หน้าหลัก

          ดาวน์โหลดบทวิจัย

          กระแสข่าว/กลยุทธ์

          บทวิเคราะห์

          วิเคราะห์เทคนิค

          VDO SQUAWK

          สรุปหุ้นแนะนำ

          วอร์แรนท์

          วิเคราะห์รายหุ้น

          ผลประกอบการ

          ปฎิทินหุ้น

          เชื่อมเวบไซต์อื่น

          เศรษฐกิจและอื่นๆ

          ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ

          อัตราแลกเปลี่ยน

          ตลาดล่วงหน้า

 
         YUANTA RESEARCH CENTER
English

            กระแสข่าว / กลยุทธ์

5 เมษายน 2544
บทวิเคราะห์
ข่าวกระทบทิศทางตลาด
  • ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีซุกหุ้นของ “พ.ต.ท. ทักษิณ” ครั้งต่อไปวันที่ 10 เมษายน

เมื่อวานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์พิจารณากรณีที่คณะกรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งเรื่องให้วินิจฉัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จงใจปกปิดการยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินเป็นวันที่สอง ซึ่งทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ซักค้าน นายกล้านรงค์ จันทิก เลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะตัวแทน ป.ป.ช. เมื่อพิจารณาจากหนังสือพิมพ์ต่างๆระบุว่า นายกล้านรงค์ เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้เตรียมตัวมาดี ทำให้ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิน ดูเสียเปรียบ หลังจากผ่านมาได้สองวัน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ทนายไม่มีความชำนาญ เพราะเป็นทนายในศาลปกติ ศาลรัฐธรรมนูญกับศาลปกติไม่เหมือนกัน คงต้องซักซ้อมวิธีการใหม่ แต่หลายฝ่ายก็มองว่า ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการที่จะชักค้านเพื่อให้คดียืดเยื้อ สำหรับสื่อมวลชนต่างประเทศ เช่น รอยเตอร์, เอเอฟฟี, ซีเอ็นเอ็น ได้วิเคราะห์ว่าคดีนี้จะยืดเยื้อกินเวลาอย่างน้อย 1 ปี หรือ 1 ปี ครึ่ง

สำหรับการนัดซักค้านพยานของ ป.ป.ช. ครั้งต่อไปวันที่ 10 เมษายน และ ในวันที่ 4, 15, 17 และ 22 พฤษภาคม จะเป็นการสืบพยานของฝายผู้ถูกร้อง

  • กระทรวงการคลังเปิดเผยเดือนมีนาคมเกินดุลการค้า400ล้านเหรียญ

นายสมใจนึก เองตระกูล ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาวะการค้าเดือนมีนาคมตัวเลขในเบื้องต้น การส่งออกมีมูลค่า 5.36-5.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการนำเข้าอยู่ในระดับ 4.9-5.0 พันล้านเหรียญส่งผลให้การเกินดุลการค้าในเดือนมีนาคมประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ที่มีการเกินดุล 92 ล้านเหรียญสหรัฐอย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมรวบจากสถิติ 28 วัน เชื่อว่าในส่วนของ 3 วันที่เหลือตัวเลขปรับเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย

ความเห็น : เราเห็นว่ากระทรวงการคลังคงต้องการออกมาเรียกความเชื่อมั่นจึงรีบออกมาแถลงว่า ตัวเลขดุลการค้าเดือนมีนาคมเกินดุลถึง 400 ล้านเหรียญ เพราะภาวะในปัจจุบัน การขาดความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงภาวะการส่งออกที่ชะลอตัวลงมาก จนทำให้ดุลการค้าขาดดุลในเดือนมกราคม และ เกินดุลเล็กน้อยในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ค่าเงินบาททรุดหนักจนทำสถิติต่ำสุดใหม่อย่างต่อเนื่องในรอบ 3 ปี อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเป็นเพียงต้นเดือน ซึ่งโดยปกติตัวเลขเศรษฐกิจจะต้องใช้เวลาในการรวบรวมเอกสารยาวนาน และ ปกติกระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้แถลง ดังนั้น ตัวเลขดังกล่าวข้างต้นจึงมีโอกาสที่จะคลาดเคลื่อนสูง อย่างไรก็ตามตัวเลขการส่งออกเดือนมีนาคมที่ระดับ 5.36-5.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ยังเป็นตัวเลขที่ติดลบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเท่ากับ 4% และ หากจะเทียบกับเป้าหมายที่จะต้องส่งออกใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ที่ตั้งเป้าหมายไว้เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2544 เท่ากับ 76,480 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 9.46% หรือคิดเป็น 6,373 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน แล้วตัวเลขการส่งออกในช่วง 3 เดือนแรกยังต่ำกว่าเป้าหมายมาก ดังนั้น ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐ และญี่ปุ่น ได้เริ่มส่งผลด้านลบต่อไทยชัดเจนมากขึ้นในไตรมาสแรก

  • มูดี้ส์ แสดงความวิตก สถาบันการเงินที่ยังอ่อนแอ และ ปัญหาเศรษฐกิจของโลก

พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเข้าพบของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อมูดี้ส์ อินเวอร์เตอร์ เมื่อวาน (4เมษายน) มูดี้ส์แสดงความวิตกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่มาจากปัจจัยภายนอกและปัญหาภายใน โดยเฉพาะปัญหาของสถาบันการเงินที่ยังอ่อนแอ ทั้งนี้บริษัทมูดี้ส์จะปรับอันดับความน่าเชื่อถือของไทยเพิ่มหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการมองความจริงทั้งระบบว่าภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างไร

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าหลังจากเจ้าหน้าที่ของบริษัทมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเข้าพบนายกรัฐมนตรีแล้ว นายกได้ชี้แจงถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ทางมูดี้ส์มีท่าทีที่พอใจ และเข้าใจในนโยบายของรัฐบาลมากขึ้น โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน โดยการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย(ทีเอเอ็มซี) และการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับรากหญ้า สำหรับการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินโดยการจัดตั้งทีเอเอ็มซี จะช่วยให้สถาบันการเงินแข็งแกร่งขึ้นเพราะ ธนาคารไม่ต้องตั้งสำรองเพิ่มและสามารถลดส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากลงมาได้ จึงเชื่อว่าการจัดอันดับความเชื่อถือในภาคสถาบันการเงินของมูดี้ส์จะดีขึ้น

ความเห็น : เมื่อเทียบอันดับประเทศไทยกับประเทศอื่นๆแถบเอเชีย ปรากฏว่า อันดับของไทยดีกว่าเพียงสามประเทศ คือ เวียดนาม อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ สมมติหากให้มีการเพิ่มอันดับประเทศไทยขึ้นไปอีก 1 ขั้น ก็จะมีอันดับเท่ากับประเทศมาเลเซีย และ เกาหลีใต้ แต่เมื่อดูฐานะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแล้ว ดูด้อยกว่าประเทศมาเลเซีย และ เกาหลีใต้ ดังนั้น เราคาดหมายว่าหลังจากที่ มูดี้ส์ เข้ามาเก็บตัวเลขประเทศไทยเสร็จ จะยังคงอันดับเรทติ้งไว้ที่ระดับเดิม

เปรียบเทียบอันดับเครดิตไทยเทียบกับประเทศแถบภูมิภาคนี้

Country

BONDS and NOTES

BANK DEPOSITS

 

Long-Term

Short-Term

Long-Term

Short-Term

China

A3

P-2

Baa1

P-2

Hong Kong

A3

P-1

A3

P-1

Indonesia

B3

NP

Caa1

NP

Japan

Aa1

P-1

Aa1

P-1

Korea

Baa2

P-3

Baa3

P-3

Malaysia

Baa2

P-3

Baa3

P-3

Philippines

Ba1

NP 

Ba2

NP

Singapore

Aa1

P-1

Aa1

P-1

Taiwan

Aa3

P-1

Aa3

P-1

Thailand

Baa3

NP

Ba1

NP

Vietnam

B1

NP 

B3

NP

  • ตลาดหุ้นสหรัฐไร้ทิศทาง ตลาดยังกังวลเศรษฐกิจผลประกอบการ

การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืน แกว่งตัวแบบไร้ทิศทางเมื่อคืน โดยทั้งดัชนีดาวโจนส์ และ แนสแด็ก มีการเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวกและแดนลบ จากการที่ตลาดยังกังวล แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อผลประกอบการ จนมีบริษัทส่วนใหญ่ออกมากล่าวเตือนถึงแนวโน้มผลประกอบการ โดยเมื่อคืน ดัชนีดาวโจนส์ ปิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 29 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 9,515 แต่ดัชนีแนสแด็กทรุดลงต่อ 34 จุด หรือ 2.04% ปิดที่ 1,638

ข่าวกระทบทิศทางหุ้น
  • PPPC < 39.00 บาท : ซื้อ > ข่าวลือกลับมาอีกครั้ง

เมื่อวานนี้หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้ลงข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้าในการซื้อหุ้นบมจ. ฟินิคซ พัลพ์ แอนด์ เพเพอร์ (PPPC) ของทางบมจ. เยื่อกระดาษสยาม (SPP) ซึ่งเป็นบริษัทที่ทางบมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ถือหุ้นใหญ่อยู่ 92% ว่าขณะนี้ทางผู้บริหารของทาง SPP ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ในเรื่องนี้ แต่ได้มีการศึกษาถึงการสร้างโรงงานผลิตเยื่อกระดาษแห่งใหม่ขนาดกำลังการผลิต 1.5 – 2 แสนตันต่อปีโดยที่มีที่ดินและระบบสาธารณูปโภคเรียบร้อยแล้วควบคู่ไปกับการติดต่อซื้อหุ้น PPPC ซึ่งผู้บริหารได้บอกว่าถ้าแผนไหนเสร็จก่อนก็จะดำเนินการตามแผนนั้น จากข่าวดังกล่าวสามารถมองได้ 2 ประเด็นคือ 

1) SPP ต้องการที่จะสร้างโรงงานผลิตเยื่อกระดาษกำลังการผลิต 2 แสนตันต่อปีขึ้นมาเองเพื่อ supply ให้กับทางโรงงานกระดาษในกลุ่มโดยที่จะสามารถควบคุมต้นทุนได้เองอีกด้วย โดยในปัจจุบัน PPPC ได้ supply เยื่อกระดาษให้กับทาง PPPC อยู่ปีละ 1 แสนตันคิดเป็น 50% ของกำลังการผลิต ซึ่งถ้า SPP ตัดสินใจสร้างโรงงานจริง PPPC ก็จะมีความเสี่ยงในเรื่องของรายได้ทันที 

2) เป็นการกดดันให้ทางผู้ถือหุ้นใหญ่ของ PPPC ซึ่งได้แก่ Ballarpur Group ซึ่งถือหุ้นอยู่ 24.98% และธนาคารกสิกรไทย (TFB) ที่ถือหุ้น 19.84% ที่มีข่าวก่อนหน้านี้ว่าสนใจจะขายหุ้นให้กับทาง SPP ให้รีบตัดสินใจในเรื่องของราคาขายหุ้น PPPC และยังเป็นการกดราคาไปในตัวด้วย 

ในส่วนของราคาเยื่อกระดาษในตลาดโลกอ่อนตัวลงมามากมาอยู่ที่ระดับราคา 370 เหรียญสหรัฐต่อตันโดยที่ถ้าราคาเฉลี่ยทั้งปีของเยื่อกระดาษอยู่ระดับนี้จะทำให้ ผลกำไรของ PPPC จะลดลงประมาณ 35% ในปีนี้เทียบกับราคาเยื่อกระดาษเฉลี่ยของปีที่แลัวที่ 575 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่เรายังมองว่าราคาของเยื่อกระดาษจะมีการปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่บางรายมีการปรับลดกำลังการผลิตลง อย่างไรก็ตามจากการคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมตามวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) เราได้มูลค่าที่เหมาะสมของ PPPC อยู่ที่ 64 บาทซึ่งมี upside อยู่ 39% ดังนั้นเรายังคงแนะนำ “ซื้อ”

  • SCC < 258 บาท : ซื้อ > หุ้น SCC น่าสนใจมากขึ้นภายหลังการอ่อนค่าของเงินบาท

ในอดีต ราคาหุ้นบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย ถูกผลักดันจากการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ มากกว่าที่จะถูกผลักดันจากปัจจัยพื้นฐานในเรื่องปูนซิเมนต์ ปิโตรเคมี หรือกระดาษ

SCC เริ่มจะกลายเป็นผู้ได้รับผลจากเงินบาทที่อ่อนค่าจากที่ธุรกิจกระดาษ และปิโตรเคมีซึ่งมีราคาที่อิงกับเงินสกุลดอลล่าร์ ขณะที่บริษัทได้ลดความเสี่ยงของภาระหนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศลง เมื่อปลายปีที่แล้วภาระหนี้ต่างประเทศของบริษัทเป็นเพียง 15.5% ของภาระหนี้รวม และในส่วนของภาระหนี้ต่างประเทศทั้งหมด เป็นเงินสกุลดอลลาร์น้อยกว่าครึ่งซึ่งพอๆกันกับภาระหนี้ที่เป็นสกุลเงินเยน เมื่อวานนี้ผู้บริหารบมจ.ปูนซิเมนต์ไทยก็ได้ประกาศว่าได้ทำประกันความเสี่ยงไปแล้วถึง 85% หรือเป็นเงิน 570 ล้านดอลลาร์ ของภาระหนี้ต่างประเทศรวมจำนวน 670 ล้านดอลลาร์

เงินบาทอ่อนค่า การลดลงของราคาปิโตรเคมีและกระดาษ และแรงเทขายจากนักลงทุนต่างประเทศจำนวนมากเมื่อเร็วๆนี้ ได้ผลักดันให้ราคาหุ้น SCC ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 258 บาทต่อหุ้น แม้ว่าเราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีข่าวดีใดๆอีก ที่จะผลักดันราคาหุ้นในระยะสั้น แต่หุ้น SCC ก็นับว่ามีความน่าสนใจในแง่ปัจจัยพื้นฐาน ในอดีตหุ้น SCC มีแนวรับที่แข็งแกร่งที่ระดับราคาต่ำกว่า 250 บาท ราคาหุ้นปัจจุบันที่ 258 บาทนี้ต่ำกว่าราคาตามวิธีคิดลดกระแสเงินสดของเราที่ 582 บาทต่อหุ้นถึง 56% เราเชื่อว่านักลงทุนที่ซื้อหุ้น SCC ในขณะนี้จะได้รับผลตอบแทนจากการฟื้นตัวของราคาปิโตรเคมีและราคากระดาษในอีก 6 เดือนข้างหน้า ดังนั้นเราจึงเปลี่ยนคำแนะนำจาก ขาย เป็น ซื้อ (กดที่นี่เพื่ออ่านรายละเอียดบทวิเคราะห์)

  • KTT <1.60 บาท : ขาย> คาดตั้งโต๊ะรับซื้อที่ราคา 1.3566 บาท ประมาณกลางเดือนพ.ค.

หลังจากที่บริษัทเงินทุนกรุงไทยธนกิจ (KTT) ได้เปิดดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลากว่า 30 ปี (ก่อตั้งปี 2512) ตอนนี้ก็ใกล้เวลาที่ต้องปิดฉากลงแล้ว ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทคือธนาคารไทยธนาคาร (BT) เตรียมทำคำเสนอซื้อหุ้น KTT ที่เหลืออยู่ประมาณ 15 ล้านหุ้นที่ราคา 1.3566 บาท/หุ้น ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นประมาณกลางเดือนพ.ค.นี้ เพราะการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 12 เม.ย.นี้ ถ้าไม่น้อยกว่า 75% ของหุ้นที่ออกจำหน่ายเห็นด้วยและผู้คัดค้านมีไม่เกิน 10% ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติให้เพิกถอนหุ้น KTT ออกจากตลาดหลักทรัพย์ (ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะ BT ถือ KTT อยู่ 98.62%) และหลังจากนั้นก็ต้องส่งเรื่องให้ตลาดฯพิจารณาอีกที ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน นั่นหมายความว่าการตั้งโต๊ะรับซื้อคืนน่าจะเกิดขึ้นประมาณกลางเดือนพ.ค. ก่อนที่จะเพิกถอนออกจากตลาดฯ

เม็ดเงินสุทธิที่นักลงทุนที่ถือหุ้น KTT จะได้รับหลังจากหักค่าธรรมเนียม 0.25% และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% คือ 1.353 บาท/หุ้น ดังนั้นแทนที่จะถืออีกเดือนกว่าเพื่อรอทำเทนเดอร์ ซึ่งราคาที่รับซื้อก็ต่ำกว่าราคาปิดเมื่อวานนี้ที่ 1.60 บาท เราจึงแนะนำให้ “ขายทิ้งในกระดาน” ดีกว่าที่สำคัญอย่าไปเชื่อข่าวลือที่ว่าจะยังสามารถแลกหุ้น KTT เป็น BT ได้อีก

มีคำถามว่าถ้าไม่อยากขายในกระดานตอนนี้และก็ไม่อยากทำเทนเดอร์ จะรอขายเมื่อบริษัทเลิกกิจการจะดีไหม? ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจก่อนว่าปัจจุบันนี้ KTT หยุดทำธุรกิจหลักแล้ว เหลือเพียงแต่เหลือธุรกรรมสามอย่างที่ต้องทำ (ติดตามเรียกเก็บลูกหนี้เช่าซื้อ การเป็นตัวแทนแลกตั๋วสัญญาใช้เงินของ 16 สถาบัน และการตามเก็บหนี้หลักทรัพย์ที่มีปัญหา) ซึ่งธุรกรรมทั้งหมดคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2546 บริษัทไอเอฟซีที แอดไวเซอร์รี่ ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ KTT คำนวณมูลค่าของ KTT เมื่อเลิกกิจการตามวิธีมูลค่าปัจจุบันกระแสเงินสด (DCF) ได้ 1.98-2.16 บาท/หุ้น (ที่อัตราส่วนลด 15-25%) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Liquidation value ภายใต้สมมติฐานหลักคือหนี้ที่เหลืออยู่จะตามเก็บได้ประมาณ 30-40% ดังนั้นบางคนอาจอยากจะรออีก 2 ปี เพื่อจะได้ขายคืนที่ระดับราคาดังกล่าวซึ่งสูงกว่าทั้งราคาตลาดในตอนนี้และราคาเทนเดอร์ แต่เราไม่แนะนำเพราะมีโอกาสที่ DCF จะต่ำกว่าที่ประเมินได้ เนื่องจากปริมาณหนี้ที่เก็บได้น้อยกว่าที่คาดไว้ (จากทั้งลูกหนี้ตั้งใจจะเบี้ยวและพนักงานเองก็ขาดแรงจูงใจที่จะตามหนี้ เพราะบริษัทจะเลิกกิจการแล้ว) และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครการันตีว่าจะขายได้ที่ราคาดังกล่าวอย่างแน่นอน สรุปเราแนะนำให้ขายทิ้งในกระดานในตอนนี้ แต่ถ้าขายไม่ได้ก็ไปรอทำเทนเดอร์ที่ 1.3566 บาท ดีกว่ารอจนกระทั่งบริษัทเลิกกิจการ (กำขี้ดีกว่ากำตด)

รายละเอียดการทำคำเสนอซื้อหุ้น KTT

ผู้ทำคำเสนอซื้อ

:

BT

ราคาเสนอซื้อ (บาท/หุ้น)

:

1.3566 (1.353 สุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย)

จำนวนหุ้น (หุ้น)

:

14,888,851 (คิดเป็น 1.38% ของทุนจดทะเบียน)

ประชุมผู้ถือหุ้น

:

12 เม.ย.

เวลาในการทำคำเสนอซื้อ

:

ยังไม่ได้กำหนด แต่คาดประมาณกลางเดือนพ.ค.

กลยุทธ์การลงทุน

สรุปประเด็นวันนี้

  • ( + ) กระทรวงการคลังเปิดเผยตัวเลขดุลการค้าเดือนมีนาคมเบื้องต้นเกินดุลดีขึ้นมาเป็น 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ( - ) มูดี้ส แสดงความวิตก สถาบันการเงินที่ยังอ่อนแอ และ ปัญหาเศรษฐกิจของโลก ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทย
  • ( - ) แนวโน้มตลาดหุ้นทั่วโลกตกต่ำ จากปัญหาเศรษฐกิจของสองประเทศยักษ์ใหญ่ คือ สหรัฐ, ญี่ปุ่น และของโลก
  • ( - ) ค่าเงินบาทอ่อนค่าทดสอบระดับ 45.5 บาทต่อดอลลาร์ ทำสถิติอ่อนสุดในรอบ 3 ปี ตามการอ่อนค่าของค่าเงินในแถบภูมิภาคนี้, การชำระหนี้ของเอกชน และ ปัญหาการส่งออกของไทย
  • ( - ) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่ออีก 162 ล้านบาท รวมตั้งแต่ วันที่ 26 ม.ค. 44 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวมกันเท่ากับ 9,118 ล้านบาท
  • ( - ) การพิจาณาคดี กรณี “พ.ต.ท.ทักษิณ” ซุกหุ้น เมื่อ วันที่ 3-4 เมษายน ดูแล้วฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ค่อนข้างเสียเปรียบ หลังจาก เลขาธิการ ป.ป.ช. มีการเตรียมตัวมาอย่างดี แต่หลายฝ่ายคาดหมายว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาคดีถึง 1-2 ปี
  • ( - ) ปัจจัยอื่นๆ ยังไม่มีพัฒนาการด้านบวก โดยเฉพาะ ปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากยังไม่ฟื้นแล้ว ยังมีความเปราะบางอยู่

ความเห็น/กลยุทธ์ : ตลาดหุ้นเมื่อวานทรุดหนัก 6.41 จุด ลงไปปิดที่ 279.16 มูลค่าการซื้อขาย 3,421 ล้านบาท ปัจจัยที่กดดันต่อตลาดหุ้นไทยหนักเมื่อวานยังเป็นเรื่อง การอ่อนค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่อง, การทรุดหนักของตลาดหุ้นทั่วโลกตามตลาดหุ้นสหรัฐ และ ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหลายๆฝ่ายได้ออกมาวิพากวิจารณ์เศรษฐกิจในเชิงลบ

ตลาดหุ้นในช่วงนี้ยังถูกกดดันจาก มูดี้ส์กล่าวเตือนปัญหาเศรษฐกิจไทย, การอ่อนค่าของเงินบาทตามภูมิภาคนี้, ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหลายๆฝ่ายได้ออกมาวิพากวิจารณ์ปัญหาในเชิงลบ รวมถึงความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นต่างประเทศ ซึ่งล้วนตกต่ำหนัก วันนี้ เราประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET ลดลงมาเป็นระหว่าง 275-285

 

         YUANTA Stock Picks :
  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เราแนะนำให้ “ซื้อเก็งกำไร” ในหุ้นที่มี Upside จากการเกิดขึ้นของ TAMC เรียงตามลำดับดังนี้ BAY (ราคาเป้าหมาย 31 บาท) BBL (ราคาเป้าหมาย 89 บาท) TFB (ราคาเป้าหมาย 45 บาท) SCB (ราคาเป้าหมาย 41 บาท ) TMB (ราคาเป้าหมาย 12 บาท)
  • กลุ่มเพาณิชย์ แม้ว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวบ้าง แต่เรายังเชื่อว่า MAKRO และ BIGC จะยังสามารถดำเนินงานไปได้ด้วยดี เนื่องจากมีตลาดเฉพาะกลุ่มและมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการเน้นขายสินค้าที่เป็นตราของตนเองมากขึ้น เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ทั้ง MAKRO และ BIGC
  • กลุ่มสื่อสาร เราแนะนำให้ปรับลดน้ำหนักลงทุนสำหรับธุรกิจในกลุ่มสื่อสารจาก “ลงทุนสูงกว่าตลาด” (Overweight) เป็น “ลงทุนตามตลาด” (Neutral) เนื่องจาก 2 ปัจจัยลบที่สำคัญ คือ 1) ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวเทียบกับดอลล่าร์ และ 2) ความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ก.ท.ช.) อย่างไรก็ตาม เรายังแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ ADVANC และ UCOM จากการขยายตัวของฐานลูกค้า สำหรับ TA ยังเป็น “ซื้อ” เช่นกัน ถึงแม้ว่า TA จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการอ่อนตัวของค่าเงินบาท ขณะที่ SATTEL ยังเป็นคำแนะนำ “ซื้อ” จากรายได้ที่แข็งแกร่งในรูปของเงินดอลล่าร์
  • กลุ่มอิเลคทรอนิคส์ หุ้นที่แนะนำ คือ DELTA จากงบไตรมาส 4Q’00 ที่ออกมาแข็งแกร่ง แสดงศักยภาพที่ดีของงบไตรมาส 1Q’01, HANA และ KCE ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงสะท้อนปัจจัยลบภาวะอิเลคทรอนิคส์ของโลกชะลอตัวแล้ว โดยทั้งสองหุ้นซื้อขายที่ P/E และ EV/EBITDA ที่ถูกมาก
  • กลุ่มพลังงาน หุ้นที่เราแนะนำคือ PTTEP และ EGCOMP ซึ่งทั้งสองหุ้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็น Valued Stocks คือมีราคาซื้อขายที่ต่ำกว่าราคาเหมาะสมมาก โดยพิจารณา จาก NPV โดย PTTEP มีราคาเหมาะสมประมาณ 149 ส่วนหุ้น EGCOMP มีราคาเหมาะสม 59 บาท และ ทั้งสองหุ้นยังมีกระแสเงิน และ ฐานรายได้ที่มั่นคง
    หุ้น BANPU แหล่งถ่านหินในอินโดนีเชีย เติบโตอย่างเด่นชัด
  • กลุ่มบันเทิง สำหรับการใช้จ่ายในการโฆษณาก็มีการชะลอตัว จะจำกัดความสามารถในการทำกำไรของ BEC และ GRAMMY อย่างไรก็ตาม เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากทั้งสองบริษัทยังคงเป็นผู้นำตลาดและมีธุรกิจหลักที่แข็งแกร่ง และเป็นบริษัทแรกๆ ที่พร้อมจะเติบโตมากทันทีที่การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคและการใช้จ่ายในการโฆษณาฟื้นตัว
  • กลุ่มเงินทุน และหลักทรัพย
    กลุ่มหลักทรัพย์ สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1 ปีนี้ ในจำนวน 4 บริษัท เราคาดว่าเฉพาะ ASL เท่านั้นที่จะมีกำไร ส่วนที่เหลือขาดทุน การลงทุนในหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ในตอนนี้ดูไม่น่าสนใจ เพราะมูลค่าการซื้อขายที่ซบเซาเพียงวันละ 2-3 พันล้านบาท (เทียบกับเป็นหมื่นล้านในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา) ดังนั้นจึงแนะนำให้ชะลอการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ออกไปก่อน รวมถึงหุ้นของสองบริษัทที่เราชอบมากที่สุด (คือ ASL และ CNS) เรายังแนะนำได้แค่เพียง “ถือ” เท่านั้น
    ส่วนกลุ่มเงินทุน หุ้นที่แนะนำได้แก่ NFS , SICCO , KK ซื้อขายจากราคาส่วนลดจาก BV มาก
  • กลุ่มพัฒนาที่ดิน หุ้นที่เราแนะนำคือ MBP-PD จากผลการดำเนินงานเติบโตสูง กระแสรายได้มั่นคง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ 2 บาทต่อหุ้น
    สำหรับหุ้นพัฒนาที่ดิน สองหลักทรัพย์ที่เราแนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" รับมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลคือ GOLD และ LH
  • หุ้นอื่นๆ เช่น BECL ซื้อขายต่ำกว่า NPV มากซึ่งอยู่ที่ 25 บาท ในขณะที่รายได้ค่าผ่านทางยังโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยเป็นขาลง ซึ่งจะประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยได้มาก EASTW ดำเนินธุรกิจที่ไร้ความเสี่ยง กระแสเงินสดมั่นคง, ITD แม้ว่า แม้ว่าจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ราคาถูกเทียบกับพื้นฐานธุรกิจ และ ราคาหุ้นได้ตกลง 88% ในช่วงเพียง 1 ปี โดยความเสี่ยงทางการเงิน อุตสาหกรรม และ กำไร ยังคงมี แต่หุ้นน่าจะตอบรับไปมากพอควร, PPPC เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานเด่นตัวหนึ่ง ผลประกอบการปี 2543ดีตามคาด มีกำไรสุทธิ 2,090 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 198%, TUF การฟื้นตัวของราคาทูน่าและผลบวกจากการซื้อ COS จะผลักดันกำไรในปี 2001 รวมถึงได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว

 

Foreign Fund Flow Analysis


กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง
กรุณาเลือก วัน/เดือน/ปี แล้วกดปุ่ม Submit / /



If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer

Click Here!