CamShin มีพนักงานทั้งสิ้น 230 คน ในจำนวนนี้เป็นคนไทย
30 คน ซึ่งผู้บริหารเหล่านี้ได้กลับสู่ประเทศไทยแล้ว
หลังจากที่อาคารสำนักงานใหญ่ของ CamShin ได้ถูกวางเผลิงเมื่อคืนก่อน
ความเสียหายของอาคารสำนักงาน อุปกรณ์สำนักงาน และระบบคอมพิวเตอร์
มีมูลค่าตามบัญชีราว 21.5 ล้านบาท คาดว่าจะถูกบันทึกเป็นผลขาดทุนในไตรมาส
1/2546 นอกจากนั้น เราไม่คิดว่าจะมีรายการตัดจำหน่ายจำนวนมาก เนื่องจาก
ผู้บริหารได้แจ้งว่าระบบและอุปกรณ์เครือข่ายให้บริการโทรศัพท์ที่สำคัญไม่ได้ถูกทำลาย
เราไม่คิดว่าเหตุการณ์จลาจลจะส่งผลต่อการดำเนินงานรายวันของ CamShin
แต่เรายังไม่แน่ใจถึงผลจากการต่อต้านสินค้าไทยจะขยายวงไปกว้างเพียงใด
นอกจากนั้น
แม้ว่าผู้บริหารจะยืนยันว่ายังไม่มีแผนการถอนการลงทุนออกจากประเทศกัมพูชา
เนื่องจาก เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะต้องคลี่คลาย
และคิดว่าตลาดกัมพูชามีศักยภาพในการเติบโตที่สูง แต่เราเชื่อว่า SATTEL
จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงของประเทศ
และกำหนดการขยายการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต
การประเมินมูลค่าระยะยาวของ SATTEL ที่ 33 บาท
อยู่บนพื้นฐานของการดำเนินงานในปัจจุบันของดาวเทียมทั้ง 3 ดวงเป็นหลัก
ขณะที่ ศักยภาพในการเติบโตในอนาคตจะขึ้นอยู่อย่างมากต่อผลดำเนินงานของดาวเทียมดวงที่
4 iPSTAR ดังนั้น เรายังคงคำแนะนำ ทยอยสะสม สำหรับหุ้น SATTEL
SAMART <9.30 บาท: ถือ>
ในมุมมองของเรา SAMART
ถือว่ามีความเสี่ยงมากที่สุดจากเหตุการณ์จราจลในประเทศกัมพูชา
ในแง่ของโอกาสทางธุรกิจในอนาคต เนื่องจาก ศักยภาพในการเติบโตของบริษัทขึ้นอยู่อย่างมากต่อธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจควบคุมการบินในกัมพูชา
ตั้งแต่ปี 2535 SAMART ก่อตั้งบริษัท แคมโบเดีย สามารถ
คอมมูนิเคชั่น จำกัด (CASACOM) โดยถือหุ้น 49% ผ่านการร่วมทุนกับบริษัท เทเลคอมมาเลเซีย เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศกัมพูชา CASACOM
เป็นผู้ให้บริการลำดับ 3 ในกัมพูชา ด้วยฐานลูกค้า 80,000 ราย
ในปี 2544 บริษัท แคมโบเดีย แอร์ แทรฟฟิก คอนโทรล จำกัด
(CATS) ได้รับสัมปทานควบคุมจราจรการบินอายุ 22 ปี มีสัดส่วนถือหุ้น 60%
ร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลกัมพูชา โดยเริ่มดำเนินงานตั้งแต่สิ้นปี 2544
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2545 SAMART มีเงินลงทุนส่วนทุนใน
CASACOM และ CATS ทั้งสิ้น 303 ล้านบาท และ 107 ล้านบาท ตามลำดับ ใน 9
เดือนแรกของปี 2545 รายได้ของ CASACOM และ CATS คิดเป็น 5.82% และ 6.01%
ของรายได้ SAMART รวม