|
พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ได้แถลงให้ประชาชนทราบผ่านโทรทัศน์รายการเฉพาะกิจ
หัวข้อเรื่อง ความจริงประเทศไทย
และ แนวทางการแก้ปัญหา
โดยมีเจตนาให้ประชาชนคนไทยทุกคน
ได้รู้ภาพรวมปัญหาที่แท้จริงของประเทศ
และ
ทิศทางในการแก้ปัญหาของรัฐบาล
ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ระบุว่าประเทศไทยยังไม่พ้นจากวิกฤติเท่าที่ควร
ยังอยู่ในภาวะที่ต้องอาศัยการบริหารที่เรียกว่าเป็นการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติอยู่
เมื่อพิจารณาสภาพปัญหาของเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ซึ่งแถลงการณ์โดยนายกรัฐมนตรีเมื่อวาน
เราเห็นว่าเป็นข้อมูลที่ได้ถูกเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้
จาก
ธนาคารแห่งประเทศไทย
และ สภาพัฒน์
ซึ่งสามารถดูรายละเอียดของข้อมูลได้จากเวปไซต์
www.bot.or.th และ www.nesdb.go.th ดังนั้น
จึงไม่มีข้อมูลอะไรใหม่เพิ่มเติม
ส่วนมาตรการ
รวมถึงแนวโน้มการแก้ปัญหา
ก็เป็นการยกตัวอย่าง
มาจากมาตรการที่เคยแถลงการณ์ต่อรัฐสภา
เมื่อวันที่ 26
กุมภาพันธ์
ซึ่งมีนโยบายเร่งด่วน 9
ข้อ
ดังนั้นจึงไม่มีมาตรการอะไรใหม่เพิ่มเติมจากที่ตลาดได้รับรู้ไปก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ
นายกรัฐมนตรี
ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการกล่าวถึงสภาพ
ปัญหาของประเทศ
แต่มาตรการแก้ปัญหาใช้เวลาเพียงเล็กน้อย
และ
เป็นการกล่าวอย่างกว้างๆ
ซึ่งการแถลงการณ์ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่
26 กุมภาพันธ์
ยังมีเนื้อหาของแนวนโยบาย
รวมถึงมาตรการละเอียดมากกว่า
- สภาพปัญหาของเศรษฐกิจในปัจจุบันสรุปได้ดังนี้
ภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นได้พ้นจุดต่ำสุดหลังจากเกิดวิกฤติการณ์ในช่วงปี
2540 แล้ว ซึ่งในช่วงปี 2541
ในไตรมาส 2
นั้นถือว่าลงไปต่ำสุด
การเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบถึง
14% และดีขึ้นมาเรื่อยๆ
จนเริ่มชะลอตัวในปัจจุบัน
ซึ่งในปีนี้
คาดหมายว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณ
3-4% สิ่งสำคัญคือ
ประเทศเราเป็นประเทศที่ต้องอาศัยการส่งออกเป็นสำคัญ
แต่วันนี้สิ่งที่น่าห่วงก็คือ
การส่งออกเริ่มถดถอย
ตลาดหลักของเราคือ
สหรัฐฯ ญี่ปุ่น
และอาเซียน
รวมมีสัดส่วนการส่งออกของไทยเกิน
50% ของการส่งออกทั้งหมด
ซึ่งประเทศเหล่านี้เริ่มชะลอตัวลง
ในขณะที่ดุลการค้าเริ่มติดลบ
ภาคการเกษตร
สินค้าส่งออกหลักๆมูลค่าลดลงทุกตัว
โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศคือ
ข้าว ราคาข้าวเมื่อ 5
ปีที่ผ่านมากับปีนี้เป็นดอลลาร์
ลดลงครึ่งหนึ่ง
ภาคอุตสาหกรรมนั้น
อัตราการใช้กำลังการผลิตยังต่ำมากเพียง
55% ภาคอสังหาริมทรัพย์
วันนี้มีที่อยู่อาศัยว่างถึง
347,000 หน่วย
ส่วนอาคารพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯมีว่างถึง
2,000,000 ล้านตารางเมตร
สรุปแล้วหนี้เสียของภาคอสังหาริมทรัพย์ในสถาบันการเงินมีอยู่สูงถึง
560,000 ล้านบาท หรือ
คิดเป็นประมาณ 25%
ของหนี้สินทั้งระบบ
ภาคการเงิน
และสถาบันการเงิน
สภาพคล่องล้นระบบ
ในขณะที่สินเชื่อยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน
ปัญหาหนี้เสียไม่มีแนวโน้มลดลงในช่วง
6 เดือนที่ผ่านมา
แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจ
ส่วนการปรับโครงสร้างหนี้ยังก้าวหน้าไม่มาก
ผู้ประกอบการเพียง 29%
ที่แข็งแรง
ที่เหลือเป็นหนี้ที่ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยได้
37%
ที่ชำระดอกเบี้ยได้บ้าง
34%
ในขณะที่หนี้เสียที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วกลับมาใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 18,000
ล้านบาท
ภาคการคลัง
ปัจจุบันหนี้ภาครัฐอยู่ระดับ
2.8 ล้านล้านบาท หรือ 57.6% ของ
GDP หนี้ภาคเอกชนลดลงจาก 2.3
ล้านล้านบาท ในปี 2539
มาเป็น 2 ล้านล้านบาท ณ
สิ้นปี 2543
ฐานะเงินคงคลังลดลงอย่างต่อเนื่องจากเดิม
3.98 แสนล้านบาท ในปี 2539
มาเป็น 4.3
หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน
ภาคตลาดทุน
ตลาดหลักทรัพย์ทรุดตัวต่อเนื่อง
มูลค่ารวมของตลาดลดลง 50%
จาก 2.5 ล้านล้านบาท มาเป็น
1.3 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2543
เมื่อคืน พ.ต.ท.ทักษิณ
นายกรัฐมนตรี
ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการกล่าวถึงสภาพปัญหา
ของประเทศ แต่มาตรการ
และแนวนโยบายในการแก้ปัญหาใช้เวลาเพียงเล็กน้อย
และ
เป็นการกล่าวอย่างกว้างๆ
ซึ่งการแถลงการณ์ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่
26 กุมภาพันธ์
ยังมีเนื้อหาของแนวนโยบาย
รวมถึงมาตรการละเอียดมากกว่า
โดยมีแนวนโยบายกว้างๆในการแก้ปัญหาดังนี้
เรื่องการส่งออก
ในส่วนตลาดส่งออกต้องพัฒนาเพิ่มขึ้น
ต้องมีการเพิ่มตลาดส่งออกในที่ใหม่ๆ
เพื่อกระจายตลาด ในปี 2547
หรือ อีก 3
ปีข้างหน้าตั้งเป้าหมายจะพยายามหาตลาดใหม่ให้เพิ่มเป็น
40% ตลาดหลักเป็น 60%
จากในปัจจุบัน
ตลาดหลักมีสัดส่วนการส่งออกประมาณ
68% เรื่องการนำเข้า
จะพยายามหาทางลดการลำเข้า
ซึ่งในส่วนรัฐวิสาหกิจกำลังมีมาตรการในการที่ให้รัฐวิสาหกิจแก้ไขเงื่อนไขการประกวดราคาบ้าง
สัญญาบ้าง
เพื่อให้ใช้ของในประเทศให้มากที่สุด
เรื่องสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ
โดยการควบคุมปริมาณให้พอดี
ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร
รวมถึงจะหาตลาดใหม่
เจาะตลาดใหม่
การแก้ปัญหาอีกส่วนหนึ่งก็คือการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า
เรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม
ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยกำลังจะวางยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ในลักษณะใช้วิธีการบริหารการจัดการ
โดยข้าราชการสามารถปรับตัวสู่การบริหารแผนใหม่ได้เร็วมาก
ได้มอบหมายให้เลขาธิการสภาพัฒน์
เป็นเจ้าของเรื่องในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
ซึ่งการปรับโครงสร้างดังกล่าวนี้
จะมีส่วนที่อยู่ข้างใต้
3 อย่างคือ
การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม
การปรับโครงสร้างเกษตร
และ
การมองทิศทางในเรื่องของวิทยาศาสตร์
และ เทคโนโลยี่
เพื่อจะไปเชื่อมโยงกับการผลิต


|