หน้าหลัก
ดาวน์โหลดบทวิจัย
กระแสข่าว/กลยุทธ์
บทวิเคราะห์
วิเคราะห์เทคนิค
VDO SQUAWK
สรุปหุ้นแนะนำ
วอร์แรนท์
วิเคราะห์รายหุ้น
ผลประกอบการ
ปฎิทินหุ้น
เชื่อมเวบไซต์อื่น
เศรษฐกิจและอื่นๆ
ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ
อัตราแลกเปลี่ยน
ตลาดล่วงหน้า
เศรษฐกิจ และอื่นๆ
3 มกราคม 2544
แนวโน้มดอกเบี้ย ปี 2544 คาดยังอยู่ในระดับต่ำ

 

ในช่วงเดือนก่อน นักการธนาคาร, เทรดเดอร์ และ นักเศรษฐศาสตร์ หลายคนได้คาดหมายว่า แนวโน้มดอกเบี้ย ในครึ่งปีหลังของ 2544 นี้ มีโอกาสจะปรับตัวสูงขึ้น โดยมีเหตุผลคือ (1) เนื่องจากรัฐบาลมีการออกพันธบัตร เพื่อชดเชยงบประมาณขาดทุน (2) การไหลออกของเงินตราต่างประเทศยังต่อเนื่อง และ (3) ดุลการชำระเงินมีแนวโน้มลดลง จากการคาดหมายการส่งออก ในปีหน้า มีแนวโน้มลดลง

Source: Bisnews

อย่างไรก็ตามแนวโน้มความคิดดังกล่าวได้เริ่มเปลี่ยน โดยมีปัจจัยเข้ามากระทบคือ

  1. ธนาคารแห่งประเทศไทยยังยืนยันที่จะดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  2. ภาวะเงินเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะค่าเงินบาทเริ่มแข็งค่าขึ้น และ ราคาน้ำมัน เริ่มปรับลดลง
  3. การลดลงของราคาน้ำมัน จะช่วยให้ดุลการชำระเงินดีขึ้น

แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐมีแนวโน้มจะปรับลดลงในปีหน้า นักเศรษฐกิจมีการคาดหมายว่าจะมีการปรับลดอย่างน้อย 2 ครั้ง เท่ากับ 0.5%

จากการพบปะระหว่างผู้ว่าแบงก์ชาติ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล กับ บรรดานายธนาคาร และ ผู้บริหารสถาบันการเงิน รวม 40 แห่ง ผู้ว่าแบงก์ชาติ ได้แสดงความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะขยายตัว 4% เทียบกับปีนี้ที่จะขยายตัว 4-4.5% โดยเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่จะกลับไปสู่ภาวะถดถอย ดังนั้นจึงยังมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ เช่นเดียวกับบรรดานายธนาคาร ก็มีความเห็นว่าแนวโน้มดอกเบี้ยปี 2544 จะยังทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ดังนั้น การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ โดยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร 7วัน ไว้ที่ระดับ 1.5% ตั้งแต่เดือน สิงหาคม 2541 โดยจุดสำคัญคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย จะจัดการอย่างไรกับพันธบัตรรัฐบาลที่จะออกมาใหม่ ซึ่งในช่วงต้นสองสัปดาห์ก่อน กระทรวงการคลังได้ประกาศที่จะออกพันธบัตร 7.2 หมื่นล้านบาท โดยสถาบันการฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน ในไตรมาสแรกของปีหน้า วงเงิน 7.2 หมื่นล้านบาท นับว่าเป็นส่วนหนึ่งจากการคาดหมายแนวโน้มที่กองทุนฟื้นฟูฯจะขาดทุนในอนาคต ซึ่งกองทุนฟื้นฟูต้องการเงินทั้งสินประมาณ 884 พันล้านบาท จากการประเมินมูลค่าความเสียหายของกองทุนฟื้นฟู นอกจากนี้ในปีงบประมาณ 2544 รัฐบาลได้กำหนดงบประมาณขาดดุลประมาณ 105 พันล้านบาท ซึ่งก็ต้องมีความจำเป็นที่จะออกพันธบัตรเพื่อชดเชยงบประมาณที่ขาดดุล เช่นเดียวกับภาคเอกชน ได้วางแผนที่จะออกหุ้นกู้ภายในประเทศ เช่น ADVANC จะออกหุ้นกู้ 15 พันล้านบาท ในเดือนมกราคม, VNT จะออกหุ้นกู้ 8 พันล้านบาท ในเดือนมกราคม, CPF จะออกหุ้นกู้ 7 พันล้านบาทในไตรมาส 1/2544 ซึ่งในปัจจุบันหุ้นกู้ภาคเอกชนมีจำนวนทั้งสิ้น 1,538 พันล้านบาท มากกว่ามูลค่าตลาดรวม (Market Capitalization) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1,273 พันล้านบาท

Outstanding Domestic Bonds

Bt bn

1992

1993

1994

1995

1996

1997

1998

1999

Sep-00

Government Bonds

134

101

63

43

18

14

427

587

636

T-Bills

-

-

-

-

-

-

-

25

63

State enterprise Bonds

76

135

190

238

278

294

301

356

406

  - Guaranteed

63

110

160

209

240

247

256

309

350

  - Non-guaranteed

13

25

31

30

39

47

45

47

56

BoT/FIDF/PLMO Bonds

-

-

-

10

41

52

36

18

-

Corporate Bonds

5

26

86

134

182

188

178

402

433

Total

215

262

339

424

519

547

941

1,389

1,538

Source: Thai Bond Dealing Centre

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันระบบธนาคารพาณิชย์มีสินทรัพย์สภาพคล่องส่วนเกิน (Excess liquid assets) 539 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูป พันธบัตรรัฐบาล สำหรับอีกวิธีในการวัดสภาพคล่องส่วนเกินคือ อัตราส่วนสินเชื่อ ต่อหนี้สิน ของสถาบันการเงิน สมมติว่าระดับ 1:1 เป็นระดับปกติ ดังนั้นหากวัดโดยวิธีนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์จะมีเงินฝากมากกว่าสินเชื่อเท่ากับ 417 พันล้านบาท

Excess Liquid Assets in the Thai Banking Sector

Thai

Foreign

Total

(Btmn)

Banks

Banks

Banks

1990

2,341.2

72.6

2,413.8

1991

1,584.4

68.5

1,652.9

1992

3,010.6

130.1

3,140.7

1993

2,697.4

97.3

2,794.7

1994

6,413.3

323.6

6,736.9

1995

42,951.5

985.0

43,936.5

1996

45,271.1

3,900.8

49,171.9

1997

106,612.5

109,807.2

216,419.7

1998

432,699.5

76,077.9

508,777.4

1999

444,885.8

32,331.9

477,217.7

2000

494,799.9

36,680.0

531,479.9

Source: Bank of Thailand

สำหรับการชดเชยงบประมาณขาดดุล เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน สัดส่วนจำนวนมากของพันธบัตรรัฐบาล จะต้องสอดคล้องกับสภาพคล่องส่วนเกินดังกล่าวข้างต้น

ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ ได้ประโยชน์จากราคาพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเนื่องจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน อัตราผลตอบแทนหน้าตั๋วของพันธบัตรรัฐบาลได้ปรับลดลง 1% โดยอัตราผลตอบแทนอาจจะกลับทิศก็ได้ หากตลาดการเงินมีพันธบัตรรัฐบาลใหม่เข้ามาจำนวนมาก

Government Bond Yield Curve

Jan-00

Mar-00

Jun-00

Sep-00

Dec-00

1-year

3.61

3.28

2.94

2.62

2.65

2-year

4.48

4.00

3.76

3.22

2.99

3-year

5.17

4.73

4.21

3.37

3.21

5-year

6.20

5.67

5.02

4.23

3.96

7-year

7.01

6.45

5.52

5.01

4.76

10-year

7.78

7.31

6.08

5.97

5.76

Source: Thai Bond Dealing Centre

ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ จะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีโอกาสที่ดีขึ้นในการปรับโครงสร้างหนี้ ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPLs รวมถึงช่วยให้หนี้เสียที่ปรับโครงสร้างแล้ว และ หนี้เสียใหม่ เกิดน้อยลง อย่างไรก็ตามจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ เราจึงไม่คาดหวังมากนักที่จำนวน NPLs ที่เหลืออีกประมาณ 22% จะปรับตัวลดลงมาก เราจึงประมาณการ NPLs ในปี 2544 จะลดลงเหลือระหว่าง 15-18% โดยการลดลงสู่ระดับดังกล่าว คาดหมายว่าจะเป็นการตัดหนี้สูญ มากกว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้

นโยบายดอกเบี้ยต่ำ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ยอมให้ธนาคารพาณิชย์ ยังรักษาส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ย เงินกู้ และ เงินฝาก ไว้ระดับสูง อันเนื่องจากปัญหา NPLs แต่ถ้าหากเมื่อไหร่ที่ตัวเลข NPLs เริ่มปรับลดลง ธนาคารแห่งประเทศก็อาจจะบีบให้ธนาคารพาณิชย์ มีส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากที่แคบลง

 

นักวิเคราะห์: จอร์จ ฮิบส์ (Ext. 1401)
Email: george.h@yuanta.co.th


If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer