|
YUANTA
RESEARCH CENTER
|
English |
|
กระแสข่าว
/ กลยุทธ์
|
3 เมษายน 2544
|
|
- เงินเฟ้อเดือนมีนาคม
ยังอยู่ในระดับต่ำ
กรมการค้าภายใน ได้แถลงข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค
ซึ่งเป็นเครื่องชี้เงินเฟ้อ ในเดือนมีนาคม 2544 อยู่ที่ 131.7 เพิ่มขึ้นเพียง
1.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน หรือ Core inflation ซึ่งเป็นตัววัดอัตราเงินเฟ้อที่ไม่รวม
อาหาร และ พลังงาน ในเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นเพียง 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
และไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนกุมภาพันธ์ปี 2544 สำหรับดัชนีผู้บริโภคทั่วไปของประเทศในระยะ
3 เดือนแรกของปี 2544 เท่ากับ 131.5 เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับ 129.7
ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ความเห็น
: ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมายังอยู่ในอัตราต่ำ โดยตัวเลขเงินเฟ้อรวมเพียง
1.4% เรามองว่าการที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมีสาเหตุสำคัญมาจากภาวะอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ
ซึ่งจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด ที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ชี้ชัดถึงภาวะชะลอตัวในภาค
การบริโภค และ การลงทุน และจากตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังอยู่ต่ำเพียง
1% จึงทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศจะยังอยู่ในระดับต่ำต่อไป
| |
Mar-00
|
Feb-01
|
Mar-01
|
|
Index
|
%MoM
|
%YoY
|
|
CPI
Core CPI
Food
Non-Food
|
129.9
126.9
135.8
125.6
|
131.7
128.2
135.4
128.5
|
131.7
128.2
135.6
128.5
|
+ 0.0%
+ 0.0%
+ 0.1%
+ 0.0%
|
+ 1.4%
+ 1.0%
- 0.1%
+ 2.3%
|

- วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะเริ่มไต่สวนคดีซุกหุ้นของ
พ.ต.ท. ทักษิณ
วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะออกนั่งบัลลังก์รับฟังข้อเท็จจริงโดยเปิดเผยจากผู้ร้องคือ
คณะกรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และทางผู้ถูกร้องคือ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาว่าจงใจยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สิน
และหนี้สินอันเป็นเท็จ โดยในวันนี้จะมีการสอบพยานฝ่ายโจทย์คือ ป.ป.ช. ดังนั้น
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงยังไม่จำเป็นต้องไปชี้แจง ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ
ได้ยื่นเอกสารจำนวนมากกว่า 7,000 หน้า และ คำให้การที่เป็นลายลักษณ์อักษรจำนวน
83 หน้า ซึ่งบรรจุในกล่อง 21 กล่อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ
กล่าวว่าการพิจารณาคดีอาจจะใช้เวลา 2 ปี แต่ศาลรัฐธรรมนูญเปิดเผยว่าศาลจะตัดสินได้ภายใน
1 ปี
นักวิเคราะห์การเมืองหลายรายเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญคงยังจะไม่รีบพิจารณาคดีนี้
คาดจะปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ บริหารประเทศไปก่อน เพราะปัจจุบันกระแสความนิยมในตัว
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอยู่ในระดับสูง หากเร่งพิจารณาอาจจะขัดกับความต้องการของประชาชน
ดังนั้น การพิจารณาในคดีนี้อาจจะยืดเยื้อไปถึง 1-2 ปี ซึ่งจะตรงข้ามกับกรณี
พล.ต.สนั่น ที่ใช้เวลาพิจารณาเพียง 3 เดือน
วันนี้สถานีโทรทัศน์ทุกช่องจะเผยแพร่การอัดเทปที่แถลงการณ์โดยนายกรัฐมนตรีในรายการ
ความจริงประเทศไทย ซึ่งสาระสำคัญของถ้อยแถลงซึ่งปรากฏในสื่อมวลชนคือ
ความพยายามที่จะอธิบายภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงในขณะนี้ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในสภาพการณ์ใด
และรัฐบาลจะดำเนินมาตรการอะไรในการแก้ไขปัญหาของประเทศ สำหรับนายพิทักษ์
อินทรวิทยนันท์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าการแถลงความจริงของฐานะประเทศไทยที่นายก
จะเป็นเรื่องสถานการณ์ที่แท้จริงของประเทศ ณ ปัจจุบัน ทุกด้าน เช่นฐานะเงินคงคลัง
หนี้เสีย(เอ็นพีแอล)ของ สถาบันการเงิน และภาวะการส่งออก ตัวเลขภาพรวมทางเศรษฐกิจว่าเป็นอย่างไร
ขณะเดียวกันจะแถลงแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาล
9 ข้อ เพื่อให้ ประชาชนรู้ว่ารัฐบาลกำลังทำอะไร และในระยะต่อไปจะแถลงให้ประชาชนทราบเป็นระยะๆ
ทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน
- ตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีแนสแด็กทำสถิติต่ำสุดรอบ
29 เดือน
การออกมากล่าวเตือนถึงแนวโน้มผลประกอบการยังเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐต่อเนื่อง
เมื่อคืนบริษัทยักษ์ใหญ่ทางการเงินคือ American Express ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงแนวโน้มผลกำไรไตรมาสแรกจะต่ำกว่าประมาณการ
ซึ่งทำให้ราคาหุ้นทรุดลงเกือบ 4% นอกจากนี้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีน
หลังเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินชนกันก็เป็นอีกปัจจัยที่ตลาดกังวล ทำให้ดัชนีดาวโจนส์ทรุดลง
100 จุด หรือ 1.02% ปิดที่ 9,777 ส่วนดัชนีแนสแด็ก ดิ่งลง 57 จุด หรือ
3.11% ปิดที่ 1,782 โดยดัชนีแนสแด็กทำสถิติต่ำสุดใหม่รอบ 29 เดือน ตั้งแต่วันที่
30 ตุลาคม 2541
สำหรับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจเมื่อคืน
คือ ดัชนี NAPM ซึ่งเป็นดัชนีวัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ปรากฏว่าเดือนมีนาคมดีขึ้นเป็น
43.1 ดีกว่าประมาณการ 41.4 และ ดีกว่าเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งอยู่ที่ 41.9
ชี้ถึงตัววัดอุตสาหกรรมการผลิตยังหดตัว แต่ไม่ก็รุนแรง
- TUF <66 บาท
: ซื้อ> เป็นหนึ่งในผู้รับผลบวกอย่างโดดเด่นในตลาดขณะนี้ ซื้อต่อ
ไทยยูเนียนโฟรเซ่นฟู๊ด จะเป็นหุ้นกอบกำผลประโยชน์จากค่าเงินอ่อนไว้เป็นล่ำเป็นสันที่สุดตัวหนึ่งในตลาด
เนื่องจากเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้
- 97% ของยอดขายเป็นรูปเงินเหรียญ และรายได้เป็นเงิน US$
ก็จะโตจาก 485 ล้านUS$ ในปี 2000 เป็น 783 ล้านUS$ ในปี 2001 เนื่องจากมีการซื้อกิจการ
Chicken of the Sea (COS)s เข้ามา ดังนั้น ผลของตัวเร่งกำไรต่อค่าเงินจะมีผลสูงขึ้นโดยปริยาย
- ราคาปลาทูน่าได้ฟื้นตัวในต้นปี 2001 ต่อเนื่องมาเรื่อยจนปัจจุบันแตะระดับ
US$ 800/ตันและยืนหยัดอยู่ดี จากราคาปลาที่เฉลี่ย 450/US$/ทั้งปี 2000
การรับจ้างบรรจุกระป๋องและตัดปลาทูน่า ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ถึง 50% ของรายได้ทูน่า
จะได้รับผลบวกทันที จากการบวกกำไรบนราคาปลาที่สูงขึ้น
- อย่างไรก็ตามธุรกิจของ COS จะไม่ได้รับผลบวกกำไรในรูปเงินเหรียญมากในระยะแรก
ๆ เนื่องจากการผลักภาระการขึ้นราคาไปสู่ผู้บริโภคขั้นสุดท้าย จะทำได้ลำบาก
อย่างไรก็ดีเราคาดว่าก็จะทำได้ในที่สุด เนื่องจากทูน่าเป็นอาหารจำเป็น
และมีลักษณะเป็นผลิตภัณฑ์ปฐมภูมิ ที่มีราคาค่อนข้างสากล ส่วนใหญ่ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมก็จะขึ้นราคาพร้อมกันเมื่อราคาปลาขึ้น
และถึงแม้ว่ากำไรเป็นรูปเงินเหรียญจะไม่ขึ้นในช่วงแรก การแปลงมาเป็นเงินไทยจะสูงขึ้นตามค่าเงินบาทอ่อนอยู่ดี
- TUF ส่งออกไปญี่ปุ่น 30% และใช้เงิน US$ เป็นบรรทัดฐาน
ดังนั้นค่าเงินเยนอ่อนลงจะไม่มีผลกระทบทางตรง แต่อาจมีผลทางอ้อมทางด้านไปตัดอุปสงค์
หากตลาดญี่ปุ่นอ่อนแอลงตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเราคิดว่าก็จะมีผลจำกัด เนื่องจากปลาทูน่าและกุ้งในญี่ปุ่น
ถือเป็นอาหารที่กินกันจนเป็นสามัญไปแล้ว
ดังนั้น แม้ว่าราคาหุ้นไปถีบตัวขึ้น ถึง
32% จากต้นปีนี้ เราก็คิดว่าราคาควรวิ่งต่อไปอีกได้ เนื่องจากราคาซื้อขายยังต่ำเพียง
5x ของ PER และ EV/EBITDA ในขณะที่จะทำการขยายตัวของกำไรได้ 19% ในปี 2001
และมีคุณค่าทางเศรษฐกิจเป็นบวก (ทำ ROCE ที่ 24% สูงกว่า WACC ที่ 15%)
นอกจากนั้นกำไรยังมีโอกาสสูงกว่าคาด หากราคาทูน่าสูงกว่าประมาณการทั้งปี
2001 ที่ 525 US$/ตัน ซึ่งทุก ๆ 10 เหรียญที่สูงกว่าราคากลาง ของเรากำไรจะเพิ่มขึ้น
20-25 ล้านบาท และในไตรมาส 1 ปี 2001 ราคาปลาเฉลี่ยอยู่ที่ 620 US$/ตัน
ท้ายที่สุด บริษัทได้ประกาศจ่ายปันผล 5 บาท/หุ้น หรือ 7.6% ต่อปี (XD หมดพฤหัสที่
5 เมษายนนี้) นักลงทุนระยะยาวจะได้รับปันผลปีละ 9-10% เป็นอย่างต่ำในปี
2001-2 ด้วย
- ATC < 3.00
บาท : ขาย > หนี้สินพะรุงพะรัง
จากการที่มีข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าบมจ.
อะโรเมติกส์ (ATC) จะมีการเซ็นสัญญารับเงินสนับสนุนทางการเงิน 180 ล้านเหรียญสหรัฐ
(8.1 พันล้านบาท) จากผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่มีอยู่จำนวน
453 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น เราได้สอบถามไปยังผู้บริหาร ATC ได้ทราบความจริงว่า
เงินสนับสนุนที่จริงแล้วมีแค่ก้อนเดียวจำนวน 207 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นเงินสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ได้ตกลงเรียบร้อยไปตั้งแต่ปีที่แล้ว
โดยในจำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ให้การสนับสนุนนี้ 71% มาจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
(PTT) คิดเป็นจำนวน 148 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ PTT ยังมีสัญญาช่วยเหลือเพิ่มเติม
(contigency support) อีกจำนวน 90 ล้านเหรียญสหรัฐ อีก 15% มาจากบมจ. ปูนซิเมนต์ไทย
(SCC) ที่เหลือ 9% และ 5% มาจาก บมจ. บ้านปู (BANPU) และ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามลำดับโดยที่ล่าสุดทาง
ATC จะเบิกเงินที่เหลือจำนวน 16.6 ล้านเหรียญสหรัฐในงวดสุดท้ายในเดือนมิถุนายนนี้
ปัจจุบัน ATC มีภาระในการชำระหนี้ประมาณปีละ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นดอกเบี้ยจ่าย
30 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เหลือเป็นการชำระคืนเงินต้นในบางส่วน ในส่วนของผลประกอบการ
ATC รายงานผลขาดทุนสุทธิ 4.8 พันล้านบาทเพิ่มขึ้นจากขาดทุนสุทธิ 3.1 พันล้านบาทเมื่อปีก่อนถึง
52% ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นจาก 255 ล้านบาทเป็น
2 พันล้านบาทและภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น 18% รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงการบันทึกทางบัญชีใหม่ซึ่งมีผลให้
ATC ต้องตัดค่าเสื่อมราคามากขึ้นปีละ 700 กว่าล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นติดลบ
2% ทำให้บริษัทขาดความสามารถที่จะชำระหนี้ได้ ปัจจุบัน ATC มีหนี้สินรวมทั้งหมด
2.7 หมื่นล้านบาท มีขาดทุนสะสม 1.7 หมื่นล้านบาท จากการที่ ATC มีหนี้สินอยู่มากและความสามารถในการชำระหนี้ที่ต่ำเพียงแค่
0.4 เท่า อีกทั้งผลประกอบการที่คาดว่าจะยังคงขาดทุนอยู่ รวมทั้งราคาของผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ในตลาดโลกที่ยังอ่อนตัวอยู่ในปีนี้
เราจึงแนะนำ ขาย สำหรับ ATC
- CPF <39.25
บาท : ซื้อ> เปลี่ยนคำแนะนำ หลังเลื่อนแผนซื้อ 3 บริษัทไปไม่มีกำหนด
เราได้เปลี่ยนคำแนะนำจาก ถือ เป็น ซื้อ
หลังจากเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว CPF ประกาศเลื่อนแผนซื้อ 3 บริษัทจาก CPG ไปอย่างไม่มีกำหนด
ประกอบกับ CPF น่าจะได้รับประโยชน์จากราคาเนื้อไก่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
รวมทั้งการส่งออกเนื้อหมูที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากค่าเงินบาทอ่อน และการเกิดโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อยในยุโรป
สำหรับราคาหุ้นในปัจจุบันนับว่าต่ำมากหลังจากที่หุ้นปรับตัวลงกว่าครึ่งจากปีก่อน
โดยหุ้นซื้อขายที่ PE 4.45 เท่า
- เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว CPF ประกาศจะซื้อบริษัท 3
แห่งจาก CPG ได้แก่ Star Marketing, CP Interfood และ CP-Meiji ซึ่งยังมีผลการดำเนินงานที่ขาดทุนและน่าจะทำให้กำไรของ
CPF ลดลงในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า แต่หลังจากผู้บริหารใช้เวลาทบทวนเป็นเวลา
4 เดือนก็มีการประกาศออกมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่าจะเลื่อนการซื้อ 3 บริษัทออกไปก่อนเนื่องจากที่ปรึกษาการลงทุนเห็นว่า
CPF ควรรอจนกว่าบริษัทดังกล่าวจะมีผลการดำเนินงานที่มั่นคง
- CPF น่าจะได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการเนื้อหมูและเนื้อไก่จากต่างประเทศ
เนื่องจากการเกิดโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อยและโรควัวบ้าในยุโรป สำหรับราคาไก่ในประเทศก็ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาเฉลี่ย
25 บาทต่อกิโลกรัมในปีที่แล้วเป็น 28 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนมีนาคม ขณะที่ราคาเนื้อหมูก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น
10% จากปีที่แล้ว เมื่อปีก่อน CPF ส่งออกเนื้อสัตว์ 14,047 ล้านบาทหรือ
23% ของยอดขายและคาดว่าปีนี้จะเพิ่มเป็น 30% จากการอ่อนตัวของค่าเงินบาท
สรุปประเด็นวันนี้
- ( ? ) วันนี้ สถานีโทรทัศน์ทุกช่องจะออกอากาศ บันทึกเทปเพื่อแถลงถึงสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจของประเทศ
ในหัวข้อ ความจริงประเทศไทย คาดหมายเป็นการชี้ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่แย่กว่าที่คาดหมายไว้
รวมถึงได้มีการแถลงการณ์ถึงมาตรการต่างๆที่รัฐบางจะดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
- ( + ) มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่จะนำเข้า ประชุมครม.
ในวันนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ด้านภาษี และ ในส่วนที่เกี่ยวกับธนาคารอาคารสงเคราะห์
(ธอส.) โดยในส่วนของภาษีจะเพิ่มวงเงินลดหย่อนเงิน ดาวน์บ้านเป็น 1 แสนบาทต่อปี
จากเดิม 5 หมื่นบาทต่อปี
- ( - ) เมื่อคืนตลาดหุ้นสหรัฐทรุดลงต่อ จากปัจจัยเดิม
คือ ความกังวลแนวโน้มผลประกอบการ จากปัญหาเศรษฐกิจ
- ( - ) ค่าเงินบาทอ่อนค่าทะลุระดับ 45 บาทต่อดอลลาร์ ทำสถิติอ่อนสุดในรอบ
3 ปี ตามการอ่อนค่าของค่าเงินในแถบภูมิภาคนี้ นำโดยประเทศญี่ปุ่น รวมถึง
การชำระหนี้ IMF, การชำระหนี้ของเอกชน
- ( - ) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่ออีก 118 ล้านบาท รวมตั้งแต่
วันที่ 26 ม.ค. 44 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวมกันเท่ากับ 8,618 ล้านบาท
- ( - ) วันที่ 3-4 เมษายน ศาลรัฐธรรมนูญ จะเริ่มพิจารณาคดี
กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ซุกหุ้น คาดจะใช้เวลาพิจารณา 1-2 ปี
- ( - ) ปัจจัยอื่นๆ ยังไม่มีพัฒนาการด้านบวก โดยเฉพาะ
ปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากยังไม่ฟื้นแล้ว ยังมีความเปราะบางอยู่
ความเห็น/กลยุทธ์
: ตลาดหุ้นวันแรกของของเดือนเมษายน และ วันแรกของไตรมาสสอง เคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ
ในแดนลบเกือบตลอดทั้งวัน โดยปัจจัยที่กดดันตลาดในช่วงนี้ คือ การอ่อนค่าของเงินบาทตามค่าเงินแถบภูมิภาคเอเชียนำโดยญี่ปุ่น
รวมถึงนักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีแรงซื้อเข้ามาในหุ้น
BBL จากคุณสมบัติลูกหนี้สามารถโอนเข้า TAMC ได้มาก แต่ดัชนียังปิดตลาดในแดนลบเท่ากับ
1.83 จุด ปิดที่ 290.11 ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง 3.3 พันล้านบาท
พิจารณาปัจจัยแวดล้อมในช่วงนี้ ยังขาดปัจจัยกระตุ้นตลาดที่เด่นชัด
โดยการแถลงการณ์ของรัฐบาลเกี่ยวกับความจริงประเทศไทยในคืนนี้ อาจไม่มีมาตรการอะไรใหม่ที่เด่นชัด
ในขณะที่การอ่อนค่าของเงินบาทตามค่าเงินภูมิภาค อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ต่างชาติเทขาย
เพราะการถือครองหุ้นจะขาดทุนในรูปอัตราแลกเปลี่ยน วันนี้เรายังประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ
SET ระหว่างแนวรับ 285 กับ แนวต้านที่ 295
|
YUANTA
Stock Picks :
|
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เราแนะนำให้ ซื้อเก็งกำไร
ในหุ้นที่มี Upside จากการเกิดขึ้นของ TAMC เรียงตามลำดับดังนี้
BAY (ราคาเป้าหมาย 31 บาท) BBL (ราคาเป้าหมาย 89 บาท) TFB (ราคาเป้าหมาย
45 บาท) SCB (ราคาเป้าหมาย 41 บาท ) TMB (ราคาเป้าหมาย 12 บาท)
- กลุ่มเพาณิชย์ หุ้นที่เราแนะนำคือ MAKRO
ปลอดหนี้ กระแสเงินสดมาก วางตำแหน่งตัวเองต่างจากดีสเคาน์สโตร์ โดยลูกค้าเป้าหมายเป็นผู้ค่าปลีกรายย่อย
55% มีดำเนินการ B2B เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
- กลุ่มสื่อสาร หุ้นที่เราแนะนำคือ UCOM
การได้พันธมิตรจาก Telenor ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของบริษัท และ
มีการดำเนินนโยบายเชิงรุก มีแนวโน้มเติบโตสูง , TA มีรายได้แข็งแกร่ง
เติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี พื้นฐานธุรกิจในกลุ่มมีอนาคต และ มีแนวโน้มขยายตัวสูง,
SATTEL ผลประกอบการประจำปี 2543 เป็นกำไรสุทธิ 711 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นถึง 170% และยังมีแนวโน้มเติบโตสูง
- กลุ่มอิเลคทรอนิคส์ หุ้นที่แนะนำ คือ DELTA
จากงบไตรมาส 4Q00 ที่ออกมาแข็งแกร่ง แสดงศักยภาพที่ดีของงบไตรมาส
1Q01, HANA และ KCE ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงสะท้อนปัจจัยลบภาวะอิเลคทรอนิคส์ของโลกชะลอตัวแล้ว
โดยทั้งสองหุ้นซื้อขายที่ P/E และ EV/EBITDA ที่ถูกมาก
- กลุ่มพลังงาน หุ้นที่เราแนะนำคือ PTTEP
และ EGCOMP ซึ่งทั้งสองหุ้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็น Valued Stocks
คือมีราคาซื้อขายที่ต่ำกว่าราคาเหมาะสมมาก โดยพิจารณา จาก NPV โดย
PTTEP มีราคาเหมาะสมประมาณ 149 ส่วนหุ้น EGCOMP มีราคาเหมาะสม 59
บาท และ ทั้งสองหุ้นยังมีกระแสเงิน และ ฐานรายได้ที่มั่นคง
หุ้น BANPU แหล่งถ่านหินในอินโดนีเชีย เติบโตอย่างเด่นชัด
- กลุ่มบันเทิง หุ้นที่เราแนะนำคือ
BEC เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานเด่นสุดในกลุ่มบันเทิง โดยธุรกิจโฆษณา
ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่สูง รองลงมาคือ GRAMMY ค่าใช้จ่ายโฆษณายังโตต่อ
เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจโทรทัศน์และวิทยุโดยตรง รุกธุรกิจอินเตอร์เนท
และ ราคาหุ้นยังต่ำ
- กลุ่มเงินทุนหลักทรัพย์
หุ้นในกลุ่มที่มีพื้นฐานแข็งกว่าตัวอื่นๆ โดยกลุ่มหลักทรัพย์ได้แก่
CNS และ ASL เป็นหุ้นที่มีฐานเงินทุนสูง และ มีค่า
P/BV ต่ำ โดยเรามองว่าหุ้น CNS เป็นหุ้นที่เรามองว่าเด่นสุดในกลุ่มหลักทรัพย์
โดยการเพิ่มขึ้นอย่างมากของมูลค่าการซื้อขายในเดือนมกราคม ปรากฏว่าหุ้น
ZMICO มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นสูงสุด และ คาดว่า ไตรมาส 1/2544
ZMICO จะโดดเด่นที่สุด ดังนั้นเราจึงแนะนำซื้อหุ้น ZMICO
ส่วนกลุ่มเงินทุน ได้แก่ NFS , SICCO , KK
ซื้อขายจากราคาส่วนลดจาก BV มาก สำหรับหุ้นที่ทำธุรกิจเช่าซื้อที่ราคาถูกและมีพื้นฐานดี
คือ SPL และ SCAN
สำหรับหุ้น NFS แนะนำเล่นเก็งกำไรจากความสัมพันธ์อันแนบแน่น
ระหว่าง "พ.ต.ท.ทักษิณ" กับผู้บริหาร และ ข่าวการตั้ง
AMC แห่งชาติเป็นประโยขน์กับ NFS
- กลุ่มพัฒนาที่ดิน หุ้นที่เราแนะนำคือ MBP-PD
จากผลการดำเนินงานเติบโตสูง กระแสรายได้มั่นคง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ
2 บาทต่อหุ้น
สำหรับหุ้นพัฒนาที่ดิน สองหลักทรัพย์ที่เราแนะนำ "ซื้อเก็งกำไร"
รับมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลคือ GOLD และ
LH
- หุ้นอื่นๆ เช่น BECL
ซื้อขายต่ำกว่า NPV มากซึ่งอยู่ที่ 25 บาท ในขณะที่รายได้ค่าผ่านทางยังโตต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยเป็นขาลง ซึ่งจะประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยได้มาก
EASTW ดำเนินธุรกิจที่ไร้ความเสี่ยง กระแสเงินสดมั่นคง, ITD
แม้ว่า แม้ว่าจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ราคาถูกเทียบกับพื้นฐานธุรกิจ
และ ราคาหุ้นได้ตกลง 88% ในช่วงเพียง 1 ปี โดยความเสี่ยงทางการเงิน
อุตสาหกรรม และ กำไร ยังคงมี แต่หุ้นน่าจะตอบรับไปมากพอควร, PPPC
เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานเด่นตัวหนึ่ง ผลประกอบการปี 2543ดีตามคาด มีกำไรสุทธิ
2,090 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 198%, TUF การฟื้นตัวของราคาทูน่าและผลบวกจากการซื้อ
COS จะผลักดันกำไรในปี 2001
|
|
Foreign Fund Flow
Analysis
|
|
|
|
| กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง |
| |
|