หน้าหลัก

          ดาวน์โหลดบทวิจัย

          กระแสข่าว/กลยุทธ์

          บทวิเคราะห์

          วิเคราะห์เทคนิค

          VDO SQUAWK

          สรุปหุ้นแนะนำ

          วอร์แรนท์

          วิเคราะห์รายหุ้น

          ผลประกอบการ

          ปฎิทินหุ้น

          เชื่อมเวบไซต์อื่น

          เศรษฐกิจและอื่นๆ

          ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ

          อัตราแลกเปลี่ยน

          ตลาดล่วงหน้า

 
YUANTA RESEARCH CENTER
13 กันยายน 2544


ประเมินผลกระทบที่จะมีต่อตลาดหุ้นไทย หลังเกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมในสหรัฐฯ

 

การก่อวินาศกรรมครั้งรุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ จนทำให้มีผู้บาดเจ็บ ล้มตาย เป็นจำนวนมาก และ สร้างความเสียหาย ในสิ่งที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐ คือ ศูนย์กลางทางการเงิน เศรษฐกิจของสหรัฐ คือ ตึก เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ และ หน่วยงานที่มีแสนยานุภาพที่สุดในโลก คือ ตึกเพนทากอน กระทรวงกลาโหมสหรัฐ จนมีผลกระทบต่อตลาดทุน ตลาดเงิน และ ตลาดสินค้า เช่นน้ำมัน ทองคำ จนทำให้เมื่อวานทางการของไทยได้สั่งให้หยุดการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ซึ่งเรามองว่าตลาดหุ้นไทยจะยังได้รับผลกระทบด้านลบ อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยพื้นฐาน จากความเสี่ยง ในความตึงเครียดของสถานการณ์ดังกล่าว เรามองถึงโอกาสผลกระทบหลังจากเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม ดังนี้

  1. สหรัฐมีโอกาสค่อนข้างแน่นอนที่จะตอบโต้เหตุการณ์ดังกล่าว แต่ปัญหาของสหรัฐคือ การหาเป้าหมายของผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว และ ลักษณะวิธีการตอบโต้ ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศที่เป็นศัตรูของสหรัฐ เช่น อัฟกานิสถาน, อรัก, อิหร่าน, ลีเบีย และ ประเทศอื่นๆแถบตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลถึงขั้นจะเป็นสงครามระหว่างประเทศ
  2. หากสหรัฐมีการตอบโต้ อาจจะได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มประเทศอาหรับ ซึ่งจะส่งผลทำให้ราคาน้ำมันอย่างน้อยในระยะสั้น ปรับตัวสูงขึ้น
  3. การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน จะส่งผลทำให้ สถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐ และ ญี่ปุ่น ที่อ่อนแออยู่แล้ว เลวร้ายลงไปอีก จนอาจมีผลทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอย
  4. การหยุดการทำการชั่วคราวของสายการบินสหรัฐ จะส่งผลลบต่อการท่องเที่ยว และ การขนส่งคมนาคม ซึ่งจะมีผลลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
  5. ความกังวลหลักอีกประการคือ ผลกระทบระยะยาวต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งการบริโภคมวลรวมมีสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของระบบเศรษฐกิจรวมของสหรัฐ
  6. นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเชื่อว่า ธนาคารกลางสหรัฐ รวมถึงธนาคารกลางประเทศอื่นๆ จะร่วมมือกันในการปรับลดดอกเบี้ย เพื่ออัดฉีดสภาพคล่อง สร้างฐานของตลาดการเงิน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ปรากฏชัด ใน ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ อัตราแลกเปลี่ยน และ ตลาดทุน ทั่วโลก ราคาน้ำมัน ได้ปรับขึ้น 6.3% เมื่อวาน ในขณะที่ราคาทองคำปรับขึ้น 5.3% แต่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างมีเสถียรภาพ สำหรับผลต่อตลาดหุ้น ปรากฏว่า ตลาดหุ้นทั่วโลก ปรับตัวลดลงประมาณ 4-12% ในขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์คยังปิดทำการซื้อขาย

 

10/09/2001

% chng

11/09/2001

% chng

12/09/2001

Commodities

 

 

 

 

 

Brent 1Mth FOB Asia (US$)

27.74

6.31%

29.49

-2.20%

28.84

Gold (US$)

271.50

5.34%

286.00

-3.50%

276.00

 

 

 

 

 

 

Currencies

 

 

 

 

 

Baht/US$

44.61

0.70%

44.30

-0.18%

44.38

Singapore $/US$

1.7503

0.82%

1.736

-0.03%

1.7366

Philippine peso/US$

51.10

-0.20%

51.20

0.08%

51.16

Indonesia rupiah/US$

9,060

-0.28%

9,085

0.83%

9,010

Japanese yen/US$

121.00

1.54%

119.17

-0.13%

119.32

 

 

 

 

 

 

Equities

 

 

 

 

 

Japan Nikkei 225

10,195.69

0.95%

10,292.95

-6.63%

9,610.10

Hong Kong - Hang Seng

10,366.32

0.49%

10,417.36

-8.87%

9,493.62

Singapore - ST Times Ind

1,558.45

0.53%

1,566.76

-7.42%

1,450.45

Korea - Kospi

550.73

-1.84%

540.57

-12.02%

475.60

Indonesia - JSX Index

443.60

0.42%

445.48

-3.51%

429.85

Philippines - Composite

1,297.19

-0.24%

1,294.09

-4.07%

1,241.39

แนะนำหุ้นให้เน้นที่หุ้นที่ต้านกระแสตลาด (Defensive Stocks) ที่มีคุณสภาพ และกำไรพลิกฟื้น

หากวันนี้ตลาดหุ้นเปิดทำการเราคาดหมายว่า หุ้นประเภทที่แปรปรวนมากกว่าตลาด เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เงินทุนหลักทรัพย์ และ พัฒนาที่ดิน จะเป็นกลุ่มที่ถูกกดดันจากแรงขายหนัก เนื่องจากตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา กลุ่มเหล่านี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเท่ากับ 12.6%, 15.5% และ 23.9% ตามลำดับ

Sector

31/07/2001

11/09/2001

% chng

SET

297.69

330.37

10.98%

Property

37.09

45.97

23.94%

Building Material

1596.3

1960.39

22.81%

Textile

302.21

364.86

20.73%

Finance

743.63

859.06

15.52%

Telecom

51.08

58.55

14.62%

Banking

145.24

163.53

12.59%

Transportation

45.96

50.5

9.88%

Energy

3220.19

3414.8

6.04%

Entertainment

44.42

47.08

5.99%

Hotel

137.34

144.09

4.91%

Electronics

589.88

611.72

3.70%

เรามองว่าความเสี่ยงในการปรับตัวจะถูกจำกัดในกลุ่มที่เป็น Defensive Stocks เช่น กลุ่มพลังงาน และ กลุ่มบันเทิง ซึ่งทั้งสองกลุ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น 6% ในช่วงเดือนเศษๆที่ผ่านมา และที่สำคัญคือ สองกลุ่มดังกล่าวเป็นหุ้นที่มีคุณภาพสูง และ มีกำไรที่กำลังพลิกฟื้น

สำหรับหุ้นที่เราได้ปรับลดเกรดจากเหตุการณ์ดังกล่าวคือ หุ้นการบินไทย (THAI) เราได้เปลี่ยนคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ขาย” เนื่องจากการก่อวินาศกรรมดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบด้านลบต่ออุตสาหกรรมสายการบินทั่วโลก ในขณะเดียวกันเรายังได้เน้นแนะนำหุ้น PTTEP เนื่องจากมีราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมมาก และ ได้ประโยชน์จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANKING)

เนื่องจากตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมเป็นต้นมากลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวสูงขึ้น 12.6% ซึ่งยังไม่มีพัฒนาการด้านบวกของปัจจัยพื้นฐานที่ชัดเจน แต่เป็นเรื่องของการคาดการณ์การจัดตั้ง TAMC และเป็นเรื่องเม็ดเงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้นมากกว่า การแก้ไขกฏหมาย TAMC ยังค้างที่วุฒิสภา การก่อวินาศกรรม จะทำให้เหตุผลการไหลเข้าของเม็ดเงินจากต่างชาติดูไม่น่าสนใจ เรายังคงแนะนำ “ลดน้ำหนักการลงทุน” หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ถ้าหากมีการอ่อนตัวลงของราคาหุ้นอย่างรุนแรง หลังจากที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้านี้ ถ้าหากมีแรงเก็งกำไรเข้ามา ในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ได้แก่ BBL, SCB ซึ่งคำแนะนำในปัจจุบันคือ “ถือ”

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (BUILDING MATERIALS)

เราแนะนำให้ “ลดน้ำหนักการลงทุน” ในหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง โดยในอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ เราคาดว่าจะมีการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในอัตรากำไรที่อยู่ในระดับสูงของ ตลาดภายในประเทศอันสืบเนื่องมาจากความต้องการบ้านที่อยู่อาศัยสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะไปหักล้างกันกับการหดตัวอย่างรวดเร็วในอัตรากำไร ที่อยู่ในระดับต่ำของตลาดส่งออกจากที่ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ผู้ผลิตปูนซิเมนต์อาจจะได้รับการอนุมัติให้ขึ้นราคาปูนซิเมนต์ราว 2-5% ภายในอีกสองเดือนข้างหน้า แต่สิ่งเหล่านี้ก็จะไปหักล้างกันกับการที่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งต้นทุนค่าพลังงานนั้นคิดเป็นราว 40-50% ของโครงสร้างต้นทุนของผู้ผลิตปูนซิเมนต์ ผลสุทธิก็คือการเติบโตของผลกำไรของบริษัทมีจำกัด โดยเฉพาะสิ่งนี้จะเป็นจริงมากๆ สำหรับบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) หรือปูนใหญ่ เนื่องจากผลกำไรที่แย่ลงในอีกสองธุรกิจหลักคือ ปิโตรเคมีและกระดาษ แม้ว่าบมจ.ปูนซิเมนต์นครหลวง (SCCC) หรือปูนกลาง กำลังมีผลกำไรและกระแสเงินสดที่น่าประทับใจ สิ่งเหล่านี้ก็ได้สะท้อนอยู่ในราคาหุ้นไปแล้ว เราแนะนำให้ “ขายทำกำไร” สำหรับหุ้นผู้ผลิตปูนซิเมนรายใหญ่ที่สุดสองรายนี้

บมจ.ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวดีขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ราคาหุ้นของบริษัทได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นภายหลังจากการเซ็นสัญญากู้เงินเพื่อไถ่ถอน หุ้นกูแปลงสภาพสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (ECD) ที่ผู้ถือมีสิทธิขายคืนได้ จำนวน 46.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จะครบกำหนดขายคืนได้อีกในวันที่ 19 กันยายน เราคาดว่าผลกำไรในไตรมาสสามของบริษัทจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นจากที่รัฐบาล จะเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในการก่อสร้างและซ่อมแซมถนนในช่วงใกล้สิ้นสุดปีงบประมาณ แม้ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้อัตรากำไรลดลงชั่วคราวในส่วนของธุรกิจยางมะตอย เราก็ยังคงคำแนะนำให้ “ซื้อ” หุ้น TASCO โดยมีราคาเป้าหมายที่ 22 บาท

กลุ่มสื่อสารฯ

เรายังคงคำแนะนำ “เพิ่มนำหนักการลงทุน” สำหรับหุ้นในกลุ่มสื่อสารฯ เนื่องจาก หุ้นส่วนใหญ่ยังมีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมอยู่มาก ยกเว้น บมจ. แอ็ดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ที่อาจจะต้องเผชิญต่อแรงขายค่อนข้างมาก ถ้านักลงทุนต่างชาติดึงเม็ดเงินออกจากตลาดทุน อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าความเสี่ยงขาลงดังกล่าวจะค่อนข้างจำกัดที่ไม่เกิน 15% สำหรับหุ้นในกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน คือ บมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) ซึ่งนับว่าให้โอกาสในการลงทุนที่ถูกกว่าสำหรับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ใน ประเทศไทยที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อเปรียบเทียบกับ ADVANC นอกจากนั้น การกระจายการลงทุนในบริษัทลูกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น บริการสื่อสารดาวเทียม, อินเตอร์เนท และ โทรทัศน์ ส่วนหุ้นในกลุ่มฯตัวอื่นที่น่าสนใจในแง่ของอัตราการเติบโตที่ดี คือ บมจ. เทเลคอมเอเซีย (TA) และ บมจ. ยูไนเต็ด คอมมิวนิเคชั่น อินดัสตรี (UCOM) แต่แม้ว่า หุ้นทั้งสองจะยังมีราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะอ่อนตัวในช่วง

กลุ่มพลังงาน

กลุ่มพลังงานจัดได้ว่าเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยที่ ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และ บ้านปู (BANPU) จะเป็น 2 บริษัทที่จะได้รับผลดีจากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้นและราคาถ่านหินที่คาดว่าจะสูงขึ้นตามด้วย PTTEP เป็นหุ้นที่เราให้น้ำหนักการลงทุนมากที่สุดในกลุ่มเนื่องจากการที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น และการเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้นจะทำให้รายได้และผลกำไรในปีนี้ของ PTTEP โดดเด่นมาก โดยเราประมาณการว่า PTTEP จะมียอดขายเติบโต 28% และผลกำไรเพิ่มขึ้น 68% เมื่อเทียบกับปีก่อน ราคาปัจจุบันของ PTTEP ก็ซื้อขายกันต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมตามวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) ของเราที่ 164 บาทอยู่ 23.2% อีกทั้งในระยะยาวเรายังมองว่า PTTEP จะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกจากการที่ ปตท. จะดำเนินการสร้างท่อส่งก๊าซเส้นที่ 3 แล้วเสร็จในปี 2549 ซึ่งจะทำให้ PTTEP สามารถที่จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้อีก และขณะนี้ทาง PTTEP กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาเข้าซื้อหุ้นของ Medco Energi ซึ่งเป็นบริษัทของอินโดนีเซียเพื่อที่จะเพิ่มปริมาณสำรองของน้ำมันดิบให้มากขึ้น เราแนะนำ “ซื้อ” PTTEP

จากผลของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็จะทำให้ราคาถ่านหินปรับตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งก็จะเป็นผลดีกับ BANPU โดยที่หลังจากที่ BANPU ได้ซื้อเหมือง Indocoal ในประเทศอินโดนีเซียซึ่งจะมีการทำการแปลงเงินกู้จำนวน 54 ล้านเหรียญเป็นส่วนของเจ้าของรวมเป็นบริษัทย่อยที่ BANPU จะถือหุ้นใน Indocoal ทั้งสิ้น 95% ในกลางปีหน้านั้น จะทำให้ BANPU มีปริมาณถ่านหินสำรองเพิ่มขึ้นจาก 82 ล้านตันเป็น 264 ล้านตัน จากการรวม Indocoal เป็นบริษัทย่อยในปีหน้านี้เองจะทำให้รายได้และผลกำไรของ Indocoal จะเข้ามารวมในงบของ BANPU บางส่วน โดยที่เราคาดว่ารายได้ของ BANPU จะเพิ่มขึ้น 19% ในปีหน้า ราคาปัจจุบันของ BANPU ต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมที่ 43 บาทอยู่ 36% เราแนะนำ “ซื้อ”

หุ้นกลุ่มพลังงานอีกตัวที่เราแนะนำ ซื้อ คือ บมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCOMP) เนื่องจากมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมที่ 59 บาทอยู่ 39.4% อีกทั้ง EGCOMP ยังมีโครงการที่จะขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 2.425 เมกกะวัตต์เป็น 5.000 เมกกะวัตต์ภายในปี 2546 ด้วยการซื้อโครงการที่ดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบันบางส่วนและขยายกำลัง การผลิตเองด้วยอีกส่วนหนึ่ง โดยที่โครงการทั้งหมดส่วนใหญ่ของ EGCOMP จะมีการทำสัญญาซื้อขายระยะยาว 25 ปี (PPA) กับทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT) จึงทำให้ EGCOMP เป็นบริษัทที่มีความมั่นคงในเรื่องของรายได้และผลการดำเนินงาน อีกทั้งยังเป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งอีกด้วย

กลุ่มบันเทิง

หุ้นในกลุ่มบันเทิงมีความผันผวนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับตลาด เนื่องจาก หุ้นในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีฐานะทางการเงินเป็นเงินสดสุทธิ (net cash) และสามารถทำรายได้ที่มั่นคงจากโครงสร้างธุรกิจที่ค่อนข้างผูกขาด บมจ. บีอีซี เวิลด์ (BEC) เป็นบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างธุรกิจดังกล่าว โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าโฆษณาของช่อง 3 ขณะที่คู่แข่งคือ ช่อง 7 ก็มีการปรับขึ้นค่าโฆษณาเช่นกันในเดือนตุลาคมนี้แม้ว่าการใช้จ่ายในการโฆษณา โดยรวมชะลอตัวลง, BEC ยังมีเงินสดถึง 3.77 พันล้านบาทขณะที่ต้นทุนของบริษัทมีลักษณะที่ค่อนข้างคงที่ นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่บริษัทจะทำการซื้อหุ้นคืนและแตกพาร์ซึ่งส่งทำให้หุ้นมีความ น่าสนใจมากขึ้น ในปีนี้ เราคาดว่า รายได้ของบริษัทจะเติบโตเพิ่มขึ้น 24% เป็น 6,232 ล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้น 32% เป็น 2,041 ล้านบาท โดยราคาที่เหมาะสมของ BEC อยู่ที่ 284 บาทต่อหุ้น

อิเลคโทรนิคส์

เราคาดว่าหุ้นอิเล็คโทรนิคส์จะโดนผลลบจากความไม่แน่นอนของการใช้สินค้า คงคลังและการฟื้นตัวของธุรกิจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่อนตัวของการบริโภคและการลงทุนของบริษัทต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลมาก เนื่องจากตลาดสหรัฐบริโภค 1 ใน 3 ของอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ในตลาดโลกโดยรวม นอกจากนั้นความผกผันของค่าเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่าง ดอลล่าร์สหรัฐ เยนญี่ปุ่นและเงินบาท จะทำให้บริษัทต่าง ๆ เพิ่มความเสี่ยงเรื่องอัตราค่าเงินอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เรายังมองแนวโน้มของหุ้นอุปกรณ์เกี่ยวกับการบริโภคและ PC ไม่ดี หุ้นเหล่านี้คือ CCET<ขาย> CIRKIT<ขาย> และ KRP <ถือ> ในด้าน CCET มีความกังวลอยู่ที่คำสั่งซื้อเครื่องพิมพ์แบบหมึกจาก HP ซึ่งสูงถึง 70% ของยอดขาย อาจจะถูกกระทบหากอุปสงค์ชะลอตัวลงและกำไรขั้นต้นจะอยู่ในภาวะลำบาก ในส่วนของ CIRKIT เนื่องจากผลิต IC ราคาต่ำอย่างเดียว จะถูกผลกระทบในการตัดราคาและยอดขายลดลง นอกจากการหดตัวของ PC แล้วก็จะทำให้การฟื้นตัวของ KRP เป็นไปได้ยากขึ้น

ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจธุรกิจ PCBA ของ HANA <ซื้อลงทุน> และ DELTA <ซื้อ> อาจได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ของสินค้าเฉพาะอย่างขยายตัว ประมาณว่า 30% ของยอดขาย HANA เป็นอุปกรณ์เกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น บัตรพนักงานหรือบัตรรักษาความปลอดภัย ซึ่งอาจขยายตัวจากการเพิ่มการรักษาความปลอดภัย นอกจากนั้นไม่ว่าระบบการรักษาความปลอดภัยใด ก็ต้องใช้เครื่องแปลงไฟที่มีคุณภาพ DELTA จึงอาจได้รับผลบวกเพราะทั้งกลุ่มมีส่วนครองตลาดโลกอยู่มากที่สุด คือ 1 ใน 3 และผลิตสินค้าคุณภาพดี ส่วน KCE ก็จะถูกกระทบโดยอุปสงค์อ่อนตัว บวกกับการเพิ่มกำลังการผลิตราว 50% ในปีนี้ โดยมีสัดส่วนของสินค้ารถจากยุโรปเพิ่มขึ้น 35% ของยอดขาย แต่ถ้าราคาหุ้นปรับตัวลงมากก็น่าจะเป็นการดีที่จะเข้าซื้อ เนื่องจากปัจจุบันซื้อขายกันถูกที่ 2-3 เท่า ของ EV/EBITDA แต่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาวสูง

กลุ่มโรงแรม

กลุ่มนี้น่าจะได้รับผลกระทบจากการหดตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก จากการที่กลัวว่าความขัดแย้งระหว่างอเมริกากับตะวันออกกลางจะขยายวงกว้างขึ้น โศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นที่นิวยอร์กและวอชิงตัน น่าจะมีผลลบกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากอเมริกาและยุโรปจะยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง ออกไปจากความกลัวเรื่องความปลอดภัย นอกจากนั้นนักท่องเที่ยวชาวเอเชียก็เช่นเดียวกันอาจเลื่อนการเดินทางออกไป แต่ถึงแม้จะมาเขาเหล่านั้นก็ใช้เวลาและใช้จ่ายเงินในเมื่องไทยน้อยกว่านักท่องเที่ยวชาวยุโรป แต่แม้ว่าเราได้นำปัจจัยลบเรื่องการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาคิดแล้ว หุ้นกลุ่มโรงแรมก็ยังดูน่าสนใจอยู่ ซึ่งเรามีคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น RGR แต่ “ขายทำกำไร” ใน CENTEL หลังจากที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 19% อาทิตย์ที่แล้ว

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์

เมื่อตลาดเปิดให้ทำการซื้อขายอีกครั้งหนึ่ง เราคาดว่าหุ้นกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะเป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มที่ถูกเทขายอย่างหนัก ที่สุด นักลงทุนยังคงสามารถทำกำไรได้ในระดับหนึ่งจากที่ราคาหุ้นทั้งกลุ่มโดยเฉลี่ย ได้ปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนสิงหาคมขึ้นมาถึง 23.9% เราไม่คิดว่าการโจมตีจากผู้ก่อการร้ายในสหรัฐจะมีผลต่อการซื้อบ้านเดี่ยวในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากที่ภาวะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับต่ำ และความจริงที่ว่าที่ดินยังเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงอย่างหนึ่งสำหรับคนไทย เราคาดว่ายอดขายบ้านเดี่ยวจะยังคงแข็งแกร่งต่อไป หากแต่สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ได้สะท้อนในราคาหุ้นไปบ้างแล้ว ราคาหุ้นของ บมจ.โนเบิลดิเวลลอปเมนท์ (NOBLE) บมจ.แผ่นดินทองพร๊อพเพอร์ตี้ (GOLD) บมจ.สัมมากร (SAMCO) และบมจ.แสนสิริ (SIRI) ปัจจุบันซื้อขายกันที่ต่ำกว่าราคาเป้าหมายของเราราว 20% หรือน้อยกว่านี้ ขณะที่ราคาหุ้น บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) และบมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) ซื้อขายกันที่สูงกว่าราคายุติธรรมที่เราประมาณการไว้ ณ จุดนี้ เราแนะนำให้ “ขายทำกำไร” สำหรับหุ้นของทุกบริษัทที่ว่ามานี้ อย่างไรก็ตาม เราแนะนำให้ “ซื้อ” หุ้น LH QH GOLD และ NOBLE ตลอดจนหุ้นผู้ประกอบกิจการศูนย์การค้าสองแห่งคือ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ บมจ.เอ็มบีเคพร๊อพเพอร์ตี้ (MBK-PD) เมื่อราคาหุ้นเหล่านี้ปรับตัวลงมาได้ราว 10% หรือมากกว่าแล้ว

กลุ่มขนส่ง

กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเรา ปรับเปลี่ยน คำแนะนำ บมจ.การบินไทย (THAI) จาก “ซื้อ” เป็น “ขาย” เนื่องจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันซึ่งจะมีผลกระทบต่อต้นทุนของการบินไทย อย่างมาก (การบินไทยไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงในเรื่องของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง) ยิ่งไปกว่านั้นการบินไทยยังต้องเผชิญกับการยกเลิกเที่ยวบินที่จะไปสู่อเมริกา และแคนาดาในบางเที่ยวรวมไปถึงนักท่องเที่ยวจากอเมริกาและยุโรป ซึ่งคาดว่าจะมีการยกเลิกเที่ยวบินหรือเลื่อนแผนการท่องเที่ยวมายังประเทศไทย ในระยะยาวแล้วการบินไทยยังต้องประสบกับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายในการป้องกันความปลอดภัยและค่าเบี้ยประกัน จากเหตุผลดังกล่าวทำให้เราคาดว่าการบินไทยจะไม่สามารถที่จะขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 400 ล้านหุ้นได้ทันภายในกำหนดเดิมในเดือนพฤศจิกายน แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารแล้วก็ตาม ซึ่งแผนการขายหุ้นเพิ่มทุนนี้เพื่อเป็นการลดหนี้สิน/ทุนซึ่งสูงถึง 17 เท่าในปัจจุบัน และยังเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับการบินไทยอีกด้วย

ในทางกลับกันหุ้นของบริษัททางด่วนกรุงเทพ (BECL : ซื้อ) แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการใช้ทางที่อาจจะลดลงบ้างแต่ราคาหุ้นก็ยัง คงถูกอยู่โดยราคาปัจจุบันต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมที่ 30 บาท อยู่ 66% ในขณะที่ผลกำไรยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปริมาณการใช้ทางด่วน ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนและการจ่ายหนี้คืนในบางส่วน ปริมาณการใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้น 4.2% จากปีที่แล้วในเดือนสิงหาคมเป็น 601,000 คัน/วัน ในขณะเดียวกันบริษัทได้จ่ายชำระหนี้จำนวน 202 ล้านบาท ในเดือนที่แล้วทำให้จำนวนการจ่ายหนี้คืนทั้งหมดในปีนี้เป็นจำนวน 1.193 พันล้านบาท

กลุ่มอื่น ๆ

บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนักจากเหตุการณ์ที่สหรัฐ โดยมีสาเหตุมาจาก 1) รายได้จากการส่งออกกุ้งไปสหรัฐ มีสัดส่วนเพียง 4% ของรายได้รวม 2) บริษัทย่อย คือ CP-USA ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ 3% ของรายได้รวม ตั้งอยู่ที่รัฐอาลาบัลมาซึ่งอยู่ตอนใต้ของสหรัฐ นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ เราคาดว่าราคาไก่ส่งออกจะเริ่มปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการพบโรควัวบ้าในประเทศญี่ปุ่นซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาไก่ปรับตัวขึ้นอีกครั้ง โดยรวมแล้ว CPF เป็นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและนับเป็นหุ้นที่น่าสนใจ เราคาดว่า ในปีนี้บริษัทจะสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้น 10.9% เป็น 3,757 ล้านบาท โดยมี PER ที่ 5.85 เท่า ราคาเป้าหมายของหุ้นอยู่ที่ 67 บาท

หุ้น บมจ. บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 32.8% นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมโดยปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 23 บาทเท่ากับราคาเป้าหมายของเราที่ 23 บาท อย่างไรก็ตาม ถ้าหุ้นมีการปรับตัวลงมาหลังจากตลาดเปิดให้มีการซื้อขายอีกครั้ง จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะลงทุนในหุ้นตัวนี้ BIGC มีแผนเปิดสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยจะเปิดสาขาอีก 2 แห่งในปีนี้และ 5 แห่งในปี 2002 และ 2003 นอกจากนั้น บริษัทยังมีโครงการที่จะทำซูปเปอร์มาร์เก็ต ขายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของตนเอง คือ “Leader Price” เราคาดว่า กำไรสุทธิของบริษัทจะขยายตัว 21% ในปีนี้เป็น 932 ล้านบาทและเพิ่มขึ้น 15% ในปีหน้าเป็น 1,070 ล้านบาท

Yuanta Earnings Summary

 

 

11/09/2001

Fair Value

Net Profit

EPS

PER

Stock

Rec

Price

2000

2001F

2002F

2000

2001F

2002F

2000

2001F

2002F

Agribusiness

CPF

BUY

57.50

67.00

3,388

3,757

4,152

8.82

9.83

10.87

6.52

5.85

5.29

GFPT

BUY

25.50

29.00

105

536

332

1.78

7.73

10.50

14.36

3.30

2.43

Bank

BAY

SELL

6.00

4.52

(8,530)

(1,547)

(1,092)

(4.61)

(0.84)

(0.59)

Na

Na

Na

BBL

HOLD

38.00

48.75

(18,687)

5,767

12,981

(12.74)

3.93

8.85

Na

9.67

4.29

BOA

SELL

6.20

1.21

(4,118)

(4,680)

195

(0.88)

(1.00)

0.04

Na

Na

148.31

BT

HOLD

19.50

15.52

535

777

979

0.11

0.52

0.66

180.06

37.47

29.66

DTDB

SELL

6.50

4.16

(12,626)

140

653

(7.47)

0.08

0.39

Na

78.70

16.81

KTB

HOLD

11.00

11.00

76,259

(4,045)

9,985

6.82

(0.36)

0.89

1.61

Na

12.32

SCB

HOLD

19.50

21.93

3,560

2,058

6,432

1.14

0.66

2.06

17.09

29.57

9.46

TFB

SELL

19.00

19.37

1,265

(268)

5,844

0.54

(0.11)

2.48

35.34

Na

7.65

TMB

SPECULATIVE BUY

6.20

2.36

(25,064)

477

2,068

(6.26)

0.12

0.52

Na

51.67

11.92

Building Material

SCC

TAKE PROFIT

468.00

650.00

41

7,051

5,714

0.30

58.80

47.60

1,560.00

7.96

9.83

SCCC

TAKE PROFIT

154.00

156.00

952

2,161

2,279

3.80

8.60

9.10

40.53

17.91

16.92

TASCO

BUY

14.75

22.00

(318)

47

57

(2.40)

0.40

0.40

Na

36.88

36.88

Chemical

ATC

SELL

3.00

2.00

(4,760)

(3,049)

(2,154)

(11.90)

(7.62)

(5.39)

Na

Na

Na

NPC

TAKE PROFIT

32.75

43.00

2,160

1,286

1,894

6.97

4.15

6.11

4.70

7.89

5.36

VNT

BUY

4.80

9.60

(135)

664

1,339

(0.15)

0.74

1.48

Na

6.49

3.24

Commerce

BIGC

BUY

21.25

23.00

774

932

1,070

0.99

1.20

1.37

21.46

17.71

15.51

BJC

BUY

25.25

44.00

535

588

766

3.37

3.70

4.82

7.49

6.82

5.24

ICC

HOLD

172.00

180.00

471

533

606

16.19

18.35

20.84

10.62

9.37

8.25

LOXLEY

TRADING BUY

8.50

16.30

(1,686)

1,968

83

(27.34)

17.75

0.72

Na

0.48

11.81

MAKRO

HOLD

46.00

57.00

1,027

1,060

1,097

4.28

4.42

4.57

10.75

10.41

10.07

Commun

ADVANC

BUY

482.00

505.00

38,588

54,590

59,433

24.44

27.35

27.56

19.72

17.62

17.49

JASMIN

SELL

5.00

11.50

(783)

(429)

(187)

(2.10)

(1.15)

(0.50)

Na

Na

Na

SATTEL

BUY

32.75

36.00

711

1,493

2,207

1.62

3.41

5.05

20.22

9.60

6.49

SHIN

BUY

18.50

23.75

2,384

3,339

4,673

8.10

11.30

15.80

2.28

1.64

1.17

TA

BUY

15.00

26.00

(3,308)

(2,831)

(741)

(1.13)

(0.97)

(0.25)

Na

Na

Na

TT&T

SELL

4.30

4.00

(4,420)

229

(1,038)

(3.93)

0.08

(0.04)

Na

53.75

Na

UCOM

BUY

24.50

52.00

460

1,287

1,830

1.10

3.00

4.27

22.27

8.17

5.74

Electric

CEI

Buy

206.00

280.00

564

810

708

29.97

43.03

37.61

6.87

4.79

5.48

METCO

Buy

83.50

100.00

346

527

581

15.73

23.92

26.38

5.31

3.49

3.17

Energy

BANPU

BUY

27.50

43.00

(814)

2,314

3,423

(3.88)

11.04

16.34

Na

2.49

1.68

BCP

SELL

7.90

5.00

(1,557)

(2,099)

(1,041)

(2.98)

(4.02)

(1.99)

Na

Na

Na

EGCOMP

BUY

35.75

59.00

1,216

2,348

3,948

2.32

4.47

7.53

15.41

8.00

4.75

LANNA

HOLD

39.00

53.00

(6)

59

65

(0.18)

1.70

1.86

Na

22.94

20.97

PTTEP

BUY

126.00

164.00

5,433

9,132

10,571

8.33

14.01

16.21

15.13

8.99

7.77

RATCH

HOLD

16.00

16.75

145

2,579

5,713

0.27

1.78

3.94

59.26

8.99

4.06

Entertainment

BEC

BUY

258.00

284.00

1,545

2,041

2,644

7.73

10.20

13.22

33.38

25.29

19.52

CVD

SELL

7.70

6.30

3

5

8

0.11

0.10

0.14

70.00

77.00

55.00

GRAMMY

HOLD

87.50

98.00

317

226

265

6.34

4.51

5.31

13.80

19.40

16.48

UBC

SELL

9.50

12.00

(2,081)

(1,931)

(1,663)

(2.75)

(2.55)

(2.20)

Na

Na

Na

Electronics

CCET

SELL

27.25

22.00

1,175

1,233

1,166

3.89

4.08

3.86

7.00

6.68

7.06

CIRKIT

SELL

14.25

10.00

562

276

209

11.40

5.60

4.24

1.25

2.54

3.36

DELTA

BUY

226.00

280.00

4,042

4,263

4,255

34.65

36.55

36.37

6.52

6.18

6.21

HANA

BUY

66.50

80.00

2,002

1,192

1,619

12.99

7.73

10.50

5.12

8.60

6.33

KCE

BUY

53.50

60.00

520

449

603

18.33

15.82

21.25

2.92

3.38

2.52

KRP

SWITCH/ HANA, DELTA

4.50

4.50

(374)

148

201

(1.53)

0.42

0.57

Na

10.78

7.95

Food

MFG

SELL at Bt52

47.00

48.50

107

29

156

3.32

0.91

4.82

14.16

51.65

9.75

SSC

BUY

182.00

155.00

490

606

765

18.85

23.30

29.43

9.66

7.81

6.18

TUF

HOLD

67.50

60.00

1,510

1,888

2,354

10.42

13.03

16.25

6.48

5.18

4.15

Hotel

CENTEL

TAKE PROFIT

23.75

26.00

154

312

336

1.71

3.47

3.73

13.91

6.84

6.36

RGR

BUY

14.25

28.00

218

318

353

1.60

2.30

2.60

8.91

6.20

5.48

Mining

PDI

BUY

14.00

26.00

218

690

774

1.31

3.05

3.42

10.69

4.59

4.09

Property

CPN

TAKE PROFIT

48.00

53.00

308

567

620

3.08

5.66

6.19

15.58

8.48

7.75

GOLD

TAKE PROFIT

7.40

9.30

(174)

81

86

(0.52)

0.13

0.14

Na

56.92

52.86

LH

TAKE PROFIT

34.25

34.00

216

1,401

1,489

0.30

2.20

2.40

114.17

15.57

14.27

MBK-PD

TAKE PROFIT

24.75

36.00

320

430

434

1.60

2.20

2.20

15.47

11.25

11.25

NOBLE

TAKE PROFIT

3.50

4.20

15

30

234

0.16

0.11

0.86

21.88

31.82

4.07

QH

TAKE PROFIT

5.30

4.70

(1,283)

98

105

(2.38)

0.12

0.13

Na

44.17

40.77

SAMCO

TAKE PROFIT

24.75

31.00

75

78

83

1.70

1.70

1.80

14.56

14.56

13.75

SIRI

TAKE PROFIT

4.70

4.60

750

43

58

2.84

0.15

0.21

1.65

31.33

22.38

Pulp & Paper

AA

SELL

14.50

12.00

629

(460)

222

1.18

(0.86)

0.42

12.29

Na

34.52

PPPC

BUY

38.50

64.00

2,090

1,469

1,869

18.87

13.33

16.88

2.04

2.89

2.28

Textile

BRC

BUY

10.75

22.00

48

592

722

0.49

6.07

7.41

21.94

1.77

1.45

Trans

BECL

BUY

10.25

15.00

172

755

473

0.22

0.98

0.61

45.88

10.45

16.69

Vehicle

SMC

SELL

3.70

3.00

(75)

46

77

(0.32)

0.20

0.33

Na

18.50

11.21

SPSU

BUY

12.25

20.00

97

107

136

1.23

1.35

1.72

9.96

9.07

7.12

Other

EASTW

BUY

28.75

42.00

230

314

428

2.30

3.14

4.28

12.51

9.15

6.72

 

 

 

 ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด


If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer

Click Here!