ในช่วงเดือนก่อน นักการธนาคาร, เทรดเดอร์
และ นักเศรษฐศาสตร์ หลายคนได้คาดหมายว่า แนวโน้มดอกเบี้ย ในครึ่งปีหลังของ
2544 นี้ มีโอกาสจะปรับตัวสูงขึ้น โดยมีเหตุผลคือ (1) เนื่องจากรัฐบาลมีการออกพันธบัตร
เพื่อชดเชยงบประมาณขาดทุน (2) การไหลออกของเงินตราต่างประเทศยังต่อเนื่อง
และ (3) ดุลการชำระเงินมีแนวโน้มลดลง จากการคาดหมายการส่งออก ในปีหน้า
มีแนวโน้มลดลง

Source: Bisnews
อย่างไรก็ตามแนวโน้มความคิดดังกล่าวได้เริ่มเปลี่ยน
โดยมีปัจจัยเข้ามากระทบคือ
แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐมีแนวโน้มจะปรับลดลงในปีหน้า นักเศรษฐกิจมีการคาดหมายว่าจะมีการปรับลดอย่างน้อย
2 ครั้ง เท่ากับ 0.5%
จากการพบปะระหว่างผู้ว่าแบงก์ชาติ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล
กับ บรรดานายธนาคาร และ ผู้บริหารสถาบันการเงิน รวม 40 แห่ง ผู้ว่าแบงก์ชาติ
ได้แสดงความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะขยายตัว 4% เทียบกับปีนี้ที่จะขยายตัว
4-4.5% โดยเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่จะกลับไปสู่ภาวะถดถอย ดังนั้นจึงยังมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ
เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ เช่นเดียวกับบรรดานายธนาคาร ก็มีความเห็นว่าแนวโน้มดอกเบี้ยปี
2544 จะยังทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ดังนั้น การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ
โดยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร 7วัน ไว้ที่ระดับ 1.5% ตั้งแต่เดือน
สิงหาคม 2541 โดยจุดสำคัญคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย จะจัดการอย่างไรกับพันธบัตรรัฐบาลที่จะออกมาใหม่
ซึ่งในช่วงต้นสองสัปดาห์ก่อน กระทรวงการคลังได้ประกาศที่จะออกพันธบัตร
7.2 หมื่นล้านบาท โดยสถาบันการฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน ในไตรมาสแรกของปีหน้า
วงเงิน 7.2 หมื่นล้านบาท นับว่าเป็นส่วนหนึ่งจากการคาดหมายแนวโน้มที่กองทุนฟื้นฟูฯจะขาดทุนในอนาคต
ซึ่งกองทุนฟื้นฟูต้องการเงินทั้งสินประมาณ 884 พันล้านบาท จากการประเมินมูลค่าความเสียหายของกองทุนฟื้นฟู
นอกจากนี้ในปีงบประมาณ 2544 รัฐบาลได้กำหนดงบประมาณขาดดุลประมาณ 105 พันล้านบาท
ซึ่งก็ต้องมีความจำเป็นที่จะออกพันธบัตรเพื่อชดเชยงบประมาณที่ขาดดุล เช่นเดียวกับภาคเอกชน
ได้วางแผนที่จะออกหุ้นกู้ภายในประเทศ เช่น ADVANC จะออกหุ้นกู้ 15 พันล้านบาท
ในเดือนมกราคม, VNT จะออกหุ้นกู้ 8 พันล้านบาท ในเดือนมกราคม, CPF จะออกหุ้นกู้
7 พันล้านบาทในไตรมาส 1/2544 ซึ่งในปัจจุบันหุ้นกู้ภาคเอกชนมีจำนวนทั้งสิ้น
1,538 พันล้านบาท มากกว่ามูลค่าตลาดรวม (Market Capitalization) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1,273 พันล้านบาท
Outstanding Domestic Bonds
|
Bt bn
|
1992
|
1993
|
1994
|
1995
|
1996
|
1997
|
1998
|
1999
|
Sep-00
|
|
Government Bonds
|
134
|
101
|
63
|
43
|
18
|
14
|
427
|
587
|
636
|
|
T-Bills
|
-
|
-
|
-
|
-
|
-
|
-
|
-
|
25
|
63
|
|
State enterprise
Bonds
|
76
|
135
|
190
|
238
|
278
|
294
|
301
|
356
|
406
|
|
- Guaranteed
|
63
|
110
|
160
|
209
|
240
|
247
|
256
|
309
|
350
|
|
- Non-guaranteed
|
13
|
25
|
31
|
30
|
39
|
47
|
45
|
47
|
56
|
|
BoT/FIDF/PLMO Bonds
|
-
|
-
|
-
|
10
|
41
|
52
|
36
|
18
|
-
|
|
Corporate Bonds
|
5
|
26
|
86
|
134
|
182
|
188
|
178
|
402
|
433
|
|
Total
|
215
|
262
|
339
|
424
|
519
|
547
|
941
|
1,389
|
1,538
|
Source: Thai Bond Dealing Centre
จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันระบบธนาคารพาณิชย์มีสินทรัพย์สภาพคล่องส่วนเกิน
(Excess liquid assets) 539 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูป พันธบัตรรัฐบาล
สำหรับอีกวิธีในการวัดสภาพคล่องส่วนเกินคือ อัตราส่วนสินเชื่อ ต่อหนี้สิน
ของสถาบันการเงิน สมมติว่าระดับ 1:1 เป็นระดับปกติ ดังนั้นหากวัดโดยวิธีนี้
ระบบธนาคารพาณิชย์จะมีเงินฝากมากกว่าสินเชื่อเท่ากับ 417 พันล้านบาท
|
Excess Liquid
Assets in the Thai Banking Sector
|
|
|
Thai
|
Foreign
|
Total
|
|
(Btmn)
|
Banks
|
Banks
|
Banks
|
|
1990
|
2,341.2
|
72.6
|
2,413.8
|
|
1991
|
1,584.4
|
68.5
|
1,652.9
|
|
1992
|
3,010.6
|
130.1
|
3,140.7
|
|
1993
|
2,697.4
|
97.3
|
2,794.7
|
|
1994
|
6,413.3
|
323.6
|
6,736.9
|
|
1995
|
42,951.5
|
985.0
|
43,936.5
|
|
1996
|
45,271.1
|
3,900.8
|
49,171.9
|
|
1997
|
106,612.5
|
109,807.2
|
216,419.7
|
|
1998
|
432,699.5
|
76,077.9
|
508,777.4
|
|
1999
|
444,885.8
|
32,331.9
|
477,217.7
|
|
2000
|
494,799.9
|
36,680.0
|
531,479.9
|
Source: Bank of Thailand
สำหรับการชดเชยงบประมาณขาดดุล เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน
สัดส่วนจำนวนมากของพันธบัตรรัฐบาล จะต้องสอดคล้องกับสภาพคล่องส่วนเกินดังกล่าวข้างต้น
ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ ได้ประโยชน์จากราคาพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น
อันเนื่องจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน อัตราผลตอบแทนหน้าตั๋วของพันธบัตรรัฐบาลได้ปรับลดลง
1% โดยอัตราผลตอบแทนอาจจะกลับทิศก็ได้ หากตลาดการเงินมีพันธบัตรรัฐบาลใหม่เข้ามาจำนวนมาก
|
Government Bond Yield
Curve
|
|
|
Jan-00
|
Mar-00
|
Jun-00
|
Sep-00
|
Dec-00
|
|
1-year
|
3.61
|
3.28
|
2.94
|
2.62
|
2.65
|
|
2-year
|
4.48
|
4.00
|
3.76
|
3.22
|
2.99
|
|
3-year
|
5.17
|
4.73
|
4.21
|
3.37
|
3.21
|
|
5-year
|
6.20
|
5.67
|
5.02
|
4.23
|
3.96
|
|
7-year
|
7.01
|
6.45
|
5.52
|
5.01
|
4.76
|
|
10-year
|
7.78
|
7.31
|
6.08
|
5.97
|
5.76
|
Source: Thai Bond Dealing Centre
ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ จะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีโอกาสที่ดีขึ้นในการปรับโครงสร้างหนี้
ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPLs รวมถึงช่วยให้หนี้เสียที่ปรับโครงสร้างแล้ว
และ หนี้เสียใหม่ เกิดน้อยลง อย่างไรก็ตามจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ เราจึงไม่คาดหวังมากนักที่จำนวน
NPLs ที่เหลืออีกประมาณ 22% จะปรับตัวลดลงมาก เราจึงประมาณการ NPLs ในปี
2544 จะลดลงเหลือระหว่าง 15-18% โดยการลดลงสู่ระดับดังกล่าว คาดหมายว่าจะเป็นการตัดหนี้สูญ
มากกว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้
นโยบายดอกเบี้ยต่ำ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ยอมให้ธนาคารพาณิชย์
ยังรักษาส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ย เงินกู้ และ เงินฝาก ไว้ระดับสูง อันเนื่องจากปัญหา
NPLs แต่ถ้าหากเมื่อไหร่ที่ตัวเลข NPLs เริ่มปรับลดลง ธนาคารแห่งประเทศก็อาจจะบีบให้ธนาคารพาณิชย์
มีส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากที่แคบลง
นักวิเคราะห์:
จอร์จ ฮิบส์ (Ext. 1401)
Email:
george.h@yuanta.co.th