|
YUANTA
RESEARCH CENTER
|
English |
|
กระแสข่าว
/ กลยุทธ์
|
2 เมษายน 2544
|
|
- ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนกุมภาพันธ์
ชี้รัฐบาลใหม่ยังไม่เรียกความเชื่อมั่น
จากข้อมูลเศรษฐกิจเดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนถึงภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังแย่ทุกภาค
โดยเฉพาะภาคการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งปีก่อน การส่งออกได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตเศรษฐกิจของไทย
โดยมีขยายตัวสูงถึง 19.6% แต่ในปีนี้สองเดือนแรกก็ขยายตัวติดลบเท่ากับ
3.9% และ 3.7% ตามลำดับ จึงเป็นสัญญาณที่เริ่มน่าเป็นห่วงเพราะการส่งออกมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ
60% ของ GDP ในขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลกได้ปรากฏชัดถึงการชะลอตัว นำโดยสองประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก
คือ สหรัฐ และ ญี่ปุ่น ซึ่งมี GDP รวมกันสูงถึง 40-46% ของ GDP โลก และ
มีสัดส่วนที่ไทยส่งออกเท่ากับ 36%
ทั้งนี้แม้ว่าพรรคไทยรักไทยจะเริ่มบริหารประเทศมาได้สองเดือน
และ มีการกำหนดกรอบของนโยบายต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เด่นชัด แต่เมื่อดูตัวเลขการผลิต
การการลงทุน และ การบริโภค แล้ว กลับปรากฏว่า ยังมีลักษณะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
แสดงถึงในทางปฏิบัติยังแทบไม่มีผลต่อการเรียก ความเชื่อมั่น ในการบริโภค
และ การลงทุน ให้เพิ่มขึ้นมาได้ ดังนั้นภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันจึงยังแสดงภาวะตกต่ำที่ไม่ตอบสนองต่อมาตรการกระตุ้น
หรือ เรียกภาวะการเช่นนี้ว่า กับดักสภาพคล่อง หรือ Liquidity Trap
ซึ่งจะเห็นชัดว่า แม้จะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงจนอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์มีผลในทางปฏิบัติที่ธนาคารพาณิชย์ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยทั้งเงินกู้
และเงินฝาก แต่ก็ไม่มีส่วนในการกระตุ้นการลงทุน และ การบริโภค (กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียดบทวิเคราะห์)
- ตลาดหุ้นสหรัฐส่งท้ายไตรมาสแรกขยับตัวสูงขึ้น
เมื่อคืนวันศุกร์ตลาดหุ้นสหรัฐส่งท้ายไตรมาสแรกสามารถขยับตัวสูงขึ้น
โดยดัชนีดาวโจนส์ขยับตัวสูงขึ้น 79 จุด หรือ 0.81% ปิดที่ 9,878 ส่วนดัชนีแนสแด็ก
ไต่ระดับขึ้น 19 จุด หรือ 1.08% ปิดที่ 1,840 โดยไตรมาสแรกของปี 2001 นี้
นับว่าเป็นไตรมาสที่เลวร้าย หลังจากที่มีบริษัทต่างๆร่วมร้อยกว่าบริษัทได้ออกมากล่าวเตือนถึงแนวโน้มผลประกอบการ
จากภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งทำให้ไตรมาส 1/44 ดัชนีแนสแด็กปรับตัวลดลง
25.5% หลังจากที่ทรุดลงในปีก่อนเท่ากับ 40% ส่วนดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลงในไตรมาส
1/44 เท่ากับ 8.4%
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดชี้ถึงภาคการผลิตอุตสาหกรรมยังมีปัญหา
เครื่องชี้ Chicago Purchasing Management Index ซึ่งเป็นดัชนีวัดกิจกรรมทางอุตสาหกรรมได้ลดลงเหลือเพียง
35 จุด ในเดือนมีนาคม จากเดือนก่อน 43.2 จุด นับว่าเป็นการลดลงต่ำสุดตั้งแต่เดือนมีนาคมปี
ค.ศ. 1982 ส่วนการสำรวจเกี่ยวกับการบริโภคของมหาลัย Michigan ปรากฏว่าเดือนมีนาคม
ปรับตัวดีขึ้น แต่ตัวเลขยังอยู่ในระดับต่ำ
ในเดือนนี้บริษัทต่างๆจะทยอยประกาศผลประกอบการ
จากการสำรวจการคาดหมายผลประกอบการของบรรดานักวิเคราะห์ พบว่าผลประกอบการไตรมาส
1/44 จะลดลง 8% นับว่าเป็นผลประกอบการที่แย่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991
- มาตรการฟื้นตลาดหุ้น ไม่เด่นดังหวัง
คาดกระตุ้นตลาดได้ไม่มากนัก
การประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาตลาดทุนไทย
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่โรงแรมรีเจ้นท์ โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
โดยแผนฟื้นฟูตลาดหุ้น ได้ข้อสรุปเบื้องต้น คือ
ประการแรก
มาตรการเพิ่มซัพพลายในตลาด ได้แก่ (1) รัฐบาลเตรียมผลักดันรัฐวิสาหกิจ
เข้าจดทะเบียนในตลาด คาด 3 ปีเพิ่มมูลค่า 7 แสนล้านบาท ปีแรก 8.3 หมื่นล้านบาท
โดยมีรัฐวิสาหกิจเป้าหมายคือ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท), การบินไทย,
องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) เป็นต้น (2) มาตรการลดภาษีนิติบุคคล
ให้กับบริษัทจดทะเบียนใหม่ จาก 30% เหลือ 25% เป็นเวลา 5 ปี โดยจะต้องดำเนินการจดทะเบียนใน
3 ปี
ประการสอง
มาตรการ ขยายเวลาให้บริษัทจดทะเบียนหักภาระขาดทุนจากเดิมที่ให้หักในระยะ
5 ปี อาจะมีการขยายระยะเวลาออกไปจากเดิม เนื่องจากบางบริษัทขาดทุนมาตั้งแต่ปี
2539-2540
ประการสาม
มาตรการ ตั้งกองทุนฟื้นหุ้น กำหนดจะตั้ง 2 กองทุน โดยดึงต่างชาติลงขัน
25% โดยกองทุนแรกเป็นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง และ กองทุนร่วมทุนเข้าถือหุ้นบริษัทเอสเอ็มอี
ก่อนผลักดันให้จดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่ยังไม่มีแนวทางเชิงปฏิบัติที่เด่นชัด
ความเห็น
: เมื่อดูมาตรการต่างๆแล้วไม่โดดเด่นเพียงพอที่จะพลิกฟื้นตลาดหุ้นให้กลับมาได้
ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายวิโรจน์ นวลแข ที่ปรึกษา
รมว.คลัง และ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ได้เสนอมาตรการกระตุ้นตลาดหุ้นโดยการตั้งกองทุนพยุงหุ้น
2 หมื่นล้านบาท ต่อ รมว.คลัง ซึ่งวันนั้นหุ้นดีดรับถึง 15 จุด โดยกำหนดกรอบจะพิจารณา
2 สัปดาห์ จนปัจจุบันยังไม่ทราบแนวทางที่เด่นชัด ส่วนการเสนอให้ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก
30% ลงเหลือ 20% แต่จากการประชุมเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ปรากฏว่า ลดภาษีให้เฉพาะบริษัทที่จะเข้ามาจดทะเบียนใหม่
โดยมีระยะเวลาเพียง 5 ปี และ ขนาดการปรับลดก็น้อยกว่าข้อเสนอครั้งแรกเพียง
25% ไม่ใช่ 20% ดังนั้น มาตราการดังกล่าว จึงไม่มีผลต่อบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดเดิม
ส่วนการที่จะนำรัฐวิสาหกิจเข้าซื้อขายในตลาด
โดยวางเป้า 3 ปี จะเพิ่มมูลค่าตลาดถึง 7 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มซัพพลายในตลาด
ซึ่งในทางทฤษฎีเมื่อซัพพลายหรืออุปทาน มีมากกว่าดีมานด์หรืออุปสงค์ ราคาจะมีการปรับตัวลดลง
และ ในปัจจุบันค่อนข้างชัดเจนว่า ตลาดขาดกำลังซื้อที่จะผลักดันราคาหุ้นให้ปรับตัวสูงขึ้นได้
ดังนั้น สิ่งที่ขาดไปและไม่มีมาตรการที่เด่นชัดคือ ทำอย่างไรที่จะกระตุ้นอุปสงค์
เพื่อที่จะรองรับอุปทานใหม่ที่จะเข้ามาในตลาดในอีก 3 ปีข้างหน้า ที่จะมีมูลค่าตลาดถึง
7 แสนล้านบาท โดยสิ่งที่เรากังวลคือ ในเมื่อความต้องการ หรือ อุปสงค์ในตลาดมีจำกัด
หากมีการเพิ่มรัฐบาลวิสาหกิจที่มีกำไรดี เช่น องค์การโทรศัพท์เข้ามาซื้อขายในตลาด
ผลกระทบที่จะตามมาคือ มีการเทขายหุ้นในกระดานเพื่อนำไปเล่นหุ้นตัวใหม่
- SCC < 260 บาท : ขาย > พยายามขายอสังหาฯที่มีอยู่ออกไป
อาทิตย์ที่แล้วผู้บริหารกลุ่มปูนใหญ่ได้ออกมาประกาศว่า
บริษัทลูกที่ทางกลุ่มถือหุ้นเต็ม 100% คือ บริษัท ซีเมนต์ไทย พร็อพเพอร์ตี้
จำกัด จะสามารถทำกำไรให้กับทางกลุ่มได้ในปีนี้ ซึ่งพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทบริษัท
ซีเมนต์ไทย พร็อพเพอร์ตี้ ประกอบไปด้วยที่ดินกว่า 10,000 ไร่ และโครงการนิคมอุตสาหกรรมอีก
3 โครงการ ทั้งนี้มูลค่ารวมของอสังหาริมทรัพย์ที่มีทั้งหมดเท่ากับประมาณ
1 หมื่นล้านบาท โดยที่ 70% ของสินทรัพย์จะเป็นพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมและอีก
30% ที่เหลือเป็นที่ดินที่ยังไม่ได้พัฒนาและอาคารสำนักงาน ยอดขายเมื่อปีที่แล้ว
126 พันล้านบาท รายได้ที่คาดว่าจะได้จากธุรกิจใหม่นี้ก็เป็นเพียง 0.5%
เท่านั้น ดังนั้นก็ไม่มีผลอะไรนักที่จะกระทบต่อผลกำไรของ SCC ในระยะสั้นเรายังคงยืนคำแนะนำเดิมคือ
ให้ ขาย สำหรับหุ้น SCC (กดที่นี่เพื่ออ่านรายละเอียดบทวิเคราะห์)
- กลุ่มสื่อสาร: ปรับลดคำแนะนำจากผลกระทบ
2 ปัจจัย
ไม่มีข้อสงสัยเลยว่ากลุ่มสื่อสารเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา
สอดคล้องกับคำแนะนำของเราที่ให้น้ำหนักลงทุนในธุรกิจนี้ (OVERWEIGHT) อย่างไรก็ตาม
พบว่ามี 2 ปัจจัยลบที่บั่นทอนความน่าสนใจในธุรกิจสื่อสารระยะสั้นลงไป คือ
1) ค่าเงินบาทที่อ่อนตัว และ 2) ความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
(ก.ท.ช.) ที่สุดแล้วเราจึงเห็นควรให้ลดระดับคำแนะนำสำหรับกลุ่มสื่อสารเหลือเพียง
NEUTRAL และแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาในการลงทุนมากขึ้นด้วย
- การอ่อนตัวของเงินบาท: ณ สิ้นไตรมาสแรก ค่าเงินบาทอ่อนตัวที่สุดในรอบ
3 ปีที่ระดับ 44.75-44.80 บาทต่อดอลล่าร์ ซึ่งทุกบริษัทในกลุ่มสื่อสารย่อมหนีไม่พ้นผลกระทบอันนี้
ที่แตกต่างกันไป โดย TA และ TT&T 2 ผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน ดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดเนื่องจากการมีภาระหนี้ต่างประเทศจำนวนมาก
TA มีหนี้ต่างประเทศจำนวน 770 ล้านเหรียญ ส่วน TT&T มีหนี้จำนวน 433
ล้านเหรียญ หลังจากปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งจากการคำนวณทุกเปอร์เซ็นต์ที่เงินบาทอ่อนค่าลงจะเพิ่มภาระหนี้สินในรูปของเงินบาทแก่
TA และ TT&T จำนวนประมาณ 340 และ 290 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งค่าเงินบาทได้อ่อนตัวลง
3.8% จากสิ้นปี 2543 ทำให้ประมาณการผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของ TA
และ TT&T เฉพาะที่เกิดจากหนี้ต่างประเทศที่ประมาณ 1,271 และ 714 ล้านบาท
ตามลำดับ ถึงแม้ว่า TAC จะเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มีหนี้ต่างประเทศมากถึงจำนวน
650 ล้านเหรียญ แต่ TAC ได้ประกันความเสี่ยงทั้งหมดแล้วสำหรับตราสารหนี้ระยะสั้น
100 ล้านเหรียญและหุ้นกู้แปลงสภาพที่ 250 ล้านเหรียญ ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในปีนี้
ในขณะที่ ADVANC และ TAC ต่างจะรับผลในแง่ของต้นทุนเครือข่ายที่สูงขึ้น
โดยทั้ง 2 บริษัทมีแผนที่จะลงทุนในการขยายเครือข่ายเฉพาะในปีนี้เป็นมูลค่าถึงบริษัทละ
15,000 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 70-80% ของเงินดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายในการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ
นอกจากนั้น ผลกระทบอีกด้านหนึ่งมาจากผลของการลดราคาเครื่องโทรศัพท์มือถือ
ซึ่งทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ น่าจะทำให้อัตรากำไรมีแนวโน้มลดลงไปอีก
SATTEL เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจาก ต้นทุนในอนาคตที่สูงขึ้นถ้าค่าเงินบาทยังอ่อนตัวต่อไป
โดย SATTEL อยู่ในระหว่างการจัดหาเงินทุนจำนวน 350 ล้านเหรียญ สำหรับโครงการ
iPStar อย่างไรก็ตาม SATTEL ดูเหมือนจะเป็นบริษัทเดียวที่มีทั้งรายรับและรายจ่ายส่วนใหญ่เป็นเงินต่างประเทศ
(Natural Hedge) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนลง
- ความล่าช้าในการตั้ง ก.ท.ช.: คณะอนุกรรมการวุฒิสภาซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครเป็นกรรมการใน
ก.ท.ช. ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า คณะทำงานต้องใช้เวลาอีก 1 เดือนในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร
แม้หลังจากการตรวจสอบคุณสมบัติ การคัดเลือกก็คาดว่าจะกินเวลาพอสมควร
ซึ่งความล่าช้าในการตั้ง ก.ท.ช. ย่อมหมายถึงความล่าช้าในขั้นตอนการแปรสัญญาสัมปทานเช่นกัน
โดย TT&T และ SATTEL จะเป็น 2 บริษัทที่เรากังวลจากผลกระทบดังกล่าว TT&T
ด้วยภาระที่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้สูงสุดในกลุ่ม 43.1% ต้องการอย่างยิ่งที่จะแปรสัญญาส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าว
ก่อนที่จะสามารถหาพันธมิตรทางธุรกิจที่จะเข้ามาช่วยฟื้นฐานะทางการเงิน
เช่นเดียวกับ SATTEL ที่ต้องการเร่งขบวนการแปรสัญญาสัมปทานเนื่องจากไม่ต้องการให้รายได้จากโครงการใหม่
iPStar ถูกนำมาคิดรวมในเงินชดเชยให้ภาครัฐ
ในช่วงเวลาต่อจากนี้ นักลงทุนควรพิจารณามากขึ้นในการลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสาร
ด้วยแต่ละบริษัทต่างได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันไปจาก 2 ปัจจัยลบดังกล่าว
และจะยืนยันได้ดีขึ้นเมื่อผลประกอบการไตรมาสแรกออกมาภายใน 45 วัน อย่างไรก็ตาม
เรายังแนะนำ "ซื้อ" สำหรับ ADVANC และ UCOM จากการขยายตัวของฐานลูกค้า
สำหรับ TA ยังเป็น "ซื้อ" เช่นกัน ถึงแม้ว่า TA จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการอ่อนตัวของค่าเงินบาท
ส่วน TT&T เรายังแนะนำให้ "ขาย" จากผลประกอบการที่คาดว่าจะแย่ลงจากสิ้นปีก่อน
ขณะที่ SATTEL ยังเป็นคำแนะนำ "ซื้อ" จากรายได้ที่แข็งแกร่งในรูปของเงินดอลล่าร์
สรุปประเด็นวันนี้
- ( ? ) วันนี้รัฐบาลจะบันทึกเทปเพื่อแถลงถึงสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจของประเทศ
ในหัวข้อ ความจริงประเทศไทย เพื่อออกอากาศในวันที่ 3 เมษายน นี้ คาดหมายเป็นการชี้ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่แย่กว่าที่คาดหมายไว้
รวมถึงได้มีการแถลงการณ์ถึงมาตรการต่างๆ ที่รัฐบางจะดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
- ( ? ) การประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาตลาดทุนไทย
เมื่อวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา ไม่เด่นดังหวัง คาดกระตุ้นตลาดได้ไม่มากนัก
- ( - ) ค่าเงินบาทอ่อนค่าจนแตะระดับ 45 บาทต่อดอลลาร์
ทำสถิติอ่อนสุดในรอบ 3 ปี ตามการอ่อนค่าของค่าเงินในแถบภูมิภาคนี้ นำโดยประเทศญี่ปุ่น
รวมถึง การชำระหนี้ IMF, การชำระหนี้ของเอกชน
- ( - ) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่ออีก 233 ล้านบาท รวมตั้งแต่
วันที่ 26 ม.ค. 44 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวมกันเท่ากับ 8,499 ล้านบาท
- ( - ) ข้อมูลเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์
ชี้เศษฐกิจไทยยังมีปัญหา ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่า ภาวะเศรษฐกิจอยู่ในสภาพกับดักสภาพคล่อง
หรือ Liquidity Trap ซึ่งเศรษฐกิจไม่ตอบสนองต่อการปรับลดดอกเบี้ย และมาตรการกระตุ้นเท่าไรนัก
- ( - ) วันที่ 3-4 เมษายน ศาลรัฐธรรมนูญ จะเริ่มพิจารณาคดี
กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ซุกหุ้น
- ( - ) ปัจจัยอื่นๆ ยังไม่มีพัฒนาการด้านบวก โดยเฉพาะ
ปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากยังไม่ฟื้นแล้ว ยังมีความเปราะบางอยู่
ความเห็น/กลยุทธ์ : ตลาดหุ้นส่งท้ายวันสุดท้ายประจำไตรมาส
1/44 ปรับตัวสูงขึ้น 4.06 จุด ปิดที่ 291.94 ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่ยังค่อนข้างเบาบางเพียง
3.2 พันล้านบาท อย่างไรก็ตามการปรับตัวสูงขึ้นของ SET เท่ากับ 4.06 จุด
เป็นอิทธิพลของ BT เท่ากับ 3.5 จุด เนื่องจากการดีดตัวสูงขึ้นของหุ้น BT
จาก 2.2 บาท ขึ้นไปปิดที่ 13.5 บาท ทำให้ มาร์เกตแคป เพิ่มขึ้นมาถึง 1.2%
เมื่อเทียบกับของตลาด
แนวโน้มตลาดในวันนี้ ยังถูกกดดันจากปัจจัยลบ คือ การอ่อนค่าของเงินบาทตามค่าเงินแถบภูมิภาคแถบเอเชียนำโดยญี่ปุ่น
ส่วนการประชุมเมื่อวันเสาร์เพื่อหามาตรการฟื้นตลาดหุ้นปรากฏว่าไม่เด่นดังหวัง
จึงไม่น่ามีผลอะไรต่อตลาด สำหรับการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยสะท้อนถึงเศรษฐกิจไทยยังมีปัญหา
โดยตัวแปรที่น่าจับตาใน 1-2 วันนี้คือ แถลงถึงสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจของประเทศ
ในหัวข้อ ความจริงประเทศไทย โดยนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่น่ามีอะไรมากนัก
วันนี้เราประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET ระหว่างแนวรับ 285 กับ แนวต้านที่
295
|
YUANTA
Stock Picks :
|
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เราแนะนำให้ ซื้อเก็งกำไร
ในหุ้นที่มี Upside จากการเกิดขึ้นของ TAMC เรียงตามลำดับดังนี้
BAY (ราคาเป้าหมาย 31 บาท) BBL (ราคาเป้าหมาย 89 บาท) TFB (ราคาเป้าหมาย
45 บาท) SCB (ราคาเป้าหมาย 41 บาท ) TMB (ราคาเป้าหมาย 12 บาท)
- กลุ่มเพาณิชย์ หุ้นที่เราแนะนำคือ MAKRO
ปลอดหนี้ กระแสเงินสดมาก วางตำแหน่งตัวเองต่างจากดีสเคาน์สโตร์ โดยลูกค้าเป้าหมายเป็นผู้ค่าปลีกรายย่อย
55% มีดำเนินการ B2B เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
- กลุ่มสื่อสาร หุ้นที่เราแนะนำคือ UCOM
การได้พันธมิตรจาก Telenor ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของบริษัท และ
มีการดำเนินนโยบายเชิงรุก มีแนวโน้มเติบโตสูง , TA มีรายได้แข็งแกร่ง
เติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี พื้นฐานธุรกิจในกลุ่มมีอนาคต และ มีแนวโน้มขยายตัวสูง,
SATTEL ผลประกอบการประจำปี 2543 เป็นกำไรสุทธิ 711 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นถึง 170% และยังมีแนวโน้มเติบโตสูง
- กลุ่มอิเลคทรอนิคส์ หุ้นที่แนะนำ คือ DELTA
จากงบไตรมาส 4Q00 ที่ออกมาแข็งแกร่ง แสดงศักยภาพที่ดีของงบไตรมาส
1Q01, HANA และ KCE ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงสะท้อนปัจจัยลบภาวะอิเลคทรอนิคส์ของโลกชะลอตัวแล้ว
โดยทั้งสองหุ้นซื้อขายที่ P/E และ EV/EBITDA ที่ถูกมาก
- กลุ่มพลังงาน หุ้นที่เราแนะนำคือ PTTEP
และ EGCOMP ซึ่งทั้งสองหุ้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็น Valued Stocks
คือมีราคาซื้อขายที่ต่ำกว่าราคาเหมาะสมมาก โดยพิจารณา จาก NPV โดย
PTTEP มีราคาเหมาะสมประมาณ 149 ส่วนหุ้น EGCOMP มีราคาเหมาะสม 59
บาท และ ทั้งสองหุ้นยังมีกระแสเงิน และ ฐานรายได้ที่มั่นคง
หุ้น BANPU แหล่งถ่านหินในอินโดนีเชีย เติบโตอย่างเด่นชัด
- กลุ่มบันเทิง หุ้นที่เราแนะนำคือ
BEC เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานเด่นสุดในกลุ่มบันเทิง โดยธุรกิจโฆษณา
ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่สูง รองลงมาคือ GRAMMY ค่าใช้จ่ายโฆษณายังโตต่อ
เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจโทรทัศน์และวิทยุโดยตรง รุกธุรกิจอินเตอร์เนท
และ ราคาหุ้นยังต่ำ
- กลุ่มเงินทุนหลักทรัพย์
หุ้นในกลุ่มที่มีพื้นฐานแข็งกว่าตัวอื่นๆ โดยกลุ่มหลักทรัพย์ได้แก่
CNS และ ASL เป็นหุ้นที่มีฐานเงินทุนสูง และ มีค่า
P/BV ต่ำ โดยเรามองว่าหุ้น CNS เป็นหุ้นที่เรามองว่าเด่นสุดในกลุ่มหลักทรัพย์
โดยการเพิ่มขึ้นอย่างมากของมูลค่าการซื้อขายในเดือนมกราคม ปรากฏว่าหุ้น
ZMICO มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นสูงสุด และ คาดว่า ไตรมาส 1/2544
ZMICO จะโดดเด่นที่สุด ดังนั้นเราจึงแนะนำซื้อหุ้น ZMICO
ส่วนกลุ่มเงินทุน ได้แก่ NFS , SICCO , KK
ซื้อขายจากราคาส่วนลดจาก BV มาก สำหรับหุ้นที่ทำธุรกิจเช่าซื้อที่ราคาถูกและมีพื้นฐานดี
คือ SPL และ SCAN
สำหรับหุ้น NFS แนะนำเล่นเก็งกำไรจากความสัมพันธ์อันแนบแน่น
ระหว่าง "พ.ต.ท.ทักษิณ" กับผู้บริหาร และ ข่าวการตั้ง
AMC แห่งชาติเป็นประโยขน์กับ NFS
- กลุ่มพัฒนาที่ดิน หุ้นที่เราแนะนำคือ MBP-PD
จากผลการดำเนินงานเติบโตสูง กระแสรายได้มั่นคง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ
2 บาทต่อหุ้น
สำหรับหุ้นพัฒนาที่ดิน สองหลักทรัพย์ที่เราแนะนำ "ซื้อเก็งกำไร"
รับมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลคือ GOLD และ
LH
- หุ้นอื่นๆ เช่น BECL
ซื้อขายต่ำกว่า NPV มากซึ่งอยู่ที่ 25 บาท ในขณะที่รายได้ค่าผ่านทางยังโตต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยเป็นขาลง ซึ่งจะประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยได้มาก
EASTW ดำเนินธุรกิจที่ไร้ความเสี่ยง กระแสเงินสดมั่นคง, ITD
แม้ว่า แม้ว่าจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ราคาถูกเทียบกับพื้นฐานธุรกิจ
และ ราคาหุ้นได้ตกลง 88% ในช่วงเพียง 1 ปี โดยความเสี่ยงทางการเงิน
อุตสาหกรรม และ กำไร ยังคงมี แต่หุ้นน่าจะตอบรับไปมากพอควร, PPPC
เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานเด่นตัวหนึ่ง ผลประกอบการปี 2543ดีตามคาด มีกำไรสุทธิ
2,090 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 198%, TUF การฟื้นตัวของราคาทูน่าและผลบวกจากการซื้อ
COS จะผลักดันกำไรในปี 2001
|
|
Foreign Fund Flow
Analysis
|
|
|
|
| กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง |
| |
|