ค่อนข้างจะมีโอกาสสูงที่สหรัฐฯจะเปิดฉากโจมตีอิรัก
เพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีซัดดัม อุสเซน ในไม่ช้านี้ โดยสถานการณ์ล่าสุดในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช แห่งสหรัฐฯได้โทรศัพท์สายตรงจากทำเนียบขาวถึง
ผู้นำ 3 ชาติมหาอำนาจ คือ ประธานาธิบดี เจียงเจ๋อหมิน ของจีน, ประธานาธิบดี
ฌากส์ชีรัก แห่งฝรั่งเศส และ ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ปูติน แห่งรัสเซีย
เพื่อขอเสียงสนับสนุนปูทางให้สหรัฐเปิดฉากโจมตีอิรัก โดยทั้งจีน
รัสเซีย และ ฝรั่งเศส ต่างก็เป็นสมาชิกภาวรสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ที่สามารถใช้สิทธิวีโต้ยับยั้งหากมีการลงคะแนนเสียงในสหประชาชาติ
ตัดสินว่าสหรัฐจะเปิดฉากโจมตีอิรักได้หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่
5 ประเทศ คือ สหรัฐ อังกฤษ จีน รัสเซีย และ ฝรั่งเศส โดยประเทศอังกฤษ
ให้การสนับสนุนสหรัฐอย่างเต็มที่ ส่วน จีน รัสเซีย และ ฝรั่งเศส
ยังแสดงความสงสัยในหลายๆประเด็น ส่วนประเทศแถบอาหรับ โดยแกนหลักคือ
ประเทศซาอุดิอาระเบีย แสดงความไม่เห็นด้วย ในสัปดาห์นี้ประธานาธิบดีจอร์จ
ดับเบิลยู บุช มีแผนจะแถลงต่อบรรดาผู้นำโลกที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น)
ในวันที่ 12 ก.ย. นี้ ซึ่งถ้าหาก 5 ชาติสมาชิกความมั่นคงยูเอ็นซึ่งประกอบด้วย
ฝรั่งเศส, รัสเซีย, จีน, อังกฤษ และ สหรัฐ มีประเทศใดประเทศหนึ่งใช้สิทธิวีโต้
ข้อเสนอของสหรัฐจะต้องตกไป ซึ่งอาจทำให้ มีเพียง สหรัฐ-อังกฤษ เข้าโจมตีอิรักเพียงลำพัง
ถ้าหาก สหรัฐฯ-อังกฤษ
เข้าโจมตีประเทศอิรัก
เพียงลำพัง
เป็นที่คาดหมายว่าในขั้นต้น
สหรัฐ-อังกฤษ
จะใช้วิธีโจมตีทางอากาศก่อน
เช่น
สงครามในอ่าวเปอร์เซีย ปี
2534 และ
การเข้าโจมตีอัฟกานิสถานในปีก่อน
แต่หลังจากนั้นจะมีปฏิบัติการทางภาคพื้นดิน
โดยการส่งกำลังทหารเพื่อเข้ายึดพื้นที่ต่างๆของอิรัก
และเป็นที่คาดหมายว่าจะต้องมีการใช้กำลังทหารถึง
2 แสนนาย
เพื่อที่จะยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆของอิรัก
ซึ่งจากแผนที่ประกอบข้างล่าง
อิรักมีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบทะเลทราย
ยกเว้นทางตอนเหนือของประเทศที่ติดกับประเทศตุรกี
และ อิหร่าน
จะมีลักษณะเป็นภูเขา
ประเทศที่มีพรมแดนติดกับอิรัก
คือ อิหร่าน 1,458 ก.ม., จอร์แดน 181
ก.ม., คูเวต 242 ก.ม.,
ซาอุดิอาระเบีย 814 ก.ม.,.
ซีเรีย 605 ก.ม., ตุรกี 331 ก.ม.
โดยมีประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐ
คือ ซาอุดิอาระเบีย, ตุรกี
และ คูเวต ประเทศที่ถือว่ามีจุดยุทธศาสตร์ดีที่สุดในการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์
โดยเฉพาะอาวุธหนัก,
กองกำลังหนุน และ
เสบียงต่างๆ คือ
ประเทศซาอุดิอาระเบีย
เนื่องจากมีพรมแดนติดกับประเทศอิรักมากสุด
รวมถึงส่วนใหญ่เป็นที่ราบทะเลทราย
จึงทำให้การส่งกำลังบำรุงง่ายกว่ากว่าเมื่อเทียบประเทศอย่างตุรกี
และ คูเวต
ที่มีพรมแดนติดกับอิรักเพียง
331 ก.ม. และ 242 ก.ม. ตามลำดับ
โดยเฉพาะพรมแดนระหว่างประเทศตุรกี-อิรัก
ส่วนใหญ่เป็นภูเขาจะทำให้การส่งกำลังหนุนและเสบียงของสหรัฐฯ เป็นไปด้วยความยากลำบากกว่า
ดังนั้น
ถ้าหากประเทศซาอุดิอาระเบียไม่เห็นด้วยแล้วจะทำให้กองกำลังของสหรัฐ-อังกฤษ
เข้ายึดประเทศอิรักเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อมีกองกำลังทหารเข้าไปประจำการในประเทศอิรัก
แล้วจะต้องมีการส่งกองกำลังหนุน
ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ,
เสบียง
จะทำได้ลำบากมากขึ้น
ดังนั้นประเทศซาอุดิอาระเบียจึงถือว่าเป็นตัวแปรที่สำคัญสุด
ที่จะเป็นตัวชี้ว่า สหรัฐ-อังกฤษ
จะสามารถโจมตีอิรักได้แบบเบ็ดเสร็จได้รวดเร็วเพียงใด
ซึ่งถ้าหากยืดเยื้อไม่รวดเร็ว
ก็ย่อมจะส่งผลด้านลบกระทบต่อเศรษฐกิจ
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก
รวมถึงราคาน้ำมัน
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะสหรัฐ
เพราะเมื่อสหรัฐต้องทุ่มกำลังทหาร
รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์แน่นอนจะต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลตามมา