- ค่าเงินบาทวิ่งทะลุ 44 บาทต่อดอลลาร์
เมื่อวันศุกร์ ค่าเงินบาทแข็งค่ามากสุดที่ระดับ
43.89 บาทต่อดอลลาร์ และ ปิดที่ระดับ 43.91 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนถึง
เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น
รวมถึงกระแสข่าวเม็ดเงินต่างประเทศไหลเข้ามา เพื่อเตรียมเข้าลงทุนในบริษัท
ปตท. อีกส่วนหนึ่งเรามองว่า เป็นการลดสินทรัพย์ต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์
เพราะ อัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศได้ปรับตัวลดลงมาต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศ
- อัตราดอกเบี้ยต่างประเทศต่ำกว่าในประเทศ
จึงจูงใจให้เงินไหลเข้าต่อเนื่อง
จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง
ถึง 10 ครั้ง ในรอบ 11 เดือน จนอัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate ลงมาเหลือเพียง
2% ในปัจจุบันจาก 6.5% เมื่อต้นปี และ Discount Rate ลงมาเหลือ 1.5%
จาก 6% ในต้นปี ซึ่งมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกล้วนมีการปรับตัวลดลงตามดอกเบี้ยสหรัฐ
จนในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย LIBOR ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยใช้อ้างอิง
ลงมาที่ประมาณ 2.1% ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย อาร์/พี 14วัน และ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์แรต
ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.5% ดังนั้นจึงจูงใจให้มีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง
และ การประชุม FOMC ของสหรัฐในวันที่ 11 ธ.ค. นี้ มีแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก
0.25% ซึ่งอาจจะทำให้การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ ธปท.
ในวันที่ 25 ธ.ค. นี้ อาจจะมีการปรับลดดอกเบี้ย อาร์/พี ลงระหว่าง
0.25-0.5%

- ผลสภาพคล่องล้น SCB เริ่มปรับดอกเบี้ย
ครั้งแรกตั้งแต่เดือน ก.พ.
ธ.ไทยพาณิชย์ มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
และ เงินกู้ลง 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ย MLR เหลือ 7.5%, MOR เหลือ
7.75%, เงินฝากออมทรัพย์เหลือ 1.75%, เงินฝากประจำ 1 ปี เหลือ 2.75%
มีผลตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. นี้ โดยเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 9 เดือน
นับจากเดือน ก.พ. 2544 จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ ธ.ไทยพาณิชย์
ดังกล่าว เราคาดหมายว่าจะทำให้ธนาคารพาณิชย์อื่นๆมีการทยอยปรับลดดอกเบี้ยลงตาม
อย่างไรก็ตามเราคาดหมายว่าแนวโน้มดอกเบี้ยของไทยจะลดลงอีกได้ไม่มากนัก
เพราะ อัตราดอกเบี้ยของไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ทำให้คาดหมายว่าแนวโน้มดอกเบี้ยจะปรับลดลงได้อีกไม่เกิน
0.25% โดยเทียบกับอัตราดอกเบี้ย LIBOR ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยใช้อ้างอิง
ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.1%
- สภาพคล่องล้น ดอกเบี้ยลด เงินต่างชาติไหลเข้า
ตลาดยังมีสิทธิลุ้นต่อถึง 320-330
จากส่วนต่างของดอกเบี้ยในประเทศที่สูงกว่าต่างประเทศ
ทำให้เกิดกระแสเงินไหลเข้า และ เมื่อทิศทางเงินไหลเข้าส่วนหนึ่งน่าจะไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้น
ซึ่งจากกราฟข้างล่างแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ยอดซื้อสุทธิของต่างชาติ
เทียบกับ SET Index ซึ่งมีความสัมพันธ์กันสูง ถ้าหากทิศทางยังเป็นเช่นนี้ก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่ตลาดยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นต่อ
และ อาจจะสามารถลุ้นกลับไปที่บริเวณ 320-330 ซึ่งเป็นจุดก่อนเกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมในสหรัฐ
เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544

|
ธนาคาร
|
หุ้นเด่น
|
ผลกระทบ
|
|
|
TFB
|
#
ความชัดเจนในการทำกำไรต่อไป จะดีมากเนื่องจากการตั้งสำรองและค่าใช้จ่าย
|
|
|
|
ในการปรับโครงสร้างองค์การได้ทำไปมากแล้วในช่วง
2 ปี
|
|
|
|
#
การตั้งสำรองปรับแล้วที่ 74% ยังทำให้ความจำเป็นในการเพิ่มทุนน้อยมากและ
|
|
|
|
ปลอดภัยหากเศรษฐกิจลงต่ออีก
|
|
|
|
#
ราคาต่อมูลค่าทางบ/ช ยังต่ำกว่า 2 เท่า ดีมากเมื่อเทียบกับการทำกำไรปีหน้า
|
|
|
|
|
|
|
SCB
|
#
ฐานทุนแข็งแกร่ง มีต้นทุนต่ำจะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยสูงขึ้นอีก
|
|
|
|
#
SCB เป็นเจ้าใหญ่ในตลาดกู้ซื้อบ้าน ซึ่งกำลังโตมาก (คิดเป็น
25% ของจำนวน
|
|
|
|
เงินกู้ทั้งหมด
|
|
|
|
#
ราคาต่อมูลค่าทาง บ/ช ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งผูกเทียบกับความสามารถทำกำไรที่ดีต่อเนื่องและคง
|
|
|
|
การตั้งสำรองให้ฐานแน่นไปเรื่อย
ๆ
|
|
|
|
|
|
|
BBL
|
#
คุณภาพสินทรัพย์ ตั้งสำรองสูงไว้ถึง 79% และผลบวกจากการโอนหนี้
27 พันล้าน
|
|
|
|
ไปTAMC
ยังเด่นชัดกว่าทุกธนาคาร
|
|
|
|
|
|
|
|
#
ดอกเบี้ยต่ำลงจะช่วยลดภาระต้นทุนจากฐานเงินฝากที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
|
|
|
|
#
การทำกำไรดีขึ้นจะลดขนาดและโอกาสของการเพิ่มทุนแบบถูกบังคับได้มาก
|
|
|
|
โดยเฉพาะต้องเอาไปใช้คืน
CAPs ในปี 2547
|
|
|
|
|
|
สถาบันการเงิน
|
NFS
|
#
ส่วนต่างดอกเบี้ยจะขยายตัวสูงขึ้นมากจากดอกเบี้ยของเช่าซื้อ
ซึ่งไม่ลดลงตาม
|
|
|
|
MLR
ปัจจุบันมีขนาด 15 พันล้านบาท
|
|
|
|
#
อาจมีกำไรจากพันธบัตรสูงในดอกเบี้ยขาลง ตอนนี้คือหุ้นกู้อยู่
14.8 พันล้านบาท
|
|
|
|
จะมีกำไรในไตรมาส
4/44 กลับจากขาดทุนในไตรมาส 3/44
|
|
|
|
#
หุ้นยังซื้อขายต่ำกว่า 1 เท่า ของมูลค่าทาง บ/ช ปรับแล้วในช่วง
2544-5
|
|
|
|
|
|
ขนส่ง
|
BECL
|
#
ดอกเบี้ยลง 0.25% ประหยัดดอกเบี้ยจ่าย 100 บาท/ปีและทำให้ NPV
เพิ่ม 1 บาท
|
|
|
|
เป็น
16 บาท
|
|
|
|
#
ยอดการใช้ทางด่วนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
|
|
|
|
#
การจ่ายหนี้คืนเป็นผลบวกต่อผู้ถือหุ้นมากกว่าธนาคาร
|
|
|
|
|
|
อสังหาริมทรัพย์
|
QH
|
#
ดอกเบี้ยต่ำยังทำให้อุปสงค์บ้านเดี่ยวมีศักยภาพเติบโตสูงขึ้นอีก
|
|
|
|
#
การฟื้นตัวของกำไรหลังปรับโครงสร้างทางการเงินจะเป็นตัวขับเคลื่อนกำไร
|
|
|
|
ต่อไปในช่วงปี
2544-5
|
|
|
|
#
ราคาเหมาะสมของเราบนพื้นฐาน DCF/NAV อยู่ที่ 6.7 บาท
|
|
|
|
|
|
|
GOLD
|
#
ยอดขายล่วงหน้าจากโครงการต่าง ๆ ในปัจจุบันเป็นตัวผลักดันกำไรอีก
1-2 ปี
|
|
|
|
ข้างหน้า
แน่นอน
|
|
|
|
#
กำไรในโครงการอนาคตจะดีขึ้น เนื่องจากที่ดินและโครงการเก่าที่เข้ามามีต้นทุน
|
|
|
|
ถูกกว่า
|
|
|
|
#
ความแข็งแกร่งทางการเงินจะสนับสนุนการซื้อที่ดินและทรัพย์สินราคาถูกลงโดย
|
|
|
|
เฉพาะอย่างยิ่งหลัง
บสท. เข้ามาปรับปรุงหนี้
|
|
|
|
|
|
|
SUPALI
|
#
เป็นผู้รับผลบวกหลักรายหนึ่งจากการปล่อยกู้ซื้อบ้านของรัฐให้แก่ข้าราชการ
|
|
|
|
จำนวน
20 พันล้านบาทในปัจจุบัน
|
|
|
|
#
ยังมีบ้านเดี่ยวราคาถูกเหลืออยู่กว่า 2,000 ยูนิตในโครงการต่าง
ๆซึ่งจะเข้ามาช่วย
|
|
|
|
ทำกำไรได้ดี
|
|
|
|
#
การปรับโครงสร้างหนี้มีแนวโน้มง่ายขึ้นมากจากกระแสเงินสดที่จะได้จากการ
|
|
|
|
ขายโครงการในมือ
|