สัปดาห์ก่อนเราได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นการลงทุน โดยการสร้างแรงจูงใจทางด้านภาษีสำหรับบริษัทจดทะเบียน
และนักลงทุน ซึ่งรัฐบาลทักษิณ พยายามผลักดันที่จะเริ่มใช้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับมาตรการปรับลดภาษี
สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์, บริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
และ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (MAI) ดังนี้
การปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทในตลาด
และ บริษัทใหม่
| |
อัตราภาษีเก่า
|
อัตราภาษีใหม่
|
|
บริษัทเก่าที่จดทะเบียนในตลาดฯ
|
30%
|
25% สำหรับกำไร 300 ล้านบาทแรก ที่เหลือจ่าย
30%
|
|
บริษัทใหม่ที่จะเข้าตลาดฯ
|
30%
|
25%
|
|
บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (MAI)
|
30%
|
20%
|
เจ้าหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่ามาตรการกระตุ้นโดยการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าว
จะนำมาใช้เพียง 5 ปี เพื่อกระตุ้นภาวะการลงทุนที่ซบเซาในปัจจุบัน
หลังจากนั้นจะกลับมาใช้ภาษีในอัตราเดิม
สำนักงานเศรษฐกิจการคลังนอกจากนี้ยังทำงานร่างนโยบาย
เพื่อกระตุ้นการลงทุนด้านอุปสงค์ โดยการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
คาดหมายว่าจะเสร็จในสิ้นเดือนนี้ ณ ร่างปัจจุบันกำลังพิจารณาที่จะสามารถนำเงินลงทุนในหลักทรัพย์
มาหักลดหย่อนภาษีจากรายรับรวมได้ โดยกำหนดวงเงินสูงสุดไว้ที่ 100,000
บาท และ วงเงินขั้นต่ำเท่ากับ 10,000 บาท อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่จะนำเงินลงทุนในหลักทรัพย์มาหักลดหย่อนภาษีจะถือหุ้นนั้นไม่น้อยกว่า
5 ปี
เราเห็นว่ามาตรการกระตุ้นการลงทุนด้านอุปสงค์ โดยการสามารถนำเงินลงทุนในหลักทรัพย์มาลดหย่อนภาษีได้
จะเริ่มเป็นทิศทางที่ดีที่จะกระตุ้นการลงทุนในวงกว้างที่จะเป็นนักลงทุนระยะยาว
แต่อย่างไรก็ตามจากพฤติกรรมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ที่นักลงทุนส่วนใหญ่จะนิยมเล่นเก็งกำไรระยะสั้น
การกำหนดให้ลงทุนยาวถึง 5 ปี จึงอาจจะเพิ่มวงเงินได้ไม่มากนัก
อย่างไรก็ตามเรามองถึงผลบวกของมาตรการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลมากกว่า
จากการคาดหวังที่จะกระตุ้นบริษัทให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ใหม่ เราคาดหวังว่าบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีการจ่ายภาษีถูกต้องตามระเบียบ
และมีการบริหารงานที่ดี จะให้ความสนใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ในเดือนก่อนผู้บริหารของ TAC ได้บอกกับทางเราว่า นโยบายการปรับลดภาษีเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
เช่นเดียวกับ Tractebel ที่กำลังมีแนวโน้มจะถอดถอนหุ้น COCO ออกจากตลาด
ซึ่งก็มีความเป็นไปได้จะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่
เพื่อที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในปลายปีนี้ หรือ ปีหน้า
เรายังมีความเชื่อเช่นกันว่าการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล
จะช่วยดึงดูดบริษัทที่ก่อนหน้านี้มีแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
เช่น ทีวีช่อง 7 และ เซเว่นอีเลเว่น
อย่างไรก็ตามนโยบายการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล
จะไม่ส่งผลบวกต่อบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI อยู่แล้ว
เพราะบริษัทเหล่านี้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี
สำหรับบริษัทที่เราคาดหมายว่าจะได้รับผลบวกมากสุด
จากมาตรการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลคือ บริษัทที่เกี่ยวกับการอุปโภค
และบริโภค เช่น BIGC, MAKRO, MFG, ICC, SPC และ BJC โดยการปรับลดภาษีจะช่วยส่งเสริม
ความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ถือหุ้นโดยต่างชาติ