การอภิปรายพิเศษเรื่อง
เศรษฐกิจไทยในมือรัฐบาลใหม่
: สดใส หรือมืดมน
ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์
โดยเชิญ
พรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค
คือ พรรคประชาธิปัตย์ และ
พรรคไทยรักไทย
มาแถลงถึงนโยบาย และ
แนวทางดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ
และตลาดทุน
ดังมีรายละเอียดดังนี้
พรรคไทยรักไทย
วิธีคิด :
(1)
พยายามที่จะผลักดัน Market Cap
เท่ากับ GDP ของประเทศ (2)
เศรษฐกิจมีจุดรวมที่ธุรกิจ
เพราะฉะนั้นถ้าธุรกิจไปได้เศรษฐกิจก็จะไปได้
ดังนั้นภาคธุรกิจต้องเข้มแข็งก่อน
โดยการฟื้นฟูประเทศ
ก็ต้อง Turnaround ธุรกิจก่อน (3)
เทียบการบริหารจัดการรัฐบาลเหมือนการบริหารธุรกิจ
ซึ่ง CEO หรือ
หัวหน้ารัฐบาล
จะต้องเป็นผู้นำ (4)
ทำอย่างไรที่จะต้องให้การเติบโตของเศรษฐกิจเป็นแบบยั่งยืน
รวมถึงการให้ระบบเศรษฐกิจมีรายรับมากกว่ารายจ่ายแบบยั่งยืน
การจัดการ :
แบ่งเป็น ประชาชน ธุรกิจ
และ รัฐบาล
(1)ประชาชน
หลักการทำให้มีความพอเพียงในการดำรงชีพ
และ ทำให้มีกำลังซื้อ
โดยจะเริ่มที่พื้นฐานของเศรษฐกิจ
คือ ภาคเกษตร
ภาคเกษตรมองเป็นการลงทุนของสังคม
Social Investment
มีนโยบายที่จะพักหนี้ให้เกษตรกร
3 ปี
เพื่อให้หลุดจากวงจรหนี้
และ สามารถพัฒนา
ซึ่งจะเป็นการเพิ่มอำนาจซื้อของเศรษฐกิจรวม
โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ย
3 ปีให้เกษตรกร
จัดให้มีการตั้งกองทุนหมู่บ้านละ
1 ล้านบาท
เพื่อให้มีกองทุนหมุนเวียนในการกู้ยืมเพื่อส่งเสริมให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชน
และ
จะเป็นการแก้ปัญหาที่รากฐานของประเทศ
นอกจากนี้ส่งเสริมให้แต่ละตำบลมีผลิตภัณฑ์ดีเด่น
ให้แต่ละตำบลมีระบบ
อินเตอร์เน็ต
เพื่อที่จะเพิ่มความสามารถในการบริหาร
Information
โดยปัจจุบันมีตำบลประมาณ
7,000 ตำบล
(2) ภาคธุรกิจ
โดยการส่งเสริม SME
หรือนโยบายส่งเสริมธุรกิจขนาดกลาง
และขนาดย่อม
เพื่อแปรรูปสินค้าเกษตร
ใช้ทรัพยากรของประเทศ
นอกจากนี้ยังจะมีลักษณะการเชื่อมโยง
SME ทั้งหมดเข้าด้วยกัน
ผ่านระบบการสื่อสารข้อมูล
ทางด้านปัญหาสถาบันการเงิน
คือการแก้ปัญหา NPLs
การปรับโครงสร้างหนี้ต้องแก้ควบคู่กับ
การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
สนับสนุนให้มีการตั้ง AMC
แห่งชาติ
เพื่อนำหนี้เสียทั้งหมดออกจากระบบในเวลาเดียวกัน
แล้วนำมาจัดเป็นหมวดหมู่
เพื่อให้มีมาตรฐานการตัดหนี้สูญเหมือนกัน
และ
ให้มีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาบริหาร
นอกจากนี้จะยังมีการปรับลดภาษีธุรกิจเหลือ
25%
(3) ภาครัฐบาล
จะบริหารให้ผิดพลาดอีกไม่ได้แล้ว
เพราะขาดดุลได้อีกไม่มาก
จากประเทศมีภาระหนี้มหาศาล
ดังนั้นต้องเพิ่มประสิทธิภาพ
จัดวางยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหา
โดยการศึกษาปัญหาที่แท้จริงแล้วนำมากำหนดเป็นนโยบาย
หรือ เรียกว่า Outside-in
จะให้มีการปฏิรูปวิธีงบประมาณใหม่
โดยการตั้งจาก Strategy
เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจได้จริงๆ
สำหรับรัฐวิสาหกิจ
จัดให้มีการบริหารงานแบบมืออาชีพ
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ให้มีการแปรรูป
และจูงใจพนักงานด้วยการออก
Stock Option
หลังจากนั้นจะนำเข้าจดทะเบียนในตลาด
ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่ม
Market Cap ของตลาดได้ประมาณ 3
ล้านล้านบาท
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์ได้ระบุว่า
ก่อนที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล
ประเทศได้ประสบกับปัญหาวิกฤต
7 ประการคือ (1)
ปัญหาเสถียรภาพไม่มีเงินทุนสำรอง
(2) อัตราเงินเฟ้อสูง (3)
อัตราดอกเบี้ยสูง (4)
สภาพคล่องหดหาย
จากภาวะการตื่นตระหนก
ทำให้เงิน Outflow หมด (5)
ปัญหาสถาบันการเงิน
โดยเริ่มจากไฟแนนซ์
แล้วกระจายไปยังภาคธนาคารพาณิชย์
ซึ่งมีสองปัญหาคือ
ผู้ออมไม่มั่นใจ และ
ผู้กู้ไม่จ่ายเงิน (6)
การว่างงาน รายได้ลด
สินค้าเกษตรตกต่ำ และ (7)
ประชาชนขาดความเชื่อมั่น
ซึ่งทั้ง 7
ปัญหามีความเกี่ยวข้องกัน
และยังทำให้
เศรษฐกิจของประเทศมีการหดตัวอย่างหนักในปี
2540-2541
แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์สามารถแก้ปัญหา
จนปัญหาข้างต้นผ่อนคลาย
ทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตามกการแก้ปัญหาก็มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
เข้ามาตลอดเวลา
โดยนโยบายที่รัฐบาลได้ทำไปคือ
นโยบายเร่งสร้างความมั่นคงให้สถาบันการเงิน
มีการลดทุน
เปลี่ยนแปลงผู้บริหาร
เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจนกลับสู่ภาวะปกติ
สำหรับแนวโยบาย
และมาตรการ
เกี่ยวกับเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์สรุปได้ดังนี้
(1)
สำหรับมาตรการด้านการคลังจะให้มีการลดภาษีนิติบุคคลเหลือร้อยละ
25
และลดภาษีเงินได้เพื่อเพิ่มอำนาจซื้อ
แต่จะไปปรับเพิ่มภาษีสรรพามิตร
ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์จะเน้นความมีวินัยทางการเงินการคลัง
แต่จะยังดำเนินนโบบายขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง
แต่ถ้าหากภาคเอกชนเริ่มฟื้น
รัฐบาลก็จะต้องหยุดการดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณ
(2)
นโยบายการเงิน
จะยังคงดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทางด้านมาตรการแก้ปัญหาสถาบันการเงิน
ไม่เห็นด้วยกับการตั้ง AMC
แห่งชาติ
เพราะจะมีปัญหาการจัดการ
ดังเช่นที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้
และ มาเลเซีย
(3)
นโยบายทางด้านรัฐวิสาหกิจ
จะเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน
ลดบทบาทภาครัฐ
รวมถึงลดหนี้ภาครัฐ
มีการออก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ
มีการเปลี่ยนแปลงการบริหาร
โดยเอาวิธีของเอกชนมาใช้แปลงทุนของรัฐเป็นของเอกชน
จะช่วยให้มีรัฐวิสาหกิจเข้าซื้อขายในตลาดมากขึ้น
(4)
นโยบายส่งเสริมการลงทุนผ่าน
BOI
(5)
เน้นการเปิดการค้าเสรีกับต่างประเทศ
เนื่องจากไทยได้เปรียบจากการส่งออกสูง
ทำให้ไทยสามารถกระจายตลาดได้ในวงกว้าง
มีการสร้างน้ำหนักในการเจรจาต่อรอง
(6)
นโยบายตลาดทุน
จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง
และแก้ไขตลาดหลักทรัพย์
โดยเพิ่มบทบาทเป็นตลาดและส่งเสริม
พยายามเพิ่มสินค้าให้ตลาด
และเพิ่มสภาพคล่อง ให้มีกฏเกณฑ์พอประมาณ
และชัดเจน
ความเห็น
:
จุดแตกต่างระหว่างสองพรรคคือ
พรรคไทยรักไทย
พยายามหาเสียงจากฐานเกษตรกร
และคนในต่างจังหวัด
จึงมีจุดเน้นนโยบาย
โดยการพัฒนาชนบท
ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้เกษตรกร
การตั้งกองทุนหมู่บ้านละ
1 ล้านบาท และ
ให้มีการตั้ง AMC แห่งชาติ
แต่สำหรับจุดเน้นของพรรคประชาธิปัตย์ดูแล้วจะเน้นที่การแก้ปัญหาทางการเงิน
โดยสร้างความมั่นคงของระบบการเงินของประเทศ
เน้นส่งเสริมการส่งออก
และ ไม่มีการตั้ง AMC
แห่งชาติ
โดยให้ธนาคารพาณิชย์มีการตั้ง
AMC กันเอง
สำหรับนโยบายจุดเน้นของพรรคไทยรักไทย
ค่อนข้างถูกวิพากวิจารณ์กันอย่างกว้าง
โดยเฉพาะประเด็น
การพักหนี้เกษตรกร และ
การตั้งกองทุนหมู่บ้านละ
1 ล้านบาท
ซึ่งอาจจะเป็นการสร้างธรรมเนียมในการปฏิบัติไม่ถูกต้อง
ก่อให้เกิดค่านิยมในการเบี้ยวหนี้
และ การตั้งกองทุน
อาจจะขาดการจัดการ
ตรวจสอบ ความโปร่งใส
รวมถึงทำให้ขาดวินัยทางการคลังจากการจับจ่ายใช้สอย
ส่วนการตั้ง AMC แห่งชาติ
ค่อนข้างมีปัญหายุ่งยากในทางปฏิบัติ
และหลายมาตรการเป็นไปได้อยากในทางปฏิบัติ
สำหรับมาตรการบางอย่างหากมีการนำมาใช้อาจจะมีผลกระทบต่อบริษัทในตลาดเช่น
การส่งเสริมให้มีอินเตอร์เน็ตประจำหมู่บ้าน
ซึ่งจะเป็นผลดีต่อหุ้น
อย่าง SATTEL, JASMIN, TT&T
จากการให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม
รวมถึงมีการลงทุนในธุรกิจอินเตอร์เน็ต
นอกจากนี้ ดร.ทักษิณ และ น.พ.อดิศัย
ก็มีความเกี่ยวพันกับหุ้นข้างต้น
การเน้นนโยบายเชื่อมโยงภาคเกษตร
อุตสาหกรรม และ ส่งออก
จะทำให้หุ้นพวก
ธุรกิจการเกษตร
กลุ่มอาหาร
ในตลาดได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว
ทางด้านมาตรการทางด้านการคลัง
ทั้งสองพรรคมองว่า
เริ่มมีข้อจำกัดจากภาระหนี้จำนวนมหาศาล
แสดงถึงในอนาคตจะไม่มีโครงการจากภาครัฐบาลมากนัก
ดังนั้นน่าจะส่งผลต่อหุ้นในกลุ่มพวกวัสดุก่อสร้าง
และรับเหมาก่อสร้างในด้านลบ
นอกจากนี้ทั้งสองพวกได้ระบุถึงการส่งเสริม
SME สร้างส่วนประกอบรถยนต์
และส่วนประกอบย่อยของอิเลคทรอนิคส์