หน้าหลัก

          ดาวน์โหลดบทวิจัย

          กระแสข่าว/กลยุทธ์

          บทวิเคราะห์

          วิเคราะห์เทคนิค

          VDO SQUAWK

          สรุปหุ้นแนะนำ

          วอร์แรนท์

          วิเคราะห์รายหุ้น

          ผลประกอบการ

          ปฎิทินหุ้น

          เชื่อมเวบไซต์อื่น

          เศรษฐกิจและอื่นๆ

          ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ

          อัตราแลกเปลี่ยน

          ตลาดล่วงหน้า

 
         YUANTA RESEARCH CENTER
English

            กระแสข่าว / กลยุทธ์

2 เมษายน 2544
บทวิเคราะห์
ข่าวกระทบทิศทางตลาด
  • ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนกุมภาพันธ์ ชี้รัฐบาลใหม่ยังไม่เรียกความเชื่อมั่น

จากข้อมูลเศรษฐกิจเดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนถึงภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังแย่ทุกภาค โดยเฉพาะภาคการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งปีก่อน การส่งออกได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตเศรษฐกิจของไทย โดยมีขยายตัวสูงถึง 19.6% แต่ในปีนี้สองเดือนแรกก็ขยายตัวติดลบเท่ากับ 3.9% และ 3.7% ตามลำดับ จึงเป็นสัญญาณที่เริ่มน่าเป็นห่วงเพราะการส่งออกมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 60% ของ GDP ในขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลกได้ปรากฏชัดถึงการชะลอตัว นำโดยสองประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก คือ สหรัฐ และ ญี่ปุ่น ซึ่งมี GDP รวมกันสูงถึง 40-46% ของ GDP โลก และ มีสัดส่วนที่ไทยส่งออกเท่ากับ 36%

ทั้งนี้แม้ว่าพรรคไทยรักไทยจะเริ่มบริหารประเทศมาได้สองเดือน และ มีการกำหนดกรอบของนโยบายต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เด่นชัด แต่เมื่อดูตัวเลขการผลิต การการลงทุน และ การบริโภค แล้ว กลับปรากฏว่า ยังมีลักษณะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงในทางปฏิบัติยังแทบไม่มีผลต่อการเรียก ความเชื่อมั่น ในการบริโภค และ การลงทุน ให้เพิ่มขึ้นมาได้ ดังนั้นภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันจึงยังแสดงภาวะตกต่ำที่ไม่ตอบสนองต่อมาตรการกระตุ้น หรือ เรียกภาวะการเช่นนี้ว่า “กับดักสภาพคล่อง” หรือ “Liquidity Trap” ซึ่งจะเห็นชัดว่า แม้จะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงจนอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์มีผลในทางปฏิบัติที่ธนาคารพาณิชย์ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยทั้งเงินกู้ และเงินฝาก แต่ก็ไม่มีส่วนในการกระตุ้นการลงทุน และ การบริโภค (กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียดบทวิเคราะห์)

  • ตลาดหุ้นสหรัฐส่งท้ายไตรมาสแรกขยับตัวสูงขึ้น

เมื่อคืนวันศุกร์ตลาดหุ้นสหรัฐส่งท้ายไตรมาสแรกสามารถขยับตัวสูงขึ้น โดยดัชนีดาวโจนส์ขยับตัวสูงขึ้น 79 จุด หรือ 0.81% ปิดที่ 9,878 ส่วนดัชนีแนสแด็ก ไต่ระดับขึ้น 19 จุด หรือ 1.08% ปิดที่ 1,840 โดยไตรมาสแรกของปี 2001 นี้ นับว่าเป็นไตรมาสที่เลวร้าย หลังจากที่มีบริษัทต่างๆร่วมร้อยกว่าบริษัทได้ออกมากล่าวเตือนถึงแนวโน้มผลประกอบการ จากภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งทำให้ไตรมาส 1/44 ดัชนีแนสแด็กปรับตัวลดลง 25.5% หลังจากที่ทรุดลงในปีก่อนเท่ากับ 40% ส่วนดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลงในไตรมาส 1/44 เท่ากับ 8.4%

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดชี้ถึงภาคการผลิตอุตสาหกรรมยังมีปัญหา เครื่องชี้ Chicago Purchasing Management Index ซึ่งเป็นดัชนีวัดกิจกรรมทางอุตสาหกรรมได้ลดลงเหลือเพียง 35 จุด ในเดือนมีนาคม จากเดือนก่อน 43.2 จุด นับว่าเป็นการลดลงต่ำสุดตั้งแต่เดือนมีนาคมปี ค.ศ. 1982 ส่วนการสำรวจเกี่ยวกับการบริโภคของมหาลัย Michigan ปรากฏว่าเดือนมีนาคม ปรับตัวดีขึ้น แต่ตัวเลขยังอยู่ในระดับต่ำ

ในเดือนนี้บริษัทต่างๆจะทยอยประกาศผลประกอบการ จากการสำรวจการคาดหมายผลประกอบการของบรรดานักวิเคราะห์ พบว่าผลประกอบการไตรมาส 1/44 จะลดลง 8% นับว่าเป็นผลประกอบการที่แย่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991

  • มาตรการฟื้นตลาดหุ้น ไม่เด่นดังหวัง คาดกระตุ้นตลาดได้ไม่มากนัก

การประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาตลาดทุนไทย เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่โรงแรมรีเจ้นท์ โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยแผนฟื้นฟูตลาดหุ้น ได้ข้อสรุปเบื้องต้น คือ

ประการแรก มาตรการเพิ่มซัพพลายในตลาด ได้แก่ (1) รัฐบาลเตรียมผลักดันรัฐวิสาหกิจ เข้าจดทะเบียนในตลาด คาด 3 ปีเพิ่มมูลค่า 7 แสนล้านบาท ปีแรก 8.3 หมื่นล้านบาท โดยมีรัฐวิสาหกิจเป้าหมายคือ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท), การบินไทย, องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) เป็นต้น (2) มาตรการลดภาษีนิติบุคคล ให้กับบริษัทจดทะเบียนใหม่ จาก 30% เหลือ 25% เป็นเวลา 5 ปี โดยจะต้องดำเนินการจดทะเบียนใน 3 ปี

ประการสอง มาตรการ ขยายเวลาให้บริษัทจดทะเบียนหักภาระขาดทุนจากเดิมที่ให้หักในระยะ 5 ปี อาจะมีการขยายระยะเวลาออกไปจากเดิม เนื่องจากบางบริษัทขาดทุนมาตั้งแต่ปี 2539-2540

ประการสาม มาตรการ ตั้งกองทุนฟื้นหุ้น กำหนดจะตั้ง 2 กองทุน โดยดึงต่างชาติลงขัน 25% โดยกองทุนแรกเป็นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง และ กองทุนร่วมทุนเข้าถือหุ้นบริษัทเอสเอ็มอี ก่อนผลักดันให้จดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่ยังไม่มีแนวทางเชิงปฏิบัติที่เด่นชัด

ความเห็น : เมื่อดูมาตรการต่างๆแล้วไม่โดดเด่นเพียงพอที่จะพลิกฟื้นตลาดหุ้นให้กลับมาได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายวิโรจน์ นวลแข ที่ปรึกษา รมว.คลัง และ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ได้เสนอมาตรการกระตุ้นตลาดหุ้นโดยการตั้งกองทุนพยุงหุ้น 2 หมื่นล้านบาท ต่อ รมว.คลัง ซึ่งวันนั้นหุ้นดีดรับถึง 15 จุด โดยกำหนดกรอบจะพิจารณา 2 สัปดาห์ จนปัจจุบันยังไม่ทราบแนวทางที่เด่นชัด ส่วนการเสนอให้ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% ลงเหลือ 20% แต่จากการประชุมเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ปรากฏว่า ลดภาษีให้เฉพาะบริษัทที่จะเข้ามาจดทะเบียนใหม่ โดยมีระยะเวลาเพียง 5 ปี และ ขนาดการปรับลดก็น้อยกว่าข้อเสนอครั้งแรกเพียง 25% ไม่ใช่ 20% ดังนั้น มาตราการดังกล่าว จึงไม่มีผลต่อบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดเดิม

ส่วนการที่จะนำรัฐวิสาหกิจเข้าซื้อขายในตลาด โดยวางเป้า 3 ปี จะเพิ่มมูลค่าตลาดถึง 7 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มซัพพลายในตลาด ซึ่งในทางทฤษฎีเมื่อซัพพลายหรืออุปทาน มีมากกว่าดีมานด์หรืออุปสงค์ ราคาจะมีการปรับตัวลดลง และ ในปัจจุบันค่อนข้างชัดเจนว่า ตลาดขาดกำลังซื้อที่จะผลักดันราคาหุ้นให้ปรับตัวสูงขึ้นได้ ดังนั้น สิ่งที่ขาดไปและไม่มีมาตรการที่เด่นชัดคือ ทำอย่างไรที่จะกระตุ้นอุปสงค์ เพื่อที่จะรองรับอุปทานใหม่ที่จะเข้ามาในตลาดในอีก 3 ปีข้างหน้า ที่จะมีมูลค่าตลาดถึง 7 แสนล้านบาท โดยสิ่งที่เรากังวลคือ ในเมื่อความต้องการ หรือ อุปสงค์ในตลาดมีจำกัด หากมีการเพิ่มรัฐบาลวิสาหกิจที่มีกำไรดี เช่น องค์การโทรศัพท์เข้ามาซื้อขายในตลาด ผลกระทบที่จะตามมาคือ มีการเทขายหุ้นในกระดานเพื่อนำไปเล่นหุ้นตัวใหม่

 
ข่าวกระทบทิศทางหุ้น
  • SCC < 260 บาท : ขาย > พยายามขายอสังหาฯที่มีอยู่ออกไป

อาทิตย์ที่แล้วผู้บริหารกลุ่มปูนใหญ่ได้ออกมาประกาศว่า บริษัทลูกที่ทางกลุ่มถือหุ้นเต็ม 100% คือ บริษัท ซีเมนต์ไทย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จะสามารถทำกำไรให้กับทางกลุ่มได้ในปีนี้ ซึ่งพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทบริษัท ซีเมนต์ไทย พร็อพเพอร์ตี้ ประกอบไปด้วยที่ดินกว่า 10,000 ไร่ และโครงการนิคมอุตสาหกรรมอีก 3 โครงการ ทั้งนี้มูลค่ารวมของอสังหาริมทรัพย์ที่มีทั้งหมดเท่ากับประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยที่ 70% ของสินทรัพย์จะเป็นพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมและอีก 30% ที่เหลือเป็นที่ดินที่ยังไม่ได้พัฒนาและอาคารสำนักงาน ยอดขายเมื่อปีที่แล้ว 126 พันล้านบาท รายได้ที่คาดว่าจะได้จากธุรกิจใหม่นี้ก็เป็นเพียง 0.5% เท่านั้น ดังนั้นก็ไม่มีผลอะไรนักที่จะกระทบต่อผลกำไรของ SCC ในระยะสั้นเรายังคงยืนคำแนะนำเดิมคือ ให้ “ขาย” สำหรับหุ้น SCC (กดที่นี่เพื่ออ่านรายละเอียดบทวิเคราะห์)

  • กลุ่มสื่อสาร: ปรับลดคำแนะนำจากผลกระทบ 2 ปัจจัย

ไม่มีข้อสงสัยเลยว่ากลุ่มสื่อสารเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา สอดคล้องกับคำแนะนำของเราที่ให้น้ำหนักลงทุนในธุรกิจนี้ (OVERWEIGHT) อย่างไรก็ตาม พบว่ามี 2 ปัจจัยลบที่บั่นทอนความน่าสนใจในธุรกิจสื่อสารระยะสั้นลงไป คือ 1) ค่าเงินบาทที่อ่อนตัว และ 2) ความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ก.ท.ช.) ที่สุดแล้วเราจึงเห็นควรให้ลดระดับคำแนะนำสำหรับกลุ่มสื่อสารเหลือเพียง NEUTRAL และแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาในการลงทุนมากขึ้นด้วย

  1. การอ่อนตัวของเงินบาท: ณ สิ้นไตรมาสแรก ค่าเงินบาทอ่อนตัวที่สุดในรอบ 3 ปีที่ระดับ 44.75-44.80 บาทต่อดอลล่าร์ ซึ่งทุกบริษัทในกลุ่มสื่อสารย่อมหนีไม่พ้นผลกระทบอันนี้ ที่แตกต่างกันไป โดย TA และ TT&T 2 ผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน ดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดเนื่องจากการมีภาระหนี้ต่างประเทศจำนวนมาก TA มีหนี้ต่างประเทศจำนวน 770 ล้านเหรียญ ส่วน TT&T มีหนี้จำนวน 433 ล้านเหรียญ หลังจากปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งจากการคำนวณทุกเปอร์เซ็นต์ที่เงินบาทอ่อนค่าลงจะเพิ่มภาระหนี้สินในรูปของเงินบาทแก่ TA และ TT&T จำนวนประมาณ 340 และ 290 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งค่าเงินบาทได้อ่อนตัวลง 3.8% จากสิ้นปี 2543 ทำให้ประมาณการผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของ TA และ TT&T เฉพาะที่เกิดจากหนี้ต่างประเทศที่ประมาณ 1,271 และ 714 ล้านบาท ตามลำดับ ถึงแม้ว่า TAC จะเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มีหนี้ต่างประเทศมากถึงจำนวน 650 ล้านเหรียญ แต่ TAC ได้ประกันความเสี่ยงทั้งหมดแล้วสำหรับตราสารหนี้ระยะสั้น 100 ล้านเหรียญและหุ้นกู้แปลงสภาพที่ 250 ล้านเหรียญ ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในปีนี้

    ในขณะที่ ADVANC และ TAC ต่างจะรับผลในแง่ของต้นทุนเครือข่ายที่สูงขึ้น โดยทั้ง 2 บริษัทมีแผนที่จะลงทุนในการขยายเครือข่ายเฉพาะในปีนี้เป็นมูลค่าถึงบริษัทละ 15,000 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 70-80% ของเงินดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายในการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ นอกจากนั้น ผลกระทบอีกด้านหนึ่งมาจากผลของการลดราคาเครื่องโทรศัพท์มือถือ ซึ่งทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ น่าจะทำให้อัตรากำไรมีแนวโน้มลดลงไปอีก

    SATTEL เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจาก ต้นทุนในอนาคตที่สูงขึ้นถ้าค่าเงินบาทยังอ่อนตัวต่อไป โดย SATTEL อยู่ในระหว่างการจัดหาเงินทุนจำนวน 350 ล้านเหรียญ สำหรับโครงการ iPStar อย่างไรก็ตาม SATTEL ดูเหมือนจะเป็นบริษัทเดียวที่มีทั้งรายรับและรายจ่ายส่วนใหญ่เป็นเงินต่างประเทศ (Natural Hedge) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนลง

  2. ความล่าช้าในการตั้ง ก.ท.ช.: คณะอนุกรรมการวุฒิสภาซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครเป็นกรรมการใน ก.ท.ช. ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า คณะทำงานต้องใช้เวลาอีก 1 เดือนในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร แม้หลังจากการตรวจสอบคุณสมบัติ การคัดเลือกก็คาดว่าจะกินเวลาพอสมควร ซึ่งความล่าช้าในการตั้ง ก.ท.ช. ย่อมหมายถึงความล่าช้าในขั้นตอนการแปรสัญญาสัมปทานเช่นกัน โดย TT&T และ SATTEL จะเป็น 2 บริษัทที่เรากังวลจากผลกระทบดังกล่าว TT&T ด้วยภาระที่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้สูงสุดในกลุ่ม 43.1% ต้องการอย่างยิ่งที่จะแปรสัญญาส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าว ก่อนที่จะสามารถหาพันธมิตรทางธุรกิจที่จะเข้ามาช่วยฟื้นฐานะทางการเงิน เช่นเดียวกับ SATTEL ที่ต้องการเร่งขบวนการแปรสัญญาสัมปทานเนื่องจากไม่ต้องการให้รายได้จากโครงการใหม่ iPStar ถูกนำมาคิดรวมในเงินชดเชยให้ภาครัฐ

ในช่วงเวลาต่อจากนี้ นักลงทุนควรพิจารณามากขึ้นในการลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสาร ด้วยแต่ละบริษัทต่างได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันไปจาก 2 ปัจจัยลบดังกล่าว และจะยืนยันได้ดีขึ้นเมื่อผลประกอบการไตรมาสแรกออกมาภายใน 45 วัน อย่างไรก็ตาม เรายังแนะนำ "ซื้อ" สำหรับ ADVANC และ UCOM จากการขยายตัวของฐานลูกค้า สำหรับ TA ยังเป็น "ซื้อ" เช่นกัน ถึงแม้ว่า TA จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการอ่อนตัวของค่าเงินบาท ส่วน TT&T เรายังแนะนำให้ "ขาย" จากผลประกอบการที่คาดว่าจะแย่ลงจากสิ้นปีก่อน ขณะที่ SATTEL ยังเป็นคำแนะนำ "ซื้อ" จากรายได้ที่แข็งแกร่งในรูปของเงินดอลล่าร์

กลยุทธ์การลงทุน

สรุปประเด็นวันนี้

  • ( ? ) วันนี้รัฐบาลจะบันทึกเทปเพื่อแถลงถึงสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ในหัวข้อ “ความจริงประเทศไทย” เพื่อออกอากาศในวันที่ 3 เมษายน นี้ คาดหมายเป็นการชี้ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่แย่กว่าที่คาดหมายไว้ รวมถึงได้มีการแถลงการณ์ถึงมาตรการต่างๆ ที่รัฐบางจะดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
  • ( ? ) การประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาตลาดทุนไทย เมื่อวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา ไม่เด่นดังหวัง คาดกระตุ้นตลาดได้ไม่มากนัก
  • ( - ) ค่าเงินบาทอ่อนค่าจนแตะระดับ 45 บาทต่อดอลลาร์ ทำสถิติอ่อนสุดในรอบ 3 ปี ตามการอ่อนค่าของค่าเงินในแถบภูมิภาคนี้ นำโดยประเทศญี่ปุ่น รวมถึง การชำระหนี้ IMF, การชำระหนี้ของเอกชน
  • ( - ) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่ออีก 233 ล้านบาท รวมตั้งแต่ วันที่ 26 ม.ค. 44 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวมกันเท่ากับ 8,499 ล้านบาท
  • ( - ) ข้อมูลเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์ ชี้เศษฐกิจไทยยังมีปัญหา ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่า ภาวะเศรษฐกิจอยู่ในสภาพกับดักสภาพคล่อง หรือ “Liquidity Trap” ซึ่งเศรษฐกิจไม่ตอบสนองต่อการปรับลดดอกเบี้ย และมาตรการกระตุ้นเท่าไรนัก
  • ( - ) วันที่ 3-4 เมษายน ศาลรัฐธรรมนูญ จะเริ่มพิจารณาคดี กรณี “พ.ต.ท.ทักษิณ” ซุกหุ้น
  • ( - ) ปัจจัยอื่นๆ ยังไม่มีพัฒนาการด้านบวก โดยเฉพาะ ปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากยังไม่ฟื้นแล้ว ยังมีความเปราะบางอยู่

ความเห็น/กลยุทธ์ : ตลาดหุ้นส่งท้ายวันสุดท้ายประจำไตรมาส 1/44 ปรับตัวสูงขึ้น 4.06 จุด ปิดที่ 291.94 ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่ยังค่อนข้างเบาบางเพียง 3.2 พันล้านบาท อย่างไรก็ตามการปรับตัวสูงขึ้นของ SET เท่ากับ 4.06 จุด เป็นอิทธิพลของ BT เท่ากับ 3.5 จุด เนื่องจากการดีดตัวสูงขึ้นของหุ้น BT จาก 2.2 บาท ขึ้นไปปิดที่ 13.5 บาท ทำให้ มาร์เกตแคป เพิ่มขึ้นมาถึง 1.2% เมื่อเทียบกับของตลาด

แนวโน้มตลาดในวันนี้ ยังถูกกดดันจากปัจจัยลบ คือ การอ่อนค่าของเงินบาทตามค่าเงินแถบภูมิภาคแถบเอเชียนำโดยญี่ปุ่น ส่วนการประชุมเมื่อวันเสาร์เพื่อหามาตรการฟื้นตลาดหุ้นปรากฏว่าไม่เด่นดังหวัง จึงไม่น่ามีผลอะไรต่อตลาด สำหรับการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยสะท้อนถึงเศรษฐกิจไทยยังมีปัญหา โดยตัวแปรที่น่าจับตาใน 1-2 วันนี้คือ แถลงถึงสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ในหัวข้อ “ความจริงประเทศไทย” โดยนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่น่ามีอะไรมากนัก วันนี้เราประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET ระหว่างแนวรับ 285 กับ แนวต้านที่ 295

 

         YUANTA Stock Picks :
  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เราแนะนำให้ “ซื้อเก็งกำไร” ในหุ้นที่มี Upside จากการเกิดขึ้นของ TAMC เรียงตามลำดับดังนี้ BAY (ราคาเป้าหมาย 31 บาท) BBL (ราคาเป้าหมาย 89 บาท) TFB (ราคาเป้าหมาย 45 บาท) SCB (ราคาเป้าหมาย 41 บาท ) TMB (ราคาเป้าหมาย 12 บาท)
  • กลุ่มเพาณิชย์ หุ้นที่เราแนะนำคือ MAKRO ปลอดหนี้ กระแสเงินสดมาก วางตำแหน่งตัวเองต่างจากดีสเคาน์สโตร์ โดยลูกค้าเป้าหมายเป็นผู้ค่าปลีกรายย่อย 55% มีดำเนินการ B2B เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
  • กลุ่มสื่อสาร หุ้นที่เราแนะนำคือ UCOM การได้พันธมิตรจาก Telenor ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของบริษัท และ มีการดำเนินนโยบายเชิงรุก มีแนวโน้มเติบโตสูง , TA มีรายได้แข็งแกร่ง เติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี พื้นฐานธุรกิจในกลุ่มมีอนาคต และ มีแนวโน้มขยายตัวสูง, SATTEL ผลประกอบการประจำปี 2543 เป็นกำไรสุทธิ 711 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 170% และยังมีแนวโน้มเติบโตสูง
  • กลุ่มอิเลคทรอนิคส์ หุ้นที่แนะนำ คือ DELTA จากงบไตรมาส 4Q’00 ที่ออกมาแข็งแกร่ง แสดงศักยภาพที่ดีของงบไตรมาส 1Q’01, HANA และ KCE ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงสะท้อนปัจจัยลบภาวะอิเลคทรอนิคส์ของโลกชะลอตัวแล้ว โดยทั้งสองหุ้นซื้อขายที่ P/E และ EV/EBITDA ที่ถูกมาก
  • กลุ่มพลังงาน หุ้นที่เราแนะนำคือ PTTEP และ EGCOMP ซึ่งทั้งสองหุ้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็น Valued Stocks คือมีราคาซื้อขายที่ต่ำกว่าราคาเหมาะสมมาก โดยพิจารณา จาก NPV โดย PTTEP มีราคาเหมาะสมประมาณ 149 ส่วนหุ้น EGCOMP มีราคาเหมาะสม 59 บาท และ ทั้งสองหุ้นยังมีกระแสเงิน และ ฐานรายได้ที่มั่นคง
    หุ้น BANPU แหล่งถ่านหินในอินโดนีเชีย เติบโตอย่างเด่นชัด
  • กลุ่มบันเทิง หุ้นที่เราแนะนำคือ BEC เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานเด่นสุดในกลุ่มบันเทิง โดยธุรกิจโฆษณา ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่สูง รองลงมาคือ GRAMMY ค่าใช้จ่ายโฆษณายังโตต่อ เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจโทรทัศน์และวิทยุโดยตรง รุกธุรกิจอินเตอร์เนท และ ราคาหุ้นยังต่ำ
  • กลุ่มเงินทุนหลักทรัพย
    หุ้นในกลุ่มที่มีพื้นฐานแข็งกว่าตัวอื่นๆ โดยกลุ่มหลักทรัพย์ได้แก่ CNS และ ASL เป็นหุ้นที่มีฐานเงินทุนสูง และ มีค่า P/BV ต่ำ โดยเรามองว่าหุ้น CNS เป็นหุ้นที่เรามองว่าเด่นสุดในกลุ่มหลักทรัพย์ โดยการเพิ่มขึ้นอย่างมากของมูลค่าการซื้อขายในเดือนมกราคม ปรากฏว่าหุ้น ZMICO มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นสูงสุด และ คาดว่า ไตรมาส 1/2544 ZMICO จะโดดเด่นที่สุด ดังนั้นเราจึงแนะนำซื้อหุ้น ZMICO
    ส่วนกลุ่มเงินทุน ได้แก่ NFS , SICCO , KK ซื้อขายจากราคาส่วนลดจาก BV มาก สำหรับหุ้นที่ทำธุรกิจเช่าซื้อที่ราคาถูกและมีพื้นฐานดี คือ SPL และ SCAN
    สำหรับหุ้น NFS แนะนำเล่นเก็งกำไรจากความสัมพันธ์อันแนบแน่น ระหว่าง "พ.ต.ท.ทักษิณ" กับผู้บริหาร และ ข่าวการตั้ง AMC แห่งชาติเป็นประโยขน์กับ NFS
  • กลุ่มพัฒนาที่ดิน หุ้นที่เราแนะนำคือ MBP-PD จากผลการดำเนินงานเติบโตสูง กระแสรายได้มั่นคง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ 2 บาทต่อหุ้น
    สำหรับหุ้นพัฒนาที่ดิน สองหลักทรัพย์ที่เราแนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" รับมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลคือ GOLD และ LH
  • หุ้นอื่นๆ เช่น BECL ซื้อขายต่ำกว่า NPV มากซึ่งอยู่ที่ 25 บาท ในขณะที่รายได้ค่าผ่านทางยังโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยเป็นขาลง ซึ่งจะประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยได้มาก EASTW ดำเนินธุรกิจที่ไร้ความเสี่ยง กระแสเงินสดมั่นคง, ITD แม้ว่า แม้ว่าจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ราคาถูกเทียบกับพื้นฐานธุรกิจ และ ราคาหุ้นได้ตกลง 88% ในช่วงเพียง 1 ปี โดยความเสี่ยงทางการเงิน อุตสาหกรรม และ กำไร ยังคงมี แต่หุ้นน่าจะตอบรับไปมากพอควร, PPPC เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานเด่นตัวหนึ่ง ผลประกอบการปี 2543ดีตามคาด มีกำไรสุทธิ 2,090 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 198%, TUF การฟื้นตัวของราคาทูน่าและผลบวกจากการซื้อ COS จะผลักดันกำไรในปี 2001

 

Foreign Fund Flow Analysis


กระแสข่าว/กลยุทธ์ฉบับย้อนหลัง
กรุณาเลือก วัน/เดือน/ปี แล้วกดปุ่ม Submit / /



If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer

Click Here!