หน้าหลัก

          ดาวน์โหลดบทวิจัย

          กระแสข่าว/กลยุทธ์

          บทวิเคราะห์

          วิเคราะห์เทคนิค

          VDO SQUAWK

          สรุปหุ้นแนะนำ

          วอร์แรนท์

          วิเคราะห์รายหุ้น

          ผลประกอบการ

          ปฎิทินหุ้น

          เชื่อมเวบไซต์อื่น

          เศรษฐกิจและอื่นๆ

          ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ

          อัตราแลกเปลี่ยน

          ตลาดล่วงหน้า

 
YUANTA RESEARCH CENTER
6 มิถุนายน 2544


 กลยุทธ์การลงทุน ภายใต้นโยบายการเงินแบบตึงตัว

 

ก่อนอื่น เราไม่เห็นด้วยกับนโยบายการเงินใหม่ ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ภายใต้ธนาคารพาณิชย์เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก เราแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตการลงทุน เพื่อสะท้อนผลกระทบที่จะเกิดจากการใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว เราพบว่าตั้งแต่เศรษฐกิจไทยเกิดวิกฤต ตลาดหุ้นไทยไม่สามารถจะดีดตัวสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากการปรับตัวสูงขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และเม็ดลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ณ ปัจจุบันเรายังไม่เห็นเหตุผลใดที่ตัวแปรข้างต้นจะเปลี่ยนแปลงในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

ดังนั้นจากเหตุผลการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากและการใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว เพื่อรักษาระดับเงินสำรองระหว่างประเทศดังกล่าว เราจึงมองหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มเงินทุนในทางลบ ที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว ซึ่งสองกลุ่มดังกล่าว มีสัดส่วนของมูลค่าตลาด (Market Capitalization) รวมกันสูงถึง 30% ของมูลค่าตลาดโดยรวม

ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติได้กลับทิศมาขายสุทธิรวม 2.3 พันล้านบาท ตั้งแต่มีข่าวการปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนก่อน (ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล) ในวันที่ 29 พฤษภาคม ซึ่งจากกราฟข้างล่างแสดงความมีนัยสำคัญของ กระแสเงินลงทุนจากต่างชาติที่มีอิทธิพลต่อ SET Index


* ยอดซื้อสุทธิของตางชาติสะสมตั้งแต่ปี 2537

เราคาดการณ์ถึงจุดที่มีความเสี่ยงต่ำสุด หรือ Downside Risk ที่ SET จะปรับตัวลงได้ คือ 280-286 จุด ซึ่งเป็นบริเวณก่อนที่พรรคไทยรักไทยจะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย จนได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพมั่นคงในปัจจุบัน และเป็นบริเวณที่หุ้นทั่วโลกได้ดิ่งลงอย่างรุนแรง ตามตลาดหุ้นสหรัฐ จากความกังวลที่เศรษฐกิจสหรัฐจะดิ่งหนักแบบ Hard landing ในทางกลับกัน เรามองอัพไซต์ที่ตลาดจะปรับตัวขึ้นได้ กรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีความผิดในคดี "ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน" คือ บริเวณ 350 จุด ซึ่งเป็นบริเวณที่ตลาดเคยมีการคาดหวัง ถึงแนวโน้มนโยบายของพรรคไทยรักไทยไว้สูง หลังจากที่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งใหม่ๆ อย่างไรก็ตามภายใต้ภาวะที่หุ้นตัวหลักถูกแรงกดดันจากปัจจัยเรื่องดอกเบี้ย เรามองถึงโอกาสที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก จะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น

เราแนะนำให้ นักลงทุนเลือกลงทุนในบริษัทยังมีผลการดำเนินงานโดดเด่น แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวดังกล่าวจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจคือ

  1. อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาวเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร
  2. อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้น จะปรับขึ้นภายใน 6 เดือนข้างหน้า
  3. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะยังสามารถรักษาระดับได้ ไม่เปลี่ยนแปลง
  4. ค่าเงินบาทจะมีเสถียรภาพ โดยมีลักษณะค่อนข้างไปทางด้านแข็งค่า
  5. ระบบเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเราคาดหมายว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 2.5%

หุ้นเด่นสุดที่แนะนำ

เราได้มีการปรับเปลี่ยนรายชื่อหุ้นที่เราแนะนำ โดยปรับคำแนะนำลง (Downgrade) ในหุ้นที่เกี่ยวกับการส่งออก ในขณะที่ปรับเพิ่มคำแนะนำ (Upgrade) หุ้นที่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคในประเทศ ทั้งนี้หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์เราได้ถอดออกจากรายชื่อหุ้นที่เราเคยแนะนำซื้อ

เราเชื่อว่า หุ้นที่มีขนาดกลาง และ ขนาดเล็ก ยังเป็นหุ้นที่มีศักยภาพในการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยเฉพาะหุ้นประเภทมีมูลค่าบริษัทสูง ที่ถูกตลาดละเลยในช่วงที่ผ่านมา

ตารางข้างล่างคือ 16 หุ้นเด่นที่เราแนะนำให้ “ซื้อ” โดยเป็นหุ้นขนาดใหญ่ 8 บริษัท และขนาดเล็ก 8 บริษัท

Top Stock Recommendations

Company

Market price

EV/EBITDA

PER

Fair value

Prem/(Disc)

Recommendation

 

(Bt per share)

(x)

(x)

(Bt per share)

to fair value

 

Big Market Cap Stocks

ADVANC

436.00

7.53

16.1

480.0

(9.2%)

BUY

BEC

218.00

8.97

22.2

284.0

(23.2%)

BUY

BECL

10.75

9.00

12.0

15.0

(28.3%)

BUY

CPF

40.50

2.64

4.1

57.0

(28.9%)

BUY

MAKRO

52.00

3.32

11.7

68.0

(23.5%)

BUY

PTTEP

124.00

5.69

9.2

151.0

(17.9%)

BUY

SATTEL

29.75

4.32

7.0

36.0

(17.4%)

BUY

TA

18.50

9.38

N.A.

37.0

(50.0%)

BUY

Small Market Cap Stocks

EASTW

27.00

3.18

7.9

42.0

(35.7%)

BUY

CENTEL

13.50

3.12

5.2

18.0

(25.0%)

BUY

CPN

29.25

3.40

7.2

39.0

(25.0%)

BUY

GFPT

15.75

2.80

2.3

25.0

(37.0%)

BUY

KCE

60.00

4.99

4.2

80.0

(25.0%)

BUY

MBK-PD

21.25

4.30

9.9

34.0

(37.5%)

BUY

METCO

89.50

2.51

3.8

120.0

(25.4%)

BUY

PPPC

37.75

2.57

2.6

64.0

(41.0%)

BUY

ข้างล่างเป็นรายละเอียดรายกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งหมด 8 กลุ่ม

กลุ่มที่เราเพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) ได้แก่

  • กลุ่มสื่อสาร
  • กลุ่มชิ้นส่วนอิเลคโทรนิคส์
  • กลุ่มพลังงาน
  • กลุ่มพาณิชย์และบันเทิง

ส่วนกลุ่มที่เราลดนำหนักการลงทุน (Underweight) ได้แก่

  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และ
  • กลุ่มวัสดุก่อสร้าง

ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เรามีความเห็นเป็นกลาง (Neutral) และกลุ่มอื่นๆเป็นการเลือกหุ้นตัวเล็กๆที่มีศักยภาพในการเจริญเติบโตและราคาน่าสนใจ

1. หุ้นกลุ่มสื่อสาร – เพิ่มน้ำหนัก (OVERWEIGHT)

แม้ภาวะเศรษฐกิจจะถดถอย แต่บริษัทกลุ่มสื่อสารกลับไม่เป็นเช่นนั้น คาดจำนวนผู้ใช้บริการยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องต่อไปอย่างน้อยอีก 6 เดือน โดยมีโปรโมชั่นลดค่าบริการเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญ อีกทั้ง ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ยังจะได้รับประโยชน์ค่อนข้างมาก จากการค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาเครื่องลูกข่ายที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศถูกลง และต้นทุนอุปกรณ์เครือข่ายเพื่อติดตั้งและขยายบริการก็ลดลงเช่นกัน

บมจ. ยูไนเต็ด คอมมิวนิเคชั่น (UCOM) รวมทั้งบริษัทในเครืออย่าง บมจ. โทเทิล แอคเซส คอมมิวนิเคชั่น (TAC) น่าจะได้รับประโยชน์จากการแข็งตัวของค่าเงินบาท เนื่องจากความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาระหนี้ต่างประเทศจำนวน 180 และ 276 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในความคิดเห็นของเรา บมจ. แอ็ดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) เป็นหุ้นที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด

ขณะที่ธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐานกลับกำลังเผชิญกับสภาพที่ อัตราการเติบโตลดลงจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากการที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ท.ศ.ท.) เริ่มหันมาทำตลาดมากขึ้น แต่ทั้งนี้ เราคิดว่าราคาหุ้นของ บมจ. เทเลคอมเอเซีย (TA) ได้สะท้อนผลกระทบดังกล่าวไปมากแล้ว ณ ระดับราคาปัจจุบัน TA ซื้อขายต่ำกว่าราคาเป้าหมายของเราอยู่ถึง 50%

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น บมจ. ไทยเทเลโฟน แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชั่น (TT&T) ปัจจุบัน ได้ปรับตัวเต็มมูลค่าไปแล้ว ซึ่งคิดว่าเป็นระดับราคาที่เหมาะสมในช่วงเวลานี้ จนกว่า TT&T จะสามารถแก้ไขปัญหาด้านการเงิน, การแปรสัญญาสัมปทาน และ การหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ได้เรียบร้อยแล้ว

ความผันผวนในตลาดตราสารหนี้ซึ่งเป็นสาเหตุมาจาก แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่พลิกกลับ จนอาจทำให้ TA ต้องเลื่อนแผนการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ มูลค่า 36 หมื่นล้านบาทออกไปจนสิ้นปี ในทางกลับกัน TA ก็จะได้ผลประโยชน์ทางบัญชีจากการแข็งตัวของค่าเงินบาท เนื่องจากความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในเงินกู้ต่างประเทศจำนวน 770 ล้านดอลลาร์เช่นกัน

Sector:

Telecommunication

Company

Market price

EV/EBITDA

PER

Fair value

Prem/(Disc)

Recommendation

 

(Bt per share)

(x)

(x)

(Bt per share)

to fair value

ADVANC

436.00

7.53

16.14

480.00

(9.2%)

BUY

JASMIN

6.60

7.49

N.A.

11.50

(42.6%)

SELL

SATTEL

29.75

4.32

6.98

36.00

(17.4%)

BUY

SHIN

165.00

18.66

18.27

228.00

(27.6%)

HOLD

TA

18.50

9.38

N.A.

37.00

(50.0%)

BUY

TT&T

4.10

9.15

N.A.

4.10

0.0%

SELL

UCOM

30.75

9.41

10.39

53.00

(42.0%)

BUY

2. กลุ่มชิ้นส่วนอิเลคโทรนิคส์-เพิ่มน้ำหนัก

ราคาหุ้นของกลุ่มอิเล็คโทรนิคส์ส่วนใหญ่ก็จะขึ้นอยู่ตามตลาด NASDAQ ซึ่งปัจจุบันดีดตัวสูงขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ 1638 จุดในเดือนเมษายน 2544 นี้ ไป 36% แล้ว และแม้ว่าผลกำไรไตรมาส2/44 จะยังคงหดตัวลงทั้งเทียบกับปีที่แล้วและไตรมาสที่ผ่านมา เรายังมองว่าผลลบจะอยู่ในวงจำกัด เมื่อตลาดได้รับข่าวเข้าไปมากพอและตลาดเองก็คาดว่า การฟื้นตัวของธุรกิจจะเกิดขึ้นปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า

ดังนั้นเราจึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” หุ้นหลักสามทหารเสือในกลุ่มคือ HANA DELTA และ KCE ซึ่งมองไปที่ KCE เป็นตัวที่ชอบมากที่สุด เนื่องจากยอดขายมาจากอุตสาหกรรมรถยนตร์ในยุโรป และกล่องดาวเทียมในธุรกิจเคเบิลทีวีซึ่งยังดีอยู่ ในขณะที่ภาวะตลาดโลกโดยรวมยังหดตัวลง แม้ว่าหุ้นจะได้รับไปบ้างแต่ราคาก็ยังคงถูก ซื้อขายกันเพียง 4-5 เท่า ของ PER ในช่วงปีนี้และปีหน้า

Sector:

Electronics

Company

Market price

EV/EBITDA

PER

Fair value

Prem/(Disc)

Recommendation

 

(Bt per share)

(x)

(x)

(Bt per share)

to fair value

CCET

24.5

7.9

6.1

20

22.5%

SELL

CIRKIT

16.3

6.7

3.0

12

35.4%

SELL

DELTA

202

4.7

6.0

250

(19.2%)

BUY

HANA

65.0

4.7

7.4

90

(27.8%)

BUY

KCE

60.0

5.0

4.2

80

(25.0%)

BUY

KRP

5.1

3.7

12.2

6

(15.0%)

HOLD

3. กลุ่มพลังงาน – เพิ่มน้ำหนัก (OVERWEIGHT)

หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดีและมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากส่วนใหญ่มีสัญญาซื้อขายกับทางรัฐวิสาหกิจ บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) เป็นหุ้นในกลุ่มพลังงานที่เราชอบที่สุด แม้ว่าราคาหุ้น PTTEP ได้ปรับตัวขึ้นมา 24% จากเมื่อ 2 เดือนก่อน แต่เรายังมองว่าราคาของ PTTEP ยังมีโอกาสไปได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้รายได้และกำไรของ PTTEP เพิ่มมากขึ้นด้วย แม้ว่าการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นจะทำให้รายได้ของ PTTEP ลดลงเล็กน้อย แต่รายได้ของ PTTEP จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อเทียบกับการผลิตที่เพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นแล้ว หุ้นอีกตัวที่เราเห็นว่ามีพื้นฐานดีเหมาะแก่การลงทุนก็คือ บมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCOMP) ซึ่งซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมที่ 59 บาทอยู่ 45% อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาราคาหุ้นในกระดานต่างประเทศแล้ว ซึ่งปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ 38.50 บาท เรายังมองว่าอาจมีการปรับตัวลงจากผลของ NVDR

Sector:

Energy

Company

Market price

EV/EBITDA

PER

Fair value

Prem/(Disc)

Recommendation

 

(Bt per share)

(x)

(x)

(Bt per share)

to fair value

 

BANPU

24.25

8.15

N.A.

43

(43.6%)

LONG-TERM BUY

EGCOMP

32.5

2.84

8.18

59

(44.9%)

BUY

PTTEP

124

5.69

9.19

151

(17.9%)

BUY

RATCH

16.25

8.92

7.81

17

(4.4%)

HOLD

4. กลุ่มพาณิชย์และบันเทิง – เพิ่มน้ำหนักการลงทุน

ในทางทฤษฎี บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคจะได้รับผลบวกจากการขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก อย่างไรก็ตาม จากการที่เศรษฐกิจเริ่มฝืดเคือง ผู้บริโภคเริ่มเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในด้านการงาน เราคาดว่า ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเก็บเงินส่วนเพิ่มที่ได้รับจากการเพิ่มขึ้น ของอัตราดอกเบี้ยแทนที่จะนำมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม หุ้นเกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ เช่น บมจ.บีอีซี เวิร์ด (BEC), บมจ.แกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ (GRAMMY) และ บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) ยังคงมีความแข็งแกร่งในภาวะที่ตลาดมีการแกว่งตัว นอกจากนั้นบริษัทเหล่านี้ยังคงความเป็นผู้นำในตลาด และมีฐานะทางการเงินเป็นเงินสดสุทธิ (net cash) ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย (ถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนไม่มากนักก็ตาม)

ในความเห็นของเรา หุ้นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มคือ BEC เนื่องจาก บริษัทมีการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่องมั่นคง ประกอบกับฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและเป็นผู้นำในตลาดโฆษณาทีวี

Sector:

Consumer-related

Company

Market price

EV/EBITDA

PER

Fair value

Disc/Prem

Recommendation

 

(Bt per share)

(x)

(x)

(Bt per share)

to fair value

 

BEC

218.00

8.97

22.22

284

(23.2%)

BUY

BIGC

15.75

6.16

13.18

23

(31.5%)

BUY

BJC

28.25

3.6

7.63

44

(35.8%)

BUY

GRAMMY

85.50

3.13

11.81

132

(35.2%)

BUY

MAKRO

52.00

3.32

11.72

68

(23.5%)

BUY

UBC

10.00

22.99

N.A.

19

(47.4%)

SELL

5. กลุ่มอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แม้ว่าเรามองว่าเงินบาทยังคงจะแข็งตัวลง เรายังเห็นคุณค่าที่ดีกับหุ้นพวกส่งออกอาหารหลายตัว เช่น ซีพีฟู๊ด (CPF) และ จีเอฟพีที (GFPT) เนื่องจากราคาถูกกว่าศักยภาพกำไรอยู่มาก นอกจากนั้นยังได้รับประโยชน์จากโรคปากเท้าเปื่อยของวัวในยุโรปและฮ่องกง หุ้นเหล่านี้ยังซื้อขายกันที่ EV/EBITDA ที่ 2.6 และ 2.8 เท่า ตามลำดับ

ในกลุ่มกระดาษ ฟินิกส์ ฟัลฟ แอนด์เปเปอร์ (PPPC) เป็นหุ้นมีคุณค่าทางธุรกิจสูงตัวหนึ่ง ถึงแม้ว่าเราจะประมาณการราคากระดาษที่ต่ำในปีนี้ หุ้น PPPC ก็ยังซื้อขายกันต่ำมากที่ 2.8 เท่าของ EV/EBITDA และมูลค่าปัจจุบัน (NPV) ก็ยังอยู่สูงถึง 64 บาท เราคิดว่าตลาดคงจะตอบรับกับศักยภาพราคาในทางที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการเข้าซื้อกิจการจากบมจ.ปูนใหญ่ (SCC)เป็นไปด้วยดี

ส่วนบริษัทพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (EASTW) ปีนี้จะมีกำไรโต 49% เป็น 342 ล้านบาท จากยอดส่งน้ำและราคาต่อหน่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตแหลมฉบังสูงขึ้นมาก นอกจากนั้นปีหน้ายังจะมีการเติบโตสูงต่อเนื่องจากโครงการโรงกรองน้ำฉะเชิงเทรา และการลงทุนในน้ำประปาหลายแห่ง ตอนนี้หุ้น EASTW ซื้อขายกันที่ EV/EBITDA ที่ 3.2 เท่า หรือต่ำกว่ามูลค่า NPV ที่ 42 บาทอยู่ถึง 35.7%

ท้ายที่สุดเราขอแนะนำหุ้นที่ราคาถูกคุณภาพดีและโดนมองข้ามไป ตัวหนึ่งที่เด่นออกมาคือ โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า (CENTEL) ซึ่งปีนี้จะมีกำไรขยายตัวถึง 57% จากการที่ห้องพักได้เพิ่มขึ้นและค่าเช่าห้องก็ขึ้นได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ ตอนนี้หุ้นยังซื้อขายต่ำที่ PER ที่ 5.2 เท่า และ EV/EBITDA ที่ 3.1 เท่า แล้วยังให้เงินปันผลที่ 7% ในราคานี้ เราคาดว่าหุ้นน่าจะไปยืนได้ที่ 18 บาท

Sector:

Others

Company

Market price

EV/EBITDA

PER

Fair value

Prem/(Disc)

Recommendation

 

(Bt per share)

(x)

(x)

(Bt per share)

to fair value

 

AA

15.50

8.2

N.A.

12.0

29.2%

SELL

ATC

3.20

19.05

N.A.

5.0

(36.0%)

SELL

BECL

10.75

9.0

12.0

15.0

(28.3%)

BUY

CENTEL

13.50

3.1

5.2

18.0

(25.0%)

BUY

CPF

40.50

2.64

4.1

57.0

(28.9%)

BUY

EASTW

27.00

3.2

7.9

42.0

(35.7%)

BUY

GFPT

15.75

2.8

2.3

25.0

(37.0%)

BUY

METCO

89.50

2.5

3.8

120.0

(25.4%)

BUY

NPC

31.00

2.98

7.47

46.0

(32.6%)

BUY

PDI

10.50

2.14

4.40

22.0

(52.3%)

BUY

PPPC

37.75

2.57

2.64

64.0

(41.0%)

BUY

VNT

5.20

5.22

5.65

9.6

(45.8%)

BUY

6. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ – เป็นกลาง

เรามีความเห็นเป็นกลางสำหรับหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากคาดว่าผลประกอบการของแต่ละบริษัทจะมีทั้งที่ดีและไม่ดี หุ้นที่น่าลงทุนที่สุดในกลุ่มนี้ เป็นหุ้นกลุ่มธุรกิจพัฒนาพื้นที่ค้าปลีก หรือเจ้าของศูนย์การค้า คือ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ บมจ. เอ็ม บี เค พร๊อพเพอร์ตี้ฯ (MBK-PD) ทั้งสองบริษัทมีฐานรายได้ที่แข็งแกร่งมาก มีฐานะการเงินดี ตลอดจนมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง

เราไม่มองในเชิงบวกมากนักสำหรับหุ้นกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว จากที่เครื่องชี้ต่างๆ ชี้ว่ายอดขายเริ่มจะเติบโตช้าลง ในทางทฤษฎี ผู้ซื้อบ้านจะไม่ต้องการที่จะจ่ายเงินสดสำหรับบ้านสร้างก่อนขายเท่าใดนัก เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มสูงขึ้น จากความไม่แน่นอนในอัตราดอกเบี้ยระยะกลางและยาว เราเชื่อว่าธนาคารจะไม่คงระดับการให้สินเชื่อเพื่อการซื้อบ้าน ที่มีระดับอัตราดอกเบี้ยคงที่ใน 2-3 ปีแรก ต่อไป

ในกลุ่มผู้พัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) เป็นหุ้นที่เราชอบ เนื่องจากบริษัทมีการเติบโตของกำไรที่ต่อเนื่อง จากที่มีการรับรู้การยอดจองบ้านเมื่อปีที่แล้วและยอดขายบ้านสร้างก่อนขายในปีนี้ ทั้ง บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) และ บมจ.แผ่นดินทองพร๊อพเพอร์ตี้ (GOLD) ต่างก็ต้องมีการยกระดับฐานะทางการเงินให้ดีขึ้น โดยการเพิ่มทุนที่ทั้งสองบริษัทเพิ่งจะทำไปเมื่อเร็วๆ นี้

Sector: Property

Company

Market price

EV/EBITDA

PER

Fair value

Prem/(Disc)

Recommendation

 

(Bt per share)

(x)

(x)

(Bt per share)

to fair value

MBK-PD

21.25

4.3

9.9

34.0

(37.5%)

BUY

CPN

29.25

3.4

7.2

39.0

(25.0%)

BUY

LH

23.50

3.5

11.3

30.0

(21.7%)

BUY

QH

3.50

13.8

81.5

4.7

(25.5%)

BUY

GOLD

4.70

13.1

19.9

12.0

(60.8%)

SELL

7. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ – ลดน้ำหนัก (UNDERWEIGHT)

เราเชื่อว่านโยบายดอกเบี้ยสูงจะเป็นตัวกดดันทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net Interest Margin : NIM) ลดลงไป 0.15-0.25% ในช่วง 6 เดือนต่อจากนี้ นอกจากนั้นธนาคารยังต้องเผชิญกับปัญหาการเพิ่มขึ้นของ NPLs ไหลย้อนกลับ (relapsed NPLs) และการขาดทุนจำนวนมากจากการขายพันธบัตร ในส่วนของการผ่อนคลายกฎ ไม่ว่าจะเป็นที่เกี่ยวกับการตั้งสำรองฯหรือเงินกองทุนก็ตาม เราคิดว่าธนาคารคงไม่เห็นด้วยและไม่ทำตาม เพราะเท่ากับเป็นการถอยหลังลงคลอง

ข่าวดีประการเดียวที่เราเห็นคือการเกิดขึ้นของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (TAMC) ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ประมาณต้นเดือนก.ค.นี้ แต่อย่างไรก็ตามต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3-4 เดือนกว่าที่จะเห็นผลว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่

จากปัจจัยลบที่เด่นชัดมาก เราแนะนำให้ “ลดน้ำหนักการลงทุน” ในหุ้นกลุ่มนี้ออกไปก่อน สำหรับนักลงทุนที่ยังต้องการจะถือหุ้นกลุ่มนี้อยู่ เราชอบ BBL และ SCB

Sector:

Banking

2001F

Market price

Net profit

BVps

P/BV

Target price

Prem/(Disc)

Recommendation

 

(Bt per share)

(Bt mn)

(Bt/share)

(x)

(based 2x BV)

to fair value

BAY

6.60

(3,157)

6.66

0.99

13.31

(50.4%)

SELL

BBL

36.25

6,389

27.51

1.32

55.01

(34.1%)

HOLD

BOA

6.80

(4,888)

1.47

4.62

2.94

131.2%

SELL

DTDB

6.90

(488)

1.94

3.55

3.88

77.6%

SELL

KTB

11.50

(5,971)

5.33

2.16

10.66

7.9%

SELL

SCB

20.75

2,058

19.94

1.04

39.88

(48.0%)

HOLD

TFB

20.25

213

10.96

1.85

21.93

(7.7%)

SELL

TMB

6.70

(4,308)

2.18

3.07

4.36

53.7%

SELL

8. กลุ่มวัสดุก่อสร้าง – ลดน้ำหนักการลงทุน

หุ้นกลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างคาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดโดยรวมในอีก 3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากอัตรากำไรยังอยู่ในช่วงตกต่ำจากการที่ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้น ตลอดจนต้นทุนค่าพลังงานที่สูงขึ้นด้วย จากที่เรามองว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีจะเติบโตไปอย่างเชื่องช้า เราจึงไม่คิดว่าการฟื้นตัวที่เกิดขึ้นล่าสุดของยอดขายซีเมนต์ในประเทศ จะสามารถดำเนินไปได้อีกอย่างต่อเนื่อง

หุ้นบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC เป็นหุ้นที่เราชอบในกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม หุ้นนี้ก็ยังไม่อยู่ในกลุ่มหุ้นที่เราชอบที่สุด เนื่องจากราคาหุ้นได้ขึ้นมาแล้วถึง 56% ตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาที่ตลาดยังอยู่ในภาวะที่ไม่ดีนัก สำหรับหุ้น SCC ในกระดานต่างประเทศของ SCC ที่ซื้อขายกันที่ราคา 470 บาท เราแนะนำให้ “ขาย” ในส่วนของ บมจ.ปูนซิเมนต์นครหลวง หรือ SCCC เราแนะนำให้ “ถือ” เนื่องจากราคาหุ้นได้สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานของหุ้นนี้เต็มมูลค่าแล้ว

สำหรับหุ้น บมจ.ทิปโก้ แอสฟัลท์ หรือ TASCO เราแนะนำให้ “ซื้อเก็งกำไร” จนกว่าบริษัทจะมีการจัดการเรื่องการกู้เงิน Syndicate Loan เพื่อไปชำระคืนหนี้เงินกู้ตาม ECDs ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนกันยายนนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นจะเป็นประโยชน์แก่บริษัท แต่ผลในส่วนนี้ก็จะถูกหักล้างไปด้วยการมีผลกำไรที่แย่ลงจากที่ราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้น และภาวะความต้องการยางมะตอยในประเทศที่ยังคงตกต่ำอย่างต่อเนื่องต่อ

Sector: Building Material

Company

Market price

EV/EBITDA

PER

Fair value

Prem/(Disc)

Recommendation

 

(Bt per share)

(x)

(x)

(Bt per share)

to fair value

 

SCC

402

6.4

1.50

651

(38.2%)

BUY

SCCC

126

8.7

18.94

132

(4.5%)

HOLD

TASCO

9.7

3.9

8.51

25

(61.2%)

SPEC BUY

 


If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer