หน้าหลัก

          ดาวน์โหลดบทวิจัย

          กระแสข่าว/กลยุทธ์

          บทวิเคราะห์

          วิเคราะห์เทคนิค

          VDO SQUAWK

          สรุปหุ้นแนะนำ

          วอร์แรนท์

          วิเคราะห์รายหุ้น

          ผลประกอบการ

          ปฎิทินหุ้น

          เชื่อมเวบไซต์อื่น

          เศรษฐกิจและอื่นๆ

          ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ

          อัตราแลกเปลี่ยน

          ตลาดล่วงหน้า

 
YUANTA RESEARCH CENTER
3 ธันวาคม 2544


  สภาพคล่องท่วม เงินยังไหลเข้า ดอกเบี้ยลด ตลาดยังมีสิทธิลุ้นดีดตัวต่อ

- ค่าเงินบาทวิ่งทะลุ 44 บาทต่อดอลลาร์

เมื่อวันศุกร์ ค่าเงินบาทแข็งค่ามากสุดที่ระดับ 43.89 บาทต่อดอลลาร์ และ ปิดที่ระดับ 43.91 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนถึง เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น รวมถึงกระแสข่าวเม็ดเงินต่างประเทศไหลเข้ามา เพื่อเตรียมเข้าลงทุนในบริษัท ปตท. อีกส่วนหนึ่งเรามองว่า เป็นการลดสินทรัพย์ต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ เพราะ อัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศได้ปรับตัวลดลงมาต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศ

- อัตราดอกเบี้ยต่างประเทศต่ำกว่าในประเทศ จึงจูงใจให้เงินไหลเข้าต่อเนื่อง

จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ถึง 10 ครั้ง ในรอบ 11 เดือน จนอัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate ลงมาเหลือเพียง 2% ในปัจจุบันจาก 6.5% เมื่อต้นปี และ Discount Rate ลงมาเหลือ 1.5% จาก 6% ในต้นปี ซึ่งมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกล้วนมีการปรับตัวลดลงตามดอกเบี้ยสหรัฐ จนในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย LIBOR ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยใช้อ้างอิง ลงมาที่ประมาณ 2.1% ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย อาร์/พี 14วัน และ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์แรต ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.5% ดังนั้นจึงจูงใจให้มีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง และ การประชุม FOMC ของสหรัฐในวันที่ 11 ธ.ค. นี้ มีแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ซึ่งอาจจะทำให้การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ ธปท. ในวันที่ 25 ธ.ค. นี้ อาจจะมีการปรับลดดอกเบี้ย อาร์/พี ลงระหว่าง 0.25-0.5%

- ผลสภาพคล่องล้น SCB เริ่มปรับดอกเบี้ย ครั้งแรกตั้งแต่เดือน ก.พ.

ธ.ไทยพาณิชย์ มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และ เงินกู้ลง 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ย MLR เหลือ 7.5%, MOR เหลือ 7.75%, เงินฝากออมทรัพย์เหลือ 1.75%, เงินฝากประจำ 1 ปี เหลือ 2.75% มีผลตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. นี้ โดยเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 9 เดือน นับจากเดือน ก.พ. 2544 จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ ธ.ไทยพาณิชย์ ดังกล่าว เราคาดหมายว่าจะทำให้ธนาคารพาณิชย์อื่นๆมีการทยอยปรับลดดอกเบี้ยลงตาม อย่างไรก็ตามเราคาดหมายว่าแนวโน้มดอกเบี้ยของไทยจะลดลงอีกได้ไม่มากนัก เพราะ อัตราดอกเบี้ยของไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ทำให้คาดหมายว่าแนวโน้มดอกเบี้ยจะปรับลดลงได้อีกไม่เกิน 0.25% โดยเทียบกับอัตราดอกเบี้ย LIBOR ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยใช้อ้างอิง ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.1%

- สภาพคล่องล้น ดอกเบี้ยลด เงินต่างชาติไหลเข้า ตลาดยังมีสิทธิลุ้นต่อถึง 320-330

จากส่วนต่างของดอกเบี้ยในประเทศที่สูงกว่าต่างประเทศ ทำให้เกิดกระแสเงินไหลเข้า และ เมื่อทิศทางเงินไหลเข้าส่วนหนึ่งน่าจะไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งจากกราฟข้างล่างแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ยอดซื้อสุทธิของต่างชาติ เทียบกับ SET Index ซึ่งมีความสัมพันธ์กันสูง ถ้าหากทิศทางยังเป็นเช่นนี้ก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่ตลาดยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นต่อ และ อาจจะสามารถลุ้นกลับไปที่บริเวณ 320-330 ซึ่งเป็นจุดก่อนเกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมในสหรัฐ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544

ธนาคาร

หุ้นเด่น

ผลกระทบ

TFB

# ความชัดเจนในการทำกำไรต่อไป จะดีมากเนื่องจากการตั้งสำรองและค่าใช้จ่าย

ในการปรับโครงสร้างองค์การได้ทำไปมากแล้วในช่วง 2 ปี

# การตั้งสำรองปรับแล้วที่ 74% ยังทำให้ความจำเป็นในการเพิ่มทุนน้อยมากและ

ปลอดภัยหากเศรษฐกิจลงต่ออีก

# ราคาต่อมูลค่าทางบ/ช ยังต่ำกว่า 2 เท่า ดีมากเมื่อเทียบกับการทำกำไรปีหน้า

SCB

# ฐานทุนแข็งแกร่ง มีต้นทุนต่ำจะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยสูงขึ้นอีก

# SCB เป็นเจ้าใหญ่ในตลาดกู้ซื้อบ้าน ซึ่งกำลังโตมาก (คิดเป็น 25% ของจำนวน

เงินกู้ทั้งหมด

# ราคาต่อมูลค่าทาง บ/ช ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งผูกเทียบกับความสามารถทำกำไรที่ดีต่อเนื่องและคง

การตั้งสำรองให้ฐานแน่นไปเรื่อย ๆ

BBL

# คุณภาพสินทรัพย์ ตั้งสำรองสูงไว้ถึง 79% และผลบวกจากการโอนหนี้ 27 พันล้าน

ไปTAMC ยังเด่นชัดกว่าทุกธนาคาร

# ดอกเบี้ยต่ำลงจะช่วยลดภาระต้นทุนจากฐานเงินฝากที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

# การทำกำไรดีขึ้นจะลดขนาดและโอกาสของการเพิ่มทุนแบบถูกบังคับได้มาก

โดยเฉพาะต้องเอาไปใช้คืน CAPs ในปี 2547

สถาบันการเงิน

NFS

# ส่วนต่างดอกเบี้ยจะขยายตัวสูงขึ้นมากจากดอกเบี้ยของเช่าซื้อ ซึ่งไม่ลดลงตาม

MLR ปัจจุบันมีขนาด 15 พันล้านบาท

# อาจมีกำไรจากพันธบัตรสูงในดอกเบี้ยขาลง ตอนนี้คือหุ้นกู้อยู่ 14.8 พันล้านบาท

จะมีกำไรในไตรมาส 4/44 กลับจากขาดทุนในไตรมาส 3/44

# หุ้นยังซื้อขายต่ำกว่า 1 เท่า ของมูลค่าทาง บ/ช ปรับแล้วในช่วง 2544-5

ขนส่ง

BECL

# ดอกเบี้ยลง 0.25% ประหยัดดอกเบี้ยจ่าย 100 บาท/ปีและทำให้ NPV เพิ่ม 1 บาท

เป็น 16 บาท

# ยอดการใช้ทางด่วนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

# การจ่ายหนี้คืนเป็นผลบวกต่อผู้ถือหุ้นมากกว่าธนาคาร

อสังหาริมทรัพย์

QH

# ดอกเบี้ยต่ำยังทำให้อุปสงค์บ้านเดี่ยวมีศักยภาพเติบโตสูงขึ้นอีก

# การฟื้นตัวของกำไรหลังปรับโครงสร้างทางการเงินจะเป็นตัวขับเคลื่อนกำไร

ต่อไปในช่วงปี 2544-5

# ราคาเหมาะสมของเราบนพื้นฐาน DCF/NAV อยู่ที่ 6.7 บาท

GOLD

# ยอดขายล่วงหน้าจากโครงการต่าง ๆ ในปัจจุบันเป็นตัวผลักดันกำไรอีก 1-2 ปี

ข้างหน้า แน่นอน

# กำไรในโครงการอนาคตจะดีขึ้น เนื่องจากที่ดินและโครงการเก่าที่เข้ามามีต้นทุน

ถูกกว่า

# ความแข็งแกร่งทางการเงินจะสนับสนุนการซื้อที่ดินและทรัพย์สินราคาถูกลงโดย

เฉพาะอย่างยิ่งหลัง บสท. เข้ามาปรับปรุงหนี้

SUPALI

# เป็นผู้รับผลบวกหลักรายหนึ่งจากการปล่อยกู้ซื้อบ้านของรัฐให้แก่ข้าราชการ

จำนวน 20 พันล้านบาทในปัจจุบัน

# ยังมีบ้านเดี่ยวราคาถูกเหลืออยู่กว่า 2,000 ยูนิตในโครงการต่าง ๆซึ่งจะเข้ามาช่วย

ทำกำไรได้ดี

# การปรับโครงสร้างหนี้มีแนวโน้มง่ายขึ้นมากจากกระแสเงินสดที่จะได้จากการ

ขายโครงการในมือ

 

ฝ่ายวิจัย บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด


If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer

Click Here!