
|
|
10
|
1
|
|
|
STPI
|
27/08/2001
|
|
10
|
1
|
|
|
TUF
|
22/08/2000
|
11/10/2000
|
10
|
5
|
05/10/2000
|
|
TVO
|
16/07/2001
|
|
10
|
1
|
|
- TA <16.25 บาท:
ซื้อ> แม้จะคิดรวมปัจจัยลบต่าง ๆ แล้ว เรายังคงแนะนำ "ซื้อ"
เราได้ปรับลดประมาณการผลประกอบการของ
บมจ. เทเลคอมเอเซีอ คอร์ปอเรชั่น (TA) ทำให้มูลค่ายุติธรรมของ TA ตามวิธี
Break-up NAV ลดลงจาก 36 บาท เหลือ 25 บาทต่อหุ้น เพื่อสะท้อนถึงการแข่งขันที่รุนแรงที่มีผลลบต่อกระแสเงินสดในอนาคต
แม้ราคาเป้าหมายเปลี่ยนแปลง แต่คำแนะนำยังเหมือนเดิมคือ ซื้อ
เนื่องจาก 1) ราคาตลาดยังต่ำกว่าราคาเป้าหมาย 36% 2) ความคืบหน้าของแผนออกหุ้นกู้สกุลเงินบาทเพื่อทดแทนเงินกู้สกุลต่างประเทศ
และ 3) ประโยชน์ที่ได้รับหากมีการแปรสัญญาสัมปทาน
|
TA: Earnings summary
|
|
As of
|
Turnover
|
NI
|
EPS
|
PER
|
EBITDA
|
EV/EBITDA
|
Net D/E
|
Coverage
|
|
Dec-31
|
Bt,mn
|
Bt,mn
|
(x)
|
(x)
|
Bt,mn
|
(x)
|
(x)
|
(x)
|
|
2000A
|
19,388
|
-3,308
|
-1.13
|
-14.15
|
10,039
|
10.66
|
9.12
|
0.65
|
|
2001E
|
21,992
|
-3,539
|
-1.21
|
-13.22
|
11,679
|
9.18
|
8.05
|
0.74
|
|
2002F
|
24,180
|
-773
|
-0.26
|
-60.50
|
11,846
|
8.70
|
10.52
|
0.89
|
|
2003F
|
26,300
|
1,571
|
0.54
|
29.79
|
14,118
|
6.76
|
13.81
|
1.38
|
|
Source: Company data, Yuanta research
|
การเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของบริษัทฯ
ส่วนหนึ่งมาจากการประเมินมูลค่าของบริษัทลูกอย่าง UBC (40.96%) และ CP
Orange (41%) ด้วยหลักของความปลอดภัย (Conservative) นอกจากนั้น มูลค่าตามวิธีคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต
(DCF) สำหรับธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน (Fixed line) เองก็ลดลง จากศักยภาพการทำกำไรที่ต่ำลงจากการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
|
TA Break-up NAV
|
|
|
|
|
|
|
Holding
|
No of share
|
Target/Market
|
Equity value
|
|
|
(%)
|
(shares,mn)
|
(Bt/share)
|
(Bt,mn)
|
|
Telephone service
|
100.00%
|
3,232.50
|
n/a
|
58,177.26
|
|
UBC
|
40.96%
|
303.35
|
15.00
|
4,550.21
|
|
FLAG
|
10.92%
|
14.63
|
182.00
|
2,662.66
|
|
CP Orange
|
41.00%
|
615.00
|
n/a
|
8,407.05
|
|
|
|
Total equity value
|
80,289.36
|
|
|
|
No of TA's share
|
3,232.50
|
|
|
|
Break-up value
|
24.84
|
ถึงแม้ว่า บริษัทฯต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่เราเชื่อว่า TA จะยังมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง
จากกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย, ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น
22.6% จากปี 2543 เป็น 11,679 ล้านบาทในปีนี้ อีกทั้งเมื่อหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายลงทุน
(CAPEX) แล้ว TA ยังมีกระแสเงินสดอิสระสูงถึง 2,158 ล้านบาท เพื่อใช้ในการชำระหนี้ต่อไป
ล่าสุด TRIS บริษัทจัดอันดับเครดิตให้เกรด
BBB สำหรับหุ้นกู้ประเภทไม่ด้อยสิทธิและมีผู้ค้ำประกันของ TA ซึ่งคาดว่าจะทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป
โดยมีวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นแล้วทั้งสิ้น 36,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับอันดับเครดิตของ ADVANC (AA-) และ TAC (BBB+)
แล้วเราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับหุ้นกู้ TA น่าจะอยู่ที่ 6-7% โดยหุ้นกู้ดังกล่าวจะนำมา
Refinance เงินกู้ต่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
(มีเอกสารแนบ)
|
Key figures revision
|
|
|
|
|
Description
|
Unit
|
2001-TA
|
2001-Yuanta
|
2002-Yuanta
|
|
Revenue
|
Bt,mn
|
22,490
|
21,992
|
24,180
|
|
% YoY
|
|
16.00%
|
13.43%
|
9.95%
|
|
EBITDA
|
Bt,mn
|
12,047
|
11,679
|
11,846
|
|
Lines billed
|
|
|
|
|
|
-Fixed line
|
000 lines
|
1,769
|
1,725
|
1,875
|
|
-PCT
|
000 lines
|
540
|
459
|
609
|
|
ARPU
|
|
|
|
|
|
-Fixed line
|
Bt/unit/mth
|
655
|
652
|
639
|
|
-PCT
|
Bt/unit/mth
|
491
|
461
|
484
|
|
CAPEX
|
Bt,mn
|
2,753
|
2,000
|
2,000
|
|
Source : Company data, Yuanta research
|
- GRAMMY
< 79.50 บาท : ถือ > ยังต้องใช้เวลาก่อนที่จะเห็นการฟื้นตัว
จากการประชุมนักวิเคราะห์ที่บริษัท แกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์
(GRAMMY) เมื่อวานนี้ เราเชื่อว่า บริษัทยังต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการปรับกลยุทธ์และสามารถมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง
เรามีการปรับประมาณการกำไรของบริษัทในปีนี้และปีหน้าลง 37% และ 35% ตามลำดับ
เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างน่าผิดหวังในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมาประกอบกับธุรกิจเพลงซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท
มีการเติบโตน้อยจากปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเราคาดว่ารายได้รวมของบริษัทจะเพิ่มขึ้น
10% จากยอดขายเพลงที่ไต้หวันที่คาดว่าจะเติบโตมาก แต่กำไรสุทธิน่าจะปรับตัวลดลง
29% เนื่องจากธุรกิจเพลงในไต้หวันซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำ
สำหรับธุรกิจวิทยุ เราคาดว่าจะมีการขยายตัว 18% โดยมีสาเหตุมาจาก GRAMMY
มีสถานีวิทยุเพิ่มอีก 1 สถานีรวมทั้งมีการปรับขึ้นค่าโฆษณาสำหรับคลื่นกรีนเวฟตั้งแต่ต้นปี
ธุรกิจที่คาดว่าจะมีการฟื้นนตัวคือ ธุรกิจเพลงในไต้หวัน อินเตอร์เนท และร้านค้าปลีกซึ่งคาดว่าจะสามารถคุ้มทุนได้ในไตรมาสที่
4 ปีนี้ นอกจากนั้น GRAMMY ยังมีแผนจะแตกพาร์และซื้อหุ้นคืน (Treasury
stock program) ซึ่งอาจจะเป็นตัวผลักดันราคาหุ้นในระยะสั้น แม้ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะยังคงไม่ฟื้นตัว
แต่ราคาหุ้นได้ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เราคงแนะนำ ถือ
(มีเอกสารแนบ)
GRAMMYs earnings summary
|
As of
|
Net Profit
|
EPS
|
Growth
|
PER
|
OCF
|
EV/EBITDA
|
P/BV
|
|
Dec.
|
(Bt mn)
|
(Bt)
|
%
|
(x)
|
(Bt mn)
|
(x)
|
(x)
|
|
1999
|
241
|
4.83
|
1%
|
16.47
|
391
|
4.80
|
1.14
|
|
2000
|
317
|
6.34
|
31%
|
12.54
|
337
|
2.86
|
1.20
|
|
2001F
|
226
|
4.51
|
(29%)
|
17.62
|
414
|
3.84
|
1.28
|
|
2002F
|
265
|
5.31
|
18%
|
14.97
|
299
|
3.65
|
1.31
|
|
2003F
|
324
|
6.48
|
22%
|
12.27
|
487
|
3.14
|
1.34
|
|
2004F
|
393
|
7.86
|
21%
|
10.11
|
357
|
3.13
|
1.38
|
Source : Yuanta estimates
- RCL <34.25
บาท : ซื้อ> หุ้นที่มีมูลค่าสูงพร้อมมีการเติบโตของรายได้ในระยะสั้นที่แข็งแกร่ง
บทสรุปการวิเคราะห์ครั้งแรกของเราในหุ้นบมจ. อาร์ ซี แอล
(RCL) ก็คือ เราแนะนำให้ ซื้อ ด้วยเหตุผลสองประการด้วยกัน ประการแรก
หุ้น RCL ยังนับว่ามีราคาถูกมาก แม้ว่าราคาจะได้ปรับตัวขึ้นมา 34% จากสามเดือนที่แล้ว
จากการคาดการณ์ผลกำไรของเรา คาดว่า ณ สิ้นปีนี้ RCL จะมี EV/EBITDA เท่ากับ
5.14 เท่า และ P/BV 0.42 โดยราคาหุ้น RCL ยังต่ำกว่าราคาเป้าหมายของเราตามวิธีคิดลดกระแสเงินสดที่
78 บาทต่อหุ้นอยู่อีก 54.8% ประการที่สอง บริษัทมีผลการดำเนินงานในไตรมาส
2/44 ที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดยมีผลกำไรที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 36% เทียบกับไตรมาส
2/43 ทั้งนี้เราคาดว่า ผลกำไรรวมทั้งปีนี้ของ RCL จะอยู่ที่ 193 ล้านบาท
แม้บริษัทจะมีความเชี่ยวชาญพิเศษในธุรกิจการเดินเรือในภูมิภาคนี้
และการให้บริการระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย แต่ก็แน่นอนว่า RCL จะต้องได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการส่งออก
ของประเทศในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้าง อย่างไรก็ตาม บริษัทก็สามารถรักษาระดับการเติบโตของผลกำไรไว้ได้
โดยผ่านการขยายธุรกิจการให้บริการขนส่งสินค้าโดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัทเอง
ที่เรียกว่า Carrier-Owned-Container (COC) ตลอดจนการพยายามลดภาระหนี้
และการใช้การเช่าเรือเพื่อรองรับความต้องการบริการที่เพิ่มขึ้นแทนการซื้อเรือ
โดยRCL ตั้งเป้าที่จะหยุดงบประมาณในการลงทุนไว้ก่อนไปจนถึงอีก 1-2 ปีข้างหน้า
เพื่อให้ระดับภาระหนี้ลดลง โดยธรรมชาติแล้ว RCL เป็นบริษัทที่จะได้รับผลกระทบเมื่อเงินบาทอ่อนค่า
จากที่รายได้และสินทรัพย์ส่วนใหญ่อิงกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ 60%
ของต้นทุนของกิจการเป็นเงินบาทและดอลลาร์สิงคโปร์ ดังนั้น นักลงทุนควรจะพิจารณางบการเงินของ
RCL ที่อยู่ในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐประกอบด้วย ไม่ใช่พิจารณาเพียงงบการเงินที่อยู่ในรูปเงินบาทเท่านั้น
โดยในงบการเงินที่แปลงเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐนั้น RCL มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนเท่ากับ
1.16 เท่า เทียบกับ 2.28 เท่า ในงบการเงินที่อยู่ในรูปเงินบาท นอกจากนี้หุ้นยังซื้อขายกันอยู่ที่เพียง
0.21 เท่าเมื่อพิจารณาจากมูลค่าทางบัญชีตามงบที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งเป็นสิ่งที่สนับสนุนต่อเหตุผลประการแรกของเราที่ว่า หุ้น RCL นับเป็นหุ้นที่มีราคาถูกมาก
(มีเอกสารแนบ)
สรุปประเด็นวันนี้
- ( - ) นักลงทุนต่างชาติเมื่อวานกลับทิศมาเป็นกลุ่มขายสุทธิ
600 ล้านบาท โดยเฉพาะกองทุนขายหนักถึง 498 ล้านบาท ซึ่งค่อนข้างผิดหวังต่อตลาด
อย่างไรก็ตามรวม 5 วัน ต่างชาติยังซื้อสุทธิ 2,526 ล้านบาท
- ( - ) ตลาดหุ้นสหรัฐทรุดยังทรุดหนัก โดยปัจจัยหลักยังเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว
ความกังวลผลประกอบการ เช่นเดียวกับเศรษฐกิจของโลกที่ IMF ได้ปรับลดตัวเลขการคาดการณ์ลง
- ( - ) ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่เหลือ
1.5-2% จากปัญหาการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก
- ( + ) ประเด็นข่าวเรื่องการตั้งกองทุน Matching Fund
ซึ่งปัจจุบัน มี Government of Singapore Investment Corp (GIC) ได้เข้ามาร่วมเจรจา
ตั้งกองทุน รวมถึง ประเทศบรูไน และ จีน แสดงความสนใจในกองทุนดังกล่าว
- ( + ) ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวในลักษณะทรงแข็ง สะท้อนถึงเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทย
และ ยังช่วยหนุนหุ้นกลุ่มสื่อสารจากภาวะหนี้ต่างประเทศสูง และ อุปกรณ์กลุ่มสื่อสารต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
โดยหุ้นในกลุ่มสื่อสารที่เราแนะนำคือ TA, SHIN,UCOM
- ( + ) สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ - ก.ล.ต. - ตลาดหลักทรัพย์ฯ
ประชุมกำหนดค่าคอม 30 ส.ค. นี้ วางกรอบค่านายหน้าใหม่เป็นคงที่ สำหรับหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ที่เราแนะนำ
คือ AST, CNS
- ( - ) ปัจจัยอื่นๆ ยังไม่มีพัฒนาการด้านบวก โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ
นอกจากยังไม่ฟื้นแล้ว ยังมีความเปราะบางอยู่
ความเห็น/แนวโน้มตลาด
: ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานยังสามารถไต่ระดับขึ้นได้ต่อสวนภาวะตลาดหุ้นอื่นๆ
แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะทรุดหนักทั้งดาวโจนส์ และแนสแด็ก รวมถึงตลาดหุ้นในแถบเอเชีย
ก็ล้วนทรุดตามตลาดหุ้นสหรัฐ แต่เมื่อวาน SET ยังสามารถไต่ระดับขึ้นเป็นบวกได้ต่ออีก
2.53 จุด ขึ้นไปปิดที่ 338.02 ท่ามกลางวอลุ่มการซื้อขายที่ยังหนาแน่นถึง
14,396 ล้านบาท กลุ่มที่นำตลาดเมื่อวานคือ แบงก์ (+2.4%) และ ไฟแนนซ์ (+2.9%)
แนวโน้มตลาดในวันนี้ ตัวแปรที่ยังเป็นอุปสรรคต่อตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงนี้เห็นจะเป็นปัจจัยต่างประเทศ
ที่ส่วนใหญ่ล้วนประสบปัญหา แต่ตลาดหุ้นไทยตัวแปรที่ยังช่วยหนุนตลาดหุ้นในช่วงนี้คือ
(1) การตั้งกองทุน Matching Fund (2) การกลับทิศมาซื้อของนักลงทุนต่างชาติจาก
Short-Covering (3) การแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ตลาดยังพอเล่นเก็งกำไรได้ต่อ
ภายใต้ภาวะตลาดหุ้นกำลังร้อนแรงวอลุ่มการซื้อขายหนาแน่นเกินกว่าหมื่นล้านบาท
หุ้นประเภท High Beta หรือ เคลื่อนไหวตามตลาดได้ดี เช่น แบงก์ และ ไฟแนนซ์
จะยังเป็นกลุ่มที่ตลาดให้ความสนใจเข้ามาเก็งกำไร โดยหุ้นแบงก์หลักที่เราแนะนำยังเป็น
BBL, SCB สำหรับกลุ่มเงินทุนหลักทรัพย์ เนื่องจากวอลุ่มการซื้อขายหนาแน่นมากกว่าหมื่นล้านบาทติดต่อกันมาหลายวัน
ดังนั้น หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์จึงเป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์สูง รวมถึงกระแสข่าวที่จะมีการกำหนดค่าคอมฯขั้นต่ำจึงยังเป็นแรงส่งหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์อีก
โดยหุ้นในกลุ่มเงินทุนหลักทรัพย์ที่เราแนะนำได้แก่ KK, NFS, AST, CNS
ส่วนกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทคือ กลุ่มสื่อสาร หุ้นที่เราแนะนำ
เช่น SHIN, TA, UCOM กลุ่มพัฒนาที่ดิน ตัวหลักๆยังเป็น QH, GOLD,
NOBLE, SAMCO ที่ปรับโครงสร้างทุนแล้ว กลุ่มอื่นๆ เช่น TASCO
นอกจากนี้หุ้นพรีเมี่ยมกระดานต่างประเทศน้อย เช่น SCB-F, SCB-Q, SHIN-F
ในวันนี้เราประเมินกรอบแนวรับที่บริเวณ 333-335 ส่วนแนวต้านแรกที่ 340-342
ก็ผ่านได้ก็จะมีเป้าหมายต่อไปที่ 347-350
| กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง |
| |
|