หน้าหลัก
ดาวน์โหลดบทวิจัย
กระแสข่าว/กลยุทธ์
บทวิเคราะห์
วิเคราะห์เทคนิค
VDO SQUAWK
สรุปหุ้นแนะนำ
วอร์แรนท์
วิเคราะห์รายหุ้น
ผลประกอบการ
ปฎิทินหุ้น
เชื่อมเวบไซต์อื่น
เศรษฐกิจและอื่นๆ
ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ
อัตราแลกเปลี่ยน
ตลาดล่วงหน้า
เศรษฐกิจ และอื่นๆ
8 มกราคม 2544
แนวโน้มตลาดระยะสั้น มีแนวโน้มรับผลบวกหลังลือกตั้ง

 

ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ที่ปรากฏว่า พรรคไทยรักไทย ได้คะแนนเสียง จากทั้ง แบบแบ่งเขต และ แบบบัญชีรายชื่อ ที่ได้คะแนนสูงถึง 256 เสียง ทำให้ เป็นที่คาดหมายกันว่า จะสามารถตั้งรัฐบาลได้ง่ายขึ้น และ จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ โดยหากรวมกับพรรคอื่นๆ ซึ่งเป็นที่คาดหมายกันอย่างกว้างขวาง คือ พรรคชาติไทย และ ความหวังใหม่ จะได้คะแนนเสียงที่สูงมากกว่า 300 เสียง ซึ่งจากกฎหมายใหม่ การที่จะยื่นไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้จะต้องมีเสียง 2 ใน 5 ของสภา หรือ อย่างน้อย 200 เสียง จึงทำให้เป็นคะแนนเสียงที่ปลอดภัยสำหรับตำแหน่งในนายกรัฐมนตรี เทียบกับการคาดหมายก่อนหน้านี้ ที่พรรคไทยรักไทย จะได้คะแนนเสียงประมาณ 180-200 เสียง ซึ่งจะทำให้ได้รัฐบาลที่ไม่ค่อยมีเสถียรภาพ ดังนั้น คะแนนเสียงจำนวนมากของพรรคไทยรักไทย ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนเสียงที่เกินคาด และเป็นสิ่งที่ตลาดไม่ได้รับรู้ก่อนหน้านี้ ซึ่งจะทำให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ง่ายขึ้น และได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ รวมถึงความหวังของประชาชนในรัฐบาลชุดใหม่ และ จะยังอยู่ในช่วง “ระยะฮันนีมูน” ทำให้ไม่มีภาพความขัดแย้งการเมือง นับว่าเป็นผลดีต่อตลาดในระยะสั้น จึงคาดหมายว่า กระแสตลาดในระยะสั้นนี้จึงมีโอกาสที่จะเปลี่ยนไปเป็นแนวโน้มขาขึ้น เพราะถือว่าระดับคะแนนเสียงดังกล่าว เป็นระดับตลาดน่าจะยังไม่ได้รับรู้ หรือ Discount จึงทำให้แนวโน้มตลาดที่ยังมีระยะที่จะดีดขึ้นได้อีก สำหรับหุ้นที่เกี่ยวพันกับนักการเมืองอาจจะมีกระแส แรงเก็งกำไรในระยะสั้น คือ กลุ่มชินวัตร ได้แก่ ADVANC, SHIN, SATTEL หุ้นที่เกี่ยวพันกับ “นายอดิศัย โพธารมิก” ได้แก่ JASMIN, TT&T หุ้นที่เกี่ยวกับ “นายประชา มาลีนนท์” ได้แก่ BEC และ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะได้ประโยชน์ จากการตั้ง AMC แห่งชาติ โดยเฉพาะหุ้นที่ยังไม่ค่อยมีความคืบหน้าในการตั้ง AMC เช่น BBL, BAY, TMB แต่หุ้นที่เราแนะนำซื้อเก็งกำไรในกลุ่มแบงก์ในช่วงนี้คือ BBL, TFB, SCB และ TMB นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ อย่าง KK. NFS ก็อาจจะได้ประโยชน์ในแง่การเป็นผู้บริหารหนี้เสีย

อย่างไรก็ตามในระยะยาว หรือ ระยะเป็นปี เรายังไม่ค่อยเชื่อมั่นนักว่า นโยบายของพรรคไทยรักไทย หลักๆ ได้แก่ (1) การตั้ง AMC แห่งชาติ (2) การตั้งกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท จำนวน 70,000 หมู่บ้าน และ (3) นโยบายพักหนี้เกษตรกร จะมีผลในทางปฏิบัติ ดังนั้น เราจึงกังวลว่า หากในระยะเวลาร่วมปี แล้ว พรรคไทยรักไทย ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ตามที่ใช้เป็นนโยบายหลักในการหาเสียงได้ รวมถึงนโยบายหลักๆที่ได้ประกาศไว้ เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ จะเริ่มถูกกดดันจากประชาชน ที่ฝากความหวังไว้มาก และสื่อมวลชนต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งในอดีตประเทศไทยเคยประสบปัญหาวิกฤตน้ำมันครั้งที่ 2 เมื่อปี 2522-2523 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจถึง ปี 2529-2530 หรือ ใช้เวลา 7-8 ปี เศรษฐกิจจึงจะมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ในขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อเกิดในปี 2540 เลวร้ายกว่าที่เกิดในวิกฤตน้ำมันครั้งที่ 2 อย่างมาก โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ทำให้ธุรกิจประสบการล้มละลายเป็นจำนวนมาก และ ปัญหา NPLs จำนวนมหาศาล ณจุดสูงสุดในปี 2542 เท่ากับ 2.7 ล้านล้านบาท คิดเป็น 47.7% ของสินเชื่อ และ 57% ของ GDP แม้ให้รัฐบาลที่มีความสามารถขนาดไหนก็ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาและปรับตัว ที่กินเวลายาวนาน ซึ่งในปัจจุบัน เกาหลีใต้ ยังประสบปัญหาในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งๆที่ระดับความรุนแรงน้อยกว่าไทย หรือ อย่างญี่ปุ่นได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 1990-1991 ซึ่งเป็นวิกฤตที่เกิดจากสถาบันการเงิน จนปัจจุบันซึ่งกินเวลามาแล้วมากกว่า 10 ปี เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะมีความพร้อมด้านการเงิน และ มีรัฐบาล ที่มีเสถียรภาพ ดังนั้น เราจึงกังวลว่าเมื่อระยะเวลา 1 ปีผ่านไป ซึ่งมีโอกาสที่ค่อนข้างสูงที่เศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นตัว อันเป็นไปตามที่ประชาชนคาดหวัง ในขณะที่พรรคไทยรักไทย เกิดจากการรวมตัวของหลายกลุ่ม จึงมีแนวโน้มว่าจะเกิดความแตกแยก อันเนื่องจากถูกแรงกดดันจากประชาชน และ สื่อมวลชน อาจก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งจะเป็นผลด้านลบต่อเศรษฐกิจ และตลาดหุ้น ในระยะยาว

ประเด็นด้านลบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตที่อาจจะมีผลต่อตลาด (1) หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กรณีที่ถูกพิพากษา ว่ามีความผิดฐานปกปิดการโอนหุ้นหรือไม่ หากเทียบ กรณี “พล.ต.สนั่น” มีระยะเวลาพิจารณา 3-4 เดือน ดังนั้น ก็จะตกประมาณ เดือน มี.ค.-เม.ย. จะทราบผล (2) จำนวนใบเหลือง ใบแดงที่อาจจะเกิดขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า

นโยบายของ พรรคไทยรักไทย ซึ่งอาจจะมีผลทำให้มีการเข้ามาเก็งกำไรในหุ้นในระยะสั้น

  1. นโยบายการตั้ง AMC แห่งชาติ ทำให้เป็นที่คาดหมายว่า จะมีแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะหุ้นที่ยังไม่ค่อยมีความคืบหน้าในการตั้ง AMC เช่น BBL, BAY, TMB แต่หุ้นที่เราแนะนำซื้อเก็งกำไรในกลุ่มแบงก์ในช่วงนี้คือ BBL, TFB, SCB และ TMB นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ อย่าง KK. NFS ก็อาจจะได้ประโยชน์ในแง่การเป็นผู้บริหารหนี้เสีย ซึ่งจะได้ประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว แต่ประเด็นปัญหาในการตั้ง AMC แห่งชาติคือ ความยุ่งยากในทางปฏิบัติ เพราะจะต้องมีการนำ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จำนวนถึง 1.1 ล้านล้านบาท มารวมกัน ขนาดการตั้ง AMC ของธนาคารกรุงไทย จำนวน 5 แสนล้านบาท เพียงแห่งเดียว ยังใช้เวลาร่วมปี ในการตั้ง หลังจากนั้น จะมีปัญหาในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน และ ราคาที่จะตกลงกัน ในการโอนเข้า AMC
  2. นโยบาย การส่งเสริมให้มีอินเตอร์เน็ตประจำหมู่บ้าน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อหุ้น อย่าง SATTEL, JASMIN, TT&T จากการให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม รวมถึงมีการลงทุนในธุรกิจอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ ดร.ทักษิณ และ น.พ.อดิศัย ก็มีความเกี่ยวพันกับหุ้นข้างต้น แต่นโยบายนี้ก็ค่อนข้างมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะต้องมีการ บำรุงรักษา, ผู้ใช้ขาดความรู้ความชำนาญในระบบคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการติดตั้ง และ อัพเกรด ซอพแวร์
  3. นโยบาย การตั้งกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท จำนวน 7 หมื่นหมู่บ้าน รวมเป็นเงิน 70,000 ล้านบาท มาตรการดังกล่าวจะกระตุ้นการบริโภค ในภาคชนบท ซึ่งจะเป็นผลดีต่อหุ้นเกี่ยวกับการอุปโภค บริโภค รวมถึง การเน้นนโยบายเชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรม และ ส่งออก จะทำให้หุ้นพวก ธุรกิจการเกษตร กลุ่มอาหาร ในตลาดได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว สำหรับนโยบายนี้ก็ค่อนข้างเป็นที่วิพากย์วิจารณ์กันค่อนข้างมาก ในแง่ ขั้นวิธีภาคปฏิบัติ ที่จะทำอย่างไรให้มีการใช้เงินในทางที่เกิดประโยชน์ และ ไม่รั่วไหล
  4. นโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี เพื่อให้หลุดจากวงจรหนี้ และ สามารถพัฒนา ซึ่งจะเป็นการเพิ่มอำนาจซื้อของเศรษฐกิจรวม แต่อาจจะเป็นดาบสองคม ซึ่งในด้านลบคือ อาจจะเป็นการสร้างวัฒนธรรมในการเบี้ยวหนี้ ซึ่งจะกลับมาเป็นปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินอีก

มาตรการหลักของพรรคไทยรักไทย ดังกล่าว ข้างต้น หากประเมินคร่าวๆ เช่น (1) การแจกเงินให้หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท 70,000 หมู่บ้าน คิดเป็นจำนวนหุ้น 70,000 ล้านบาท และ (2) นโยบายตั้งเอเอ็มชีแห่งชาติ ปัจจุบันมีหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์เท่ากับ 1.1 ล้านล้านบาท สมมติให้ซื้อที่ 40% ของราคาบัญชี จะใช้เงินเท่ากับ 440,000 ล้านบาท เฉพาะสองมาตรการนี้จะใช้เงินเท่ากับ 510,000 ล้านบาท เทียบกับงบประมาณรายจ่ายปี 2544 เท่ากับ 910,000 ล้านบาท ในขณะที่ งบประมาณ 2544 รัฐบาลดำเนินโยบายขาดดุลเท่ากับ 105,000 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อรวมกับหนี้สาธารณะปัจจุบันเท่ากับ 2.767 ล้านล้านบาท จะทำให้ภาระหนี้ปี 2544 เพิ่มขึ้นมาเป็น 3.382 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นถึง 68% ของ GDP จึงนับว่าเป็นการสร้างภาระหนี้ที่ค่อนข้างสูงในอนาคต

สรุป ภาพรวม จำนวนผู้สมัครที่ได้คะแนนนำในแต่ละพรรคทั่วประเทศ

พรรค

แบ่งเขต

บัญชีรายชื่อ

ส.ส.

ไทยรักไทย

208

49

257

ประชาธิปัตย์

97

30

127

ชาติไทย

33

6

39

ความหวังใหม่

25

8

33

ชาติพัฒนา

21

7

28

เสรีธรรม

11

0

11

กิจสังคม

1

0

1

รวม

396

100

496

 

นักวิเคราะห์ : สุรชัย ประมวลเจริญกิจ Email : Surachai.p@yuanta.co.th


If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer