 |
เศรษฐกิจ และอื่นๆ |
10 ตุลาคม 2543
|
| ตลาดหุ้นไทยเริ่มปรับตัวมากเกินเหตุ |
ตลาดหุ้นในรอบนี้ ตลาดหุ้นรอบนี้ได้ปรับตัวลดลงตลอดตั้งแต่ต้นปีจากดัชนีประมาณ
500 จุด ลงมาเคลื่อนไหวที่บริเวณ 260 ในปัจจุบัน จากปัจจัย (1) ความผิดหวังในตัวเลขเศรษฐกิจ
ที่ยังไม่ฟื้นจริง (2) ตัวเลข NPLs สูง (3) ปัญหาค่าเงินอ่อนตัว (4)
ความไม่แน่นอนทางการเมือง (5) MSCI ปรับลดเกรดหุ้นไทย (6) ต่างชาติถล่มขายต่อเนื่อง
(7) ปัญหาน้ำมันแพง และ (8) การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นสหรัฐ และ ภูมิภาคนี้
จนระดับดัชนีปัจจุบันได้ลงมาเกือบจะใกล้เคียงกับเมื่อปี 2541 ซึ่งอยู่ที่บริเวณ
200-250 ซึ่งในตารางข้างล่าง เราได้เปรียบเทียบสถานการณ์ในสองช่วงเวลา
คือ
|
สถานการณ์ปัจจุบัน
SET = 260 |
สถานการณ์ปี 2541 SET =
200-250 |
|
1. GDP ไตรมาส 2 /2543
ขยายตัว 6.6% และ
ขยายตัวในครึ่งปีแรก 5.9% |
1. GDP ขยายตัว ติดลบ
13.7% ในไตรมาส 2/2541 และ ติดลบ
12.81% ในไตรมาส 3/2541 |
|
2. NPLs อยู่ที่ระดับ
31.24% ณ สิ้นเดือนสิงหาคม |
2. NPLs 34-39% ในไตรมาส
3/2541 และ ขึ้นไปสูงสุดที่
47.7% ในเดือน พ.ค. 2542 |
|
3.
กลุ่มสถาบันการเงิน
ฐานเงินทุนแข็งแกร่ง,
เพิ่มทุนเรียบร้อยแล้ว |
3.
กลุ่มสถาบันการเงิน
ฐานเงินทุนน้อย,
มีปัญหาการเพิ่มทุน และ
มีข่าวลือ
การล้มละลายของสถาบันการเงิน |
|
4.
ภาวะดอกเบี้ยต่ำ
โดยเงินฝากประจำ 1
ปีอยู่ที่ 3.75% |
4. ภาวะดอกเบี้ยสูง โดยไตรมาส
3/2541 อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี อยู่ที่ระดับ 7-12.5%
|
|
5.
ค่าเงินบาทอยู่ที่ 40-43
บาทต่อดอลลาร์ |
5.
ค่าเงินบาทอยู่ในภาวะตื่นตระหนก
ดิ่งหนัก โดยต้นปี 2541
อยู่ที่ 55.5
บาทต่อดอลลาร์ และ
ในไตรมาส 3 /2542 อยู่ที่ 40-42.5 |
|
6.
หนี้ต่างประเทศภาคเอกชน
51.2 พันล้านเหรียญ
เป็นหนี้ระยะสั้น 15% |
6.
ภาระหนี้ต่างประเทศ
ภาคเอกชนสูงถึง 85.2
พันล้านเหรียญ
เป็นหนี้ระยะสั้น 35% |
|
7.
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
Moody ได้อัพเกรดประเทศไทย
สู่ระดับ Investment Grade |
7.
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
Moody
จัดเกรดประเทศไทยอยู่ระดับต่ำกว่า
Investment Grade |
จากตารางข้างต้น
จะพบว่า ปัจจัย 7
ประการในปัจจุบัน
นับว่าดีกว่าสถานการณ์ตอนที่
SET Index เท่ากับ 200-250
ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2541 มาก
แม้ว่าจะมีบางตัวแปรที่ดูแย่กว่าในช่วงไตรมาส
3 ปี 2541 คือ
แรงขายของนักลงทุนต่างชาติ
และ ปัญหาน้ำมันแพง
ดังนั้น
จึงอาจจะกล่าวได้ว่า
สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน
ได้ปรับตัวลดลงจากมากเกินเหตุ
และจากตารางข้างล่างเป็นการเปรียบเทียบอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
เทียบกับประเทศอื่นๆในแถบภูมิภาคเอเชีย
ซึ่งประมาณการโดย
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ
(IMF)
เทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์
|
|
GDP
|
Index
|
|
|
2544
|
2545
|
ปัจจุบัน
|
จุดต่ำสุด
|
%chg
|
|
ไทย
|
5.0%
|
5.0%
|
261
|
204
|
27.94%
|
|
มาเลเซีย
|
6.0%
|
6.0%
|
704
|
261
|
169.73%
|
|
เกาหลีใต้
|
8.8%
|
6.5%
|
589
|
277
|
112.64%
|
|
สิงคโปร์
|
7.9%
|
5.9%
|
1887
|
800
|
135.88%
|
|
ฟิลิปปินส์
|
4.0%
|
4.5%
|
1365
|
1082
|
26.16%
|
|
อินโดนนีเซีย
|
4.0%
|
5.0%
|
415
|
255
|
62.75%
|
จากตารางจะพบว่า
เศรษฐกิจไทยจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าเท่ากับ
5% ดีกว่า ฟิลิปปินส์ และ
อินโดดีเซีย แต่แย่กว่า
มาเลเซีย เกาหลีใต้ และ
สิงคโปร์
แต่เมื่อดูดัชนีตลาดหุ้นปรากฏว่า
ตลาดหุ้นไทย
กลับอยู่ใกล้จุดต่ำสุดมากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆมาก
ดังนั้น โดยสรุป การปรับตัวของตลาดในรอบนี้ จึงเริ่มมากเกินเหตุ
และ ไม่สมเหตุผล เราจึงไม่แนะนำให้ ขาย แต่แนะนำให้หาจังหวะทยอยรับมากกว่า
โดยมีแนวรับแรกที่ระดับปัจจุบัน และ จุดรับสำคัญจะอยู่ที่บริเวณ 240-250
ซึ่งจะเป็นระดับที่ดัชนี เริ่มเข้าใกล้เมื่อเกิดวิกฤตการณ์เมื่อปี 2541

สำหรับหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี
ที่เราเห็นว่า
เหมาะสำหรับซื้อลงทุน
โดยพิจารณาประกอบกับแนวรับ
SET Index ซึ่งอยู่ที่บริเวณ 250
บวกลบ 10 จุด ได้แก่
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์
เป็นกลุ่มที่เราไม่แนะนำ แต่สำหรับหุ้นที่เราเห็นว่าโดดเด่นในกลุ่มคือ
DTDB, TFB และ SCB จากตัวเลข NPLs ต่ำ, ฐานเงินกองทุนสูง,
มีค่า P/Adj BV ต่ำ และ มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าแบงก์อื่นๆ หากเศรษฐกิจมีการพลิกฟื้น
- กลุ่มเคมีภัณฑ์
หุ้นที่เราแนะนำคือ
NPC เนื่องจากได้ประโยชน์จากภาวะ โอเลฟินส์ยังอยู่ในวงจรขาขึ้น
และ มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง คาดไตรมาส 3 นี้จะยังเติบโตสูง
- กลุ่มเพาณิชย์
หุ้นที่เราแนะนำคือ
MAKRO ปลอดหนี้ กระแสเงินสดมาก วางตำแหน่งตัวเองต่างจากดีสเคาน์สโตร์
โดยลูกค้าเป้าหมายเป็นผู้ค่าปลีกรายย่อย 55% คาดปี 43-44 ยอดขายขยายตัวสูง
9% และ 16.7% ตามลำดับ มีดำเนินการ B2B เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
- กลุ่มสื่อสาร
หุ้นที่เราแนะนำคือ
UCOM การได้พันธมิตรจาก Telenor ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของบริษัท
และ มีการดำเนินนโยบายเชิงรุก มีแนวโน้มเติบโตสูง , TA มีรายได้แข็งแกร่ง
เติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี พื้นฐานธุรกิจในกลุ่มมีอนาคต และ มีแนวโน้มขยายตัวสูง
- กลุ่มอิเลคทรอนิคส์
ในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบหนัก
จากการทรุดตัวลงของ
ดัชนี Nasdaq แต่เมื่อเทียบ PER
แล้ว หุ้นในกลุ่มอิเลคทรอนิคส์
ของไทยมีระดับ PER
ที่ต่ำกว่ามาก
สำหรับหุ้นกลุ่มอิเลคทรอนิคส์ที่เราแนะนำคือ
DELTA และ HANA
ซึ่งยังเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตของยอดขายสูง
และ ในไตรมาส 3/43
นี้เราคาดหมายว่าสองหุ้นนี้จะยังมีผลประกอบการที่ขยายตัวสูงต่อเนื่อง
และ
ยังได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนตัว
- กลุ่มพลังงาน
หุ้นที่เราแนะนำคือ PTTEP
และ EGCOMP
ซึ่งทั้งสองหุ้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็น
Valued Stocks
คือมีราคาซื้อขายที่ต่ำกว่าราคาเหมาะสมมาก
โดยพิจารณา จาก NPV โดย PTTEP
มีราคาเหมาะสมประมาณ 151
ส่วนหุ้น EGCOMP
มีราคาเหมาะสม 59 บาท และ
ทั้งสองหุ้นยังมีกระแสเงิน
และ ฐานรายได้ที่มั่นคง
- กลุ่มบันเทิง
หุ้นที่เราแนะนำคือ BEC
เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานเด่นสุดในกลุ่มบันเทิง
โดยธุรกิจโฆษณา
ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่สูง
- กลุ่มเงินทุนหลักทรัพย์
เป็นกลุ่มที่เราไม่แนะนำ
แต่ก็มีหุ้นในกลุ่มที่มีพื้นฐานแข็งกว่าตัวอื่นๆ
โดยกลุ่มหลักทรัพย์ได้แก่
CNS และ ASL
เป็นหุ้นที่มีฐานเงินทุนสูง
และ มีค่า P/BV ต่ำ
ส่วนกลุ่มเงินทุน ได้แก่ AITCO
, SICCO , KK , BC
ซึ่งเป็นหุ้นที่มี NPLs
ต่ำในกลุ่ม
มีการตั้งสำรองสูง และ P/Adj
BV ต่ำ
- หุ้นอื่นๆ
เช่น PPPC
ได้ประโยชน์จากราคาเยื้อกระดาษในตลาดโลกสูง และ ช่วงใกล้เลือกตั้ง
ทั้งสหรัฐ และ ไทย มีความต้องการใช้กระดาษสูง BECL ซื้อขายต่ำกว่า
NPV มากซึ่งอยู่ที่ 25 บาท ในขณะที่รายได้ค่าผ่านทางยังโตต่อเนื่อง
EASTW ดำเนินธุรกิจที่ไร้ความเสี่ยง กระแสเงินสดมั่นคง
นักวิเคราะห์ : สุรชัย ประมวลเจริญกิจ Email : Surachai.p@yuanta.co.th
|