|
ก่อนอื่น เราไม่เห็นด้วยกับนโยบายการเงินใหม่ ของรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ภายใต้ธนาคารพาณิชย์เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก
เราแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตการลงทุน เพื่อสะท้อนผลกระทบที่จะเกิดจากการใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว
เราพบว่าตั้งแต่เศรษฐกิจไทยเกิดวิกฤต ตลาดหุ้นไทยไม่สามารถจะดีดตัวสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน
หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากการปรับตัวสูงขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์
และเม็ดลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ณ ปัจจุบันเรายังไม่เห็นเหตุผลใดที่ตัวแปรข้างต้นจะเปลี่ยนแปลงในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
ดังนั้นจากเหตุผลการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากและการใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว
เพื่อรักษาระดับเงินสำรองระหว่างประเทศดังกล่าว
เราจึงมองหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มเงินทุนในทางลบ
ที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว
ซึ่งสองกลุ่มดังกล่าว มีสัดส่วนของมูลค่าตลาด (Market Capitalization)
รวมกันสูงถึง 30% ของมูลค่าตลาดโดยรวม
ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติได้กลับทิศมาขายสุทธิรวม
2.3 พันล้านบาท ตั้งแต่มีข่าวการปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนก่อน
(ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล) ในวันที่ 29 พฤษภาคม
ซึ่งจากกราฟข้างล่างแสดงความมีนัยสำคัญของ
กระแสเงินลงทุนจากต่างชาติที่มีอิทธิพลต่อ
SET Index

*
ยอดซื้อสุทธิของตางชาติสะสมตั้งแต่ปี
2537
เราคาดการณ์ถึงจุดที่มีความเสี่ยงต่ำสุด หรือ Downside
Risk ที่ SET จะปรับตัวลงได้ คือ 280-286 จุด
ซึ่งเป็นบริเวณก่อนที่พรรคไทยรักไทยจะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย
จนได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพมั่นคงในปัจจุบัน
และเป็นบริเวณที่หุ้นทั่วโลกได้ดิ่งลงอย่างรุนแรง ตามตลาดหุ้นสหรัฐ
จากความกังวลที่เศรษฐกิจสหรัฐจะดิ่งหนักแบบ Hard landing ในทางกลับกัน
เรามองอัพไซต์ที่ตลาดจะปรับตัวขึ้นได้ กรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ตัดสินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีความผิดในคดี "ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน"
คือ บริเวณ 350 จุด ซึ่งเป็นบริเวณที่ตลาดเคยมีการคาดหวัง
ถึงแนวโน้มนโยบายของพรรคไทยรักไทยไว้สูง
หลังจากที่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งใหม่ๆ
อย่างไรก็ตามภายใต้ภาวะที่หุ้นตัวหลักถูกแรงกดดันจากปัจจัยเรื่องดอกเบี้ย
เรามองถึงโอกาสที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก จะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น

เราแนะนำให้ นักลงทุนเลือกลงทุนในบริษัทยังมีผลการดำเนินงานโดดเด่น
แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวดังกล่าวจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจคือ
- อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาวเพิ่มขึ้น
เช่นเดียวกับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร
- อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้น
จะปรับขึ้นภายใน 6
เดือนข้างหน้า
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะยังสามารถรักษาระดับได้
ไม่เปลี่ยนแปลง
- ค่าเงินบาทจะมีเสถียรภาพ
โดยมีลักษณะค่อนข้างไปทางด้านแข็งค่า
- ระบบเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะชะลอตัวต่อเนื่อง
โดยเราคาดหมายว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ
2.5%
เราได้มีการปรับเปลี่ยนรายชื่อหุ้นที่เราแนะนำ
โดยปรับคำแนะนำลง (Downgrade)
ในหุ้นที่เกี่ยวกับการส่งออก
ในขณะที่ปรับเพิ่มคำแนะนำ
(Upgrade)
หุ้นที่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคในประเทศ
ทั้งนี้หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์เราได้ถอดออกจากรายชื่อหุ้นที่เราเคยแนะนำซื้อ
เราเชื่อว่า
หุ้นที่มีขนาดกลาง และ
ขนาดเล็ก
ยังเป็นหุ้นที่มีศักยภาพในการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด
โดยเฉพาะหุ้นประเภทมีมูลค่าบริษัทสูง
ที่ถูกตลาดละเลยในช่วงที่ผ่านมา
ตารางข้างล่างคือ
16
หุ้นเด่นที่เราแนะนำให้
ซื้อ
โดยเป็นหุ้นขนาดใหญ่ 8
บริษัท และขนาดเล็ก 8
บริษัท
|
Top Stock
Recommendations |
|
|
|
|
|
Company |
Market
price |
EV/EBITDA |
PER |
Fair
value |
Prem/(Disc) |
Recommendation |
|
|
(Bt
per share) |
(x) |
(x) |
(Bt
per share) |
to
fair value |
|
|
Big Market Cap
Stocks |
|
ADVANC |
436.00 |
7.53 |
16.1 |
480.0 |
(9.2%) |
BUY |
|
BEC |
218.00 |
8.97 |
22.2 |
284.0 |
(23.2%) |
BUY |
|
BECL |
10.75 |
9.00 |
12.0 |
15.0 |
(28.3%) |
BUY |
|
CPF |
40.50 |
2.64 |
4.1 |
57.0 |
(28.9%) |
BUY |
|
MAKRO |
52.00 |
3.32 |
11.7 |
68.0 |
(23.5%) |
BUY |
|
PTTEP |
124.00 |
5.69 |
9.2 |
151.0 |
(17.9%) |
BUY |
|
SATTEL |
29.75 |
4.32 |
7.0 |
36.0 |
(17.4%) |
BUY |
|
TA |
18.50 |
9.38 |
N.A. |
37.0 |
(50.0%) |
BUY |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
Small Market Cap
Stocks |
|
EASTW |
27.00 |
3.18 |
7.9 |
42.0 |
(35.7%) |
BUY |
|
CENTEL |
13.50 |
3.12 |
5.2 |
18.0 |
(25.0%) |
BUY |
|
CPN |
29.25 |
3.40 |
7.2 |
39.0 |
(25.0%) |
BUY |
|
GFPT |
15.75 |
2.80 |
2.3 |
25.0 |
(37.0%) |
BUY |
|
KCE |
60.00 |
4.99 |
4.2 |
80.0 |
(25.0%) |
BUY |
|
MBK-PD |
21.25 |
4.30 |
9.9 |
34.0 |
(37.5%) |
BUY |
|
METCO |
89.50 |
2.51 |
3.8 |
120.0 |
(25.4%) |
BUY |
|
PPPC |
37.75 |
2.57 |
2.6 |
64.0 |
(41.0%) |
BUY |
ข้างล่างเป็นรายละเอียดรายกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งหมด
8 กลุ่ม
กลุ่มที่เราเพิ่มน้ำหนักการลงทุน
(Overweight) ได้แก่
- กลุ่มสื่อสาร
- กลุ่มชิ้นส่วนอิเลคโทรนิคส์
- กลุ่มพลังงาน
- กลุ่มพาณิชย์และบันเทิง
ส่วนกลุ่มที่เราลดนำหนักการลงทุน
(Underweight) ได้แก่
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์
และ
- กลุ่มวัสดุก่อสร้าง
ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
เรามีความเห็นเป็นกลาง
(Neutral)
และกลุ่มอื่นๆเป็นการเลือกหุ้นตัวเล็กๆที่มีศักยภาพในการเจริญเติบโตและราคาน่าสนใจ
|
1. หุ้นกลุ่มสื่อสาร
เพิ่มน้ำหนัก (OVERWEIGHT)
|
แม้ภาวะเศรษฐกิจจะถดถอย
แต่บริษัทกลุ่มสื่อสารกลับไม่เป็นเช่นนั้น
คาดจำนวนผู้ใช้บริการยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องต่อไปอย่างน้อยอีก
6 เดือน โดยมีโปรโมชั่นลดค่าบริการเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญ
อีกทั้ง
ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ยังจะได้รับประโยชน์ค่อนข้างมาก
จากการค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น
ซึ่งจะทำให้ราคาเครื่องลูกข่ายที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศถูกลง
และต้นทุนอุปกรณ์เครือข่ายเพื่อติดตั้งและขยายบริการก็ลดลงเช่นกัน
บมจ. ยูไนเต็ด
คอมมิวนิเคชั่น (UCOM)
รวมทั้งบริษัทในเครืออย่าง
บมจ. โทเทิล แอคเซส คอมมิวนิเคชั่น
(TAC)
น่าจะได้รับประโยชน์จากการแข็งตัวของค่าเงินบาท
เนื่องจากความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาระหนี้ต่างประเทศจำนวน
180 และ 276 ล้านดอลลาร์
ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม
ในความคิดเห็นของเรา
บมจ. แอ็ดวานซ์ อินโฟร์
เซอร์วิส (ADVANC)
เป็นหุ้นที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด
ขณะที่ธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐานกลับกำลังเผชิญกับสภาพที่
อัตราการเติบโตลดลงจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
โดยเฉพาะจากการที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
(ท.ศ.ท.)
เริ่มหันมาทำตลาดมากขึ้น
แต่ทั้งนี้
เราคิดว่าราคาหุ้นของ
บมจ. เทเลคอมเอเซีย (TA)
ได้สะท้อนผลกระทบดังกล่าวไปมากแล้ว
ณ ระดับราคาปัจจุบัน TA
ซื้อขายต่ำกว่าราคาเป้าหมายของเราอยู่ถึง
50%
อย่างไรก็ตาม
ราคาหุ้น บมจ. ไทยเทเลโฟน
แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชั่น
(TT&T) ปัจจุบัน
ได้ปรับตัวเต็มมูลค่าไปแล้ว
ซึ่งคิดว่าเป็นระดับราคาที่เหมาะสมในช่วงเวลานี้
จนกว่า TT&T
จะสามารถแก้ไขปัญหาด้านการเงิน,
การแปรสัญญาสัมปทาน และ
การหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ได้เรียบร้อยแล้ว
ความผันผวนในตลาดตราสารหนี้ซึ่งเป็นสาเหตุมาจาก
แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่พลิกกลับ
จนอาจทำให้ TA
ต้องเลื่อนแผนการระดมทุนผ่านหุ้นกู้
มูลค่า 36
หมื่นล้านบาทออกไปจนสิ้นปี
ในทางกลับกัน TA
ก็จะได้ผลประโยชน์ทางบัญชีจากการแข็งตัวของค่าเงินบาท
เนื่องจากความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในเงินกู้ต่างประเทศจำนวน
770 ล้านดอลลาร์เช่นกัน
|
Sector: |
Telecommunication |
|
|
|
|
|
Company |
Market
price |
EV/EBITDA |
PER |
Fair
value |
Prem/(Disc) |
Recommendation |
|
|
(Bt
per share) |
(x) |
(x) |
(Bt
per share) |
to
fair value |
|
|
ADVANC |
436.00 |
7.53 |
16.14 |
480.00 |
(9.2%) |
BUY |
|
JASMIN |
6.60 |
7.49 |
N.A. |
11.50 |
(42.6%) |
SELL |
|
SATTEL |
29.75 |
4.32 |
6.98 |
36.00 |
(17.4%) |
BUY |
|
SHIN |
165.00 |
18.66 |
18.27 |
228.00 |
(27.6%) |
HOLD |
|
TA |
18.50 |
9.38 |
N.A. |
37.00 |
(50.0%) |
BUY |
|
TT&T |
4.10 |
9.15 |
N.A. |
4.10 |
0.0% |
SELL |
|
UCOM |
30.75 |
9.41 |
10.39 |
53.00 |
(42.0%) |
BUY |
|
2.
กลุ่มชิ้นส่วนอิเลคโทรนิคส์-เพิ่มน้ำหนัก
|
ราคาหุ้นของกลุ่มอิเล็คโทรนิคส์ส่วนใหญ่ก็จะขึ้นอยู่ตามตลาด
NASDAQ
ซึ่งปัจจุบันดีดตัวสูงขึ้นจากจุดต่ำสุดที่
1638 จุดในเดือนเมษายน 2544
นี้ ไป 36% แล้ว
และแม้ว่าผลกำไรไตรมาส2/44
จะยังคงหดตัวลงทั้งเทียบกับปีที่แล้วและไตรมาสที่ผ่านมา
เรายังมองว่าผลลบจะอยู่ในวงจำกัด
เมื่อตลาดได้รับข่าวเข้าไปมากพอและตลาดเองก็คาดว่า
การฟื้นตัวของธุรกิจจะเกิดขึ้นปลายปีนี้
หรือต้นปีหน้า
ดังนั้นเราจึงยังคงแนะนำ
ซื้อ
หุ้นหลักสามทหารเสือในกลุ่มคือ
HANA DELTA และ KCE
ซึ่งมองไปที่ KCE
เป็นตัวที่ชอบมากที่สุด
เนื่องจากยอดขายมาจากอุตสาหกรรมรถยนตร์ในยุโรป
และกล่องดาวเทียมในธุรกิจเคเบิลทีวีซึ่งยังดีอยู่
ในขณะที่ภาวะตลาดโลกโดยรวมยังหดตัวลง
แม้ว่าหุ้นจะได้รับไปบ้างแต่ราคาก็ยังคงถูก
ซื้อขายกันเพียง 4-5 เท่า
ของ PER
ในช่วงปีนี้และปีหน้า
|
Sector: |
Electronics |
|
|
|
|
|
|
Company |
Market
price |
EV/EBITDA |
PER |
Fair
value |
Prem/(Disc) |
Recommendation |
|
|
(Bt
per share) |
(x) |
(x) |
(Bt
per share) |
to
fair value |
|
|
CCET |
24.5 |
7.9 |
6.1 |
20 |
22.5% |
SELL |
|
CIRKIT |
16.3 |
6.7 |
3.0 |
12 |
35.4% |
SELL |
|
DELTA |
202 |
4.7 |
6.0 |
250 |
(19.2%) |
BUY |
|
HANA |
65.0 |
4.7 |
7.4 |
90 |
(27.8%) |
BUY |
|
KCE |
60.0 |
5.0 |
4.2 |
80 |
(25.0%) |
BUY |
|
KRP |
5.1 |
3.7 |
12.2 |
6 |
(15.0%) |
HOLD |
|
3. กลุ่มพลังงาน
เพิ่มน้ำหนัก (OVERWEIGHT)
|
หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดีและมีความเสี่ยงต่ำ
เนื่องจากส่วนใหญ่มีสัญญาซื้อขายกับทางรัฐวิสาหกิจ
บมจ. ปตท.
สำรวจและผลิตปิโตรเลียม
(PTTEP)
เป็นหุ้นในกลุ่มพลังงานที่เราชอบที่สุด
แม้ว่าราคาหุ้น PTTEP
ได้ปรับตัวขึ้นมา 24%
จากเมื่อ 2 เดือนก่อน
แต่เรายังมองว่าราคาของ
PTTEP
ยังมีโอกาสไปได้มากกว่านี้
โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้รายได้และกำไรของ
PTTEP เพิ่มมากขึ้นด้วย
แม้ว่าการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นจะทำให้รายได้ของ
PTTEP ลดลงเล็กน้อย
แต่รายได้ของ PTTEP
จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อเทียบกับการผลิตที่เพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นแล้ว
หุ้นอีกตัวที่เราเห็นว่ามีพื้นฐานดีเหมาะแก่การลงทุนก็คือ
บมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCOMP)
ซึ่งซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมที่
59 บาทอยู่ 45%
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาราคาหุ้นในกระดานต่างประเทศแล้ว
ซึ่งปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่
38.50 บาท
เรายังมองว่าอาจมีการปรับตัวลงจากผลของ
NVDR
|
Sector: |
Energy |
|
|
|
|
|
|
Company |
Market
price |
EV/EBITDA |
PER |
Fair
value |
Prem/(Disc) |
Recommendation |
|
|
(Bt
per share) |
(x) |
(x) |
(Bt
per share) |
to
fair value |
|
|
BANPU |
24.25 |
8.15 |
N.A. |
43 |
(43.6%) |
LONG-TERM BUY |
|
EGCOMP |
32.5 |
2.84 |
8.18 |
59 |
(44.9%) |
BUY |
|
PTTEP |
124 |
5.69 |
9.19 |
151 |
(17.9%) |
BUY |
|
RATCH |
16.25 |
8.92 |
7.81 |
17 |
(4.4%) |
HOLD |
|
4. กลุ่มพาณิชย์และบันเทิง
เพิ่มน้ำหนักการลงทุน
|
ในทางทฤษฎี
บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคจะได้รับผลบวกจากการขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก
อย่างไรก็ตาม
จากการที่เศรษฐกิจเริ่มฝืดเคือง
ผู้บริโภคเริ่มเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในด้านการงาน
เราคาดว่า
ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเก็บเงินส่วนเพิ่มที่ได้รับจากการเพิ่มขึ้น
ของอัตราดอกเบี้ยแทนที่จะนำมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม
หุ้นเกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่
เช่น บมจ.บีอีซี เวิร์ด (BEC),
บมจ.แกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเมนต์
(GRAMMY) และ บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO)
ยังคงมีความแข็งแกร่งในภาวะที่ตลาดมีการแกว่งตัว
นอกจากนั้นบริษัทเหล่านี้ยังคงความเป็นผู้นำในตลาด
และมีฐานะทางการเงินเป็นเงินสดสุทธิ
(net cash)
ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย
(ถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนไม่มากนักก็ตาม)
ในความเห็นของเรา
หุ้นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มคือ
BEC เนื่องจาก
บริษัทมีการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่องมั่นคง
ประกอบกับฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและเป็นผู้นำในตลาดโฆษณาทีวี
|
Sector: |
Consumer-related |
|
|
|
|
|
Company |
Market
price |
EV/EBITDA |
PER |
Fair
value |
Disc/Prem |
Recommendation |
|
|
(Bt
per share) |
(x) |
(x) |
(Bt
per share) |
to
fair value |
|
|
BEC |
218.00 |
8.97 |
22.22 |
284 |
(23.2%) |
BUY |
|
BIGC |
15.75 |
6.16 |
13.18 |
23 |
(31.5%) |
BUY |
|
BJC |
28.25 |
3.6 |
7.63 |
44 |
(35.8%) |
BUY |
|
GRAMMY |
85.50 |
3.13 |
11.81 |
132 |
(35.2%) |
BUY |
|
MAKRO |
52.00 |
3.32 |
11.72 |
68 |
(23.5%) |
BUY |
|
UBC |
10.00 |
22.99 |
N.A. |
19 |
(47.4%) |
SELL |
แม้ว่าเรามองว่าเงินบาทยังคงจะแข็งตัวลง
เรายังเห็นคุณค่าที่ดีกับหุ้นพวกส่งออกอาหารหลายตัว เช่น ซีพีฟู๊ด
(CPF) และ จีเอฟพีที (GFPT) เนื่องจากราคาถูกกว่าศักยภาพกำไรอยู่มาก
นอกจากนั้นยังได้รับประโยชน์จากโรคปากเท้าเปื่อยของวัวในยุโรปและฮ่องกง
หุ้นเหล่านี้ยังซื้อขายกันที่ EV/EBITDA ที่ 2.6 และ 2.8 เท่า ตามลำดับ
ในกลุ่มกระดาษ
ฟินิกส์ ฟัลฟ
แอนด์เปเปอร์ (PPPC)
เป็นหุ้นมีคุณค่าทางธุรกิจสูงตัวหนึ่ง
ถึงแม้ว่าเราจะประมาณการราคากระดาษที่ต่ำในปีนี้
หุ้น PPPC
ก็ยังซื้อขายกันต่ำมากที่
2.8 เท่าของ EV/EBITDA
และมูลค่าปัจจุบัน (NPV)
ก็ยังอยู่สูงถึง 64 บาท
เราคิดว่าตลาดคงจะตอบรับกับศักยภาพราคาในทางที่ดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการเข้าซื้อกิจการจากบมจ.ปูนใหญ่
(SCC)เป็นไปด้วยดี
ส่วนบริษัทพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก
(EASTW) ปีนี้จะมีกำไรโต 49%
เป็น 342 ล้านบาท
จากยอดส่งน้ำและราคาต่อหน่วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตแหลมฉบังสูงขึ้นมาก
นอกจากนั้นปีหน้ายังจะมีการเติบโตสูงต่อเนื่องจากโครงการโรงกรองน้ำฉะเชิงเทรา
และการลงทุนในน้ำประปาหลายแห่ง
ตอนนี้หุ้น EASTW
ซื้อขายกันที่ EV/EBITDA ที่ 3.2
เท่า หรือต่ำกว่ามูลค่า
NPV ที่ 42 บาทอยู่ถึง 35.7%
ท้ายที่สุดเราขอแนะนำหุ้นที่ราคาถูกคุณภาพดีและโดนมองข้ามไป
ตัวหนึ่งที่เด่นออกมาคือ
โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า (CENTEL)
ซึ่งปีนี้จะมีกำไรขยายตัวถึง
57%
จากการที่ห้องพักได้เพิ่มขึ้นและค่าเช่าห้องก็ขึ้นได้ดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้
ตอนนี้หุ้นยังซื้อขายต่ำที่
PER ที่ 5.2 เท่า และ EV/EBITDA ที่ 3.1
เท่า
แล้วยังให้เงินปันผลที่
7% ในราคานี้
เราคาดว่าหุ้นน่าจะไปยืนได้ที่
18 บาท
|
Sector:
|
Others
|
|
|
|
|
|
|
Company
|
Market
price
|
EV/EBITDA
|
PER
|
Fair
value
|
Prem/(Disc)
|
Recommendation
|
|
|
(Bt
per share)
|
(x)
|
(x)
|
(Bt
per share)
|
to
fair value
|
|
|
AA
|
15.50
|
8.2
|
N.A.
|
12.0
|
29.2%
|
SELL
|
|
ATC
|
3.20
|
19.05
|
N.A.
|
5.0
|
(36.0%)
|
SELL
|
|
BECL
|
10.75
|
9.0
|
12.0
|
15.0
|
(28.3%)
|
BUY
|
|
CENTEL
|
13.50
|
3.1
|
5.2
|
18.0
|
(25.0%)
|
BUY
|
|
CPF
|
40.50
|
2.64
|
4.1
|
57.0
|
(28.9%)
|
BUY
|
|
EASTW
|
27.00
|
3.2
|
7.9
|
42.0
|
(35.7%)
|
BUY
|
|
GFPT
|
15.75
|
2.8
|
2.3
|
25.0
|
(37.0%)
|
BUY
|
|
METCO
|
89.50
|
2.5
|
3.8
|
120.0
|
(25.4%)
|
BUY
|
|
NPC
|
31.00
|
2.98
|
7.47
|
46.0
|
(32.6%)
|
BUY
|
|
PDI
|
10.50
|
2.14
|
4.40
|
22.0
|
(52.3%)
|
BUY
|
|
PPPC
|
37.75
|
2.57
|
2.64
|
64.0
|
(41.0%)
|
BUY
|
|
VNT
|
5.20
|
5.22
|
5.65
|
9.6
|
(45.8%)
|
BUY
|
|
6. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์
เป็นกลาง
|
เรามีความเห็นเป็นกลางสำหรับหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
เนื่องจากคาดว่าผลประกอบการของแต่ละบริษัทจะมีทั้งที่ดีและไม่ดี
หุ้นที่น่าลงทุนที่สุดในกลุ่มนี้
เป็นหุ้นกลุ่มธุรกิจพัฒนาพื้นที่ค้าปลีก
หรือเจ้าของศูนย์การค้า
คือ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN)
และ บมจ. เอ็ม บี เค พร๊อพเพอร์ตี้ฯ
(MBK-PD)
ทั้งสองบริษัทมีฐานรายได้ที่แข็งแกร่งมาก
มีฐานะการเงินดี
ตลอดจนมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง
เราไม่มองในเชิงบวกมากนักสำหรับหุ้นกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว
จากที่เครื่องชี้ต่างๆ
ชี้ว่ายอดขายเริ่มจะเติบโตช้าลง
ในทางทฤษฎี
ผู้ซื้อบ้านจะไม่ต้องการที่จะจ่ายเงินสดสำหรับบ้านสร้างก่อนขายเท่าใดนัก
เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มสูงขึ้น
จากความไม่แน่นอนในอัตราดอกเบี้ยระยะกลางและยาว
เราเชื่อว่าธนาคารจะไม่คงระดับการให้สินเชื่อเพื่อการซื้อบ้าน
ที่มีระดับอัตราดอกเบี้ยคงที่ใน
2-3 ปีแรก ต่อไป
ในกลุ่มผู้พัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว
บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH)
เป็นหุ้นที่เราชอบ
เนื่องจากบริษัทมีการเติบโตของกำไรที่ต่อเนื่อง
จากที่มีการรับรู้การยอดจองบ้านเมื่อปีที่แล้วและยอดขายบ้านสร้างก่อนขายในปีนี้
ทั้ง บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์
(QH) และ บมจ.แผ่นดินทองพร๊อพเพอร์ตี้
(GOLD)
ต่างก็ต้องมีการยกระดับฐานะทางการเงินให้ดีขึ้น
โดยการเพิ่มทุนที่ทั้งสองบริษัทเพิ่งจะทำไปเมื่อเร็วๆ
นี้
|
Sector:
Property |
|
|
|
|
|
|
Company |
Market
price |
EV/EBITDA |
PER |
Fair
value |
Prem/(Disc) |
Recommendation |
|
|
(Bt
per share) |
(x) |
(x) |
(Bt
per share) |
to
fair value |
|
|
MBK-PD |
21.25 |
4.3 |
9.9 |
34.0 |
(37.5%) |
BUY |
|
CPN |
29.25 |
3.4 |
7.2 |
39.0 |
(25.0%) |
BUY |
|
LH |
23.50 |
3.5 |
11.3 |
30.0 |
(21.7%) |
BUY |
|
QH |
3.50 |
13.8 |
81.5 |
4.7 |
(25.5%) |
BUY |
|
GOLD |
4.70 |
13.1 |
19.9 |
12.0 |
(60.8%) |
SELL |
|
7.
กลุ่มธนาคารพาณิชย์
ลดน้ำหนัก (UNDERWEIGHT)
|
เราเชื่อว่านโยบายดอกเบี้ยสูงจะเป็นตัวกดดันทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย
(Net Interest Margin : NIM) ลดลงไป 0.15-0.25%
ในช่วง 6 เดือนต่อจากนี้
นอกจากนั้นธนาคารยังต้องเผชิญกับปัญหาการเพิ่มขึ้นของ
NPLs ไหลย้อนกลับ (relapsed NPLs)
และการขาดทุนจำนวนมากจากการขายพันธบัตร
ในส่วนของการผ่อนคลายกฎ
ไม่ว่าจะเป็นที่เกี่ยวกับการตั้งสำรองฯหรือเงินกองทุนก็ตาม
เราคิดว่าธนาคารคงไม่เห็นด้วยและไม่ทำตาม
เพราะเท่ากับเป็นการถอยหลังลงคลอง
ข่าวดีประการเดียวที่เราเห็นคือการเกิดขึ้นของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
(TAMC)
ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ประมาณต้นเดือนก.ค.นี้
แต่อย่างไรก็ตามต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย
3-4
เดือนกว่าที่จะเห็นผลว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่
จากปัจจัยลบที่เด่นชัดมาก
เราแนะนำให้ ลดน้ำหนักการลงทุน
ในหุ้นกลุ่มนี้ออกไปก่อน
สำหรับนักลงทุนที่ยังต้องการจะถือหุ้นกลุ่มนี้อยู่
เราชอบ BBL และ SCB
|
Sector: |
Banking |
|
|
|
|
|
|
|
2001F |
Market
price |
Net
profit |
BVps |
P/BV |
Target
price |
Prem/(Disc) |
Recommendation |
|
|
(Bt
per share) |
(Bt
mn) |
(Bt/share) |
(x) |
(based
2x BV) |
to
fair value |
|
|
BAY |
6.60 |
(3,157) |
6.66 |
0.99 |
13.31 |
(50.4%) |
SELL |
|
BBL |
36.25 |
6,389 |
27.51 |
1.32 |
55.01 |
(34.1%) |
HOLD |
|
BOA |
6.80 |
(4,888) |
1.47 |
4.62 |
2.94 |
131.2% |
SELL |
|
DTDB |
6.90 |
(488) |
1.94 |
3.55 |
3.88 |
77.6% |
SELL |
|
KTB |
11.50 |
(5,971) |
5.33 |
2.16 |
10.66 |
7.9% |
SELL |
|
SCB |
20.75 |
2,058 |
19.94 |
1.04 |
39.88 |
(48.0%) |
HOLD |
|
TFB |
20.25 |
213 |
10.96 |
1.85 |
21.93 |
(7.7%) |
SELL |
|
TMB |
6.70 |
(4,308) |
2.18 |
3.07 |
4.36 |
53.7% |
SELL |
|
8. กลุ่มวัสดุก่อสร้าง
ลดน้ำหนักการลงทุน
|
หุ้นกลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างคาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดโดยรวมในอีก
3 เดือนข้างหน้า
เนื่องจากอัตรากำไรยังอยู่ในช่วงตกต่ำจากการที่ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้น
ตลอดจนต้นทุนค่าพลังงานที่สูงขึ้นด้วย
จากที่เรามองว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีจะเติบโตไปอย่างเชื่องช้า
เราจึงไม่คิดว่าการฟื้นตัวที่เกิดขึ้นล่าสุดของยอดขายซีเมนต์ในประเทศ
จะสามารถดำเนินไปได้อีกอย่างต่อเนื่อง
หุ้นบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย
หรือ SCC
เป็นหุ้นที่เราชอบในกลุ่มนี้
อย่างไรก็ตาม
หุ้นนี้ก็ยังไม่อยู่ในกลุ่มหุ้นที่เราชอบที่สุด
เนื่องจากราคาหุ้นได้ขึ้นมาแล้วถึง
56% ตลอดช่วง 2
เดือนที่ผ่านมาที่ตลาดยังอยู่ในภาวะที่ไม่ดีนัก
สำหรับหุ้น SCC
ในกระดานต่างประเทศของ
SCC ที่ซื้อขายกันที่ราคา
470 บาท เราแนะนำให้ ขาย
ในส่วนของ บมจ.ปูนซิเมนต์นครหลวง
หรือ SCCC เราแนะนำให้ ถือ
เนื่องจากราคาหุ้นได้สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานของหุ้นนี้เต็มมูลค่าแล้ว
สำหรับหุ้น
บมจ.ทิปโก้ แอสฟัลท์ หรือ
TASCO เราแนะนำให้ ซื้อเก็งกำไร
จนกว่าบริษัทจะมีการจัดการเรื่องการกู้เงิน
Syndicate Loan
เพื่อไปชำระคืนหนี้เงินกู้ตาม
ECDs
ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนกันยายนนี้
ค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นจะเป็นประโยชน์แก่บริษัท
แต่ผลในส่วนนี้ก็จะถูกหักล้างไปด้วยการมีผลกำไรที่แย่ลงจากที่ราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้น
และภาวะความต้องการยางมะตอยในประเทศที่ยังคงตกต่ำอย่างต่อเนื่องต่อ
|
Sector:
Building Material |
|
|
|
|
|
|
Company |
Market
price |
EV/EBITDA |
PER |
Fair
value |
Prem/(Disc) |
Recommendation |
|
|
(Bt
per share) |
(x) |
(x) |
(Bt
per share) |
to
fair value |
|
|
SCC |
402 |
6.4 |
1.50 |
651 |
(38.2%) |
BUY |
|
SCCC |
126 |
8.7 |
18.94 |
132 |
(4.5%) |
HOLD |
|
TASCO |
9.7 |
3.9 |
8.51 |
25 |
(61.2%) |
SPEC BUY |
|