12 มีนาคม 2546

 
บมจ.อาปิโก ไฮเทค
AH <32.75 บาท>
คำแนะนำ
ใหม่             :   ซื้อเมื่ออ่อนตัว
ก่อนหน้านี้  :   
ซื้อเมื่ออ่อนตัว
เป้าหมาย   :   38 บาท

 

 

ผลประกอบการไตรมาส 1/46 คาดจะยังไม่โดดเด่นมากนัก แต่จะปรับดีขึ้นหลังไตรมาสสอง

บมจ. อาปิโก ไฮเทค (AH) เมื่อวานได้จัดให้มีการประชุมนักวิเคราะห์ร่วมกับผู้บริหารของบริษัทฯ ซึ่งเราประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 1/46 จะยังไม่โดดเด่นมากนัก แต่จะปรับดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/45 ที่มีผลการดำเนินงานน่าผิดหวัง เหตุที่ผลการดำเนินงานยังไม่โดดเด่นมากนัก เนื่องจากยอดขายในส่วน อุปกรณ์จับยึดรถยนต์ (Jigs) ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ และ มีอัตราการทำกำไรสูง ในไตรมาสหนึ่งยังน้อยมาก ส่วนยอดขายในส่วนอื่นๆยังเติบโตตามอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ (Auto Parts) และ ยอดขายรถยนต์ฟอร์ดที่เพิ่มมากขึ้น แต่อัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าอุปกรณ์จับยึดรถยนต์ค่อนข้างมาก

สำหรับแนวโน้มตลอดทั้งปี ผู้บริหาร ประเมินว่ายอดขายของ AH จะเติบโตตามอุตสาหกรรมยานยนต์ คือ จะโตประมาณ 20-30% โดยจะเป็นการเติบโตในทุกๆส่วนไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์จับยึดรถยนต์, แม่พิมพ์, ชิ้นส่วนยานยนต์ และ ยอดขายรถยนต์ฟอร์ด ซึ่ง AH มีโครงการใหม่ที่ได้รับการยืนยันคำสั่งซื้อในปีนี้ จำนวนทั้งสิ้น 175 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการอุปกรณ์จับยึดรถยนต์ (Jigs) มูลค่า 86.2 ล้านบาท, โครงการแม่พิมพ์ มูลค่า 35 ล้านบาท และ โครงการชิ้นส่วนรถยนต์ มูลค่า 54 ล้านบาท ซึ่งโครงการเหล่านี้คาดหมายว่าจะรับรู้รายได้ประมาณไตรมาส 1-2 นี้ อย่างไรก็ตามด้วยประมาณการแบบอนุรักษ์นิยม เราประเมินยอดขายของ AH จะเติบโตประมาณ 15% สู่ระดับ 1,925 ล้านบาท ในขณะที่จะมีกำไรเท่ากับ 172 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 4.11 บาท) ขยายตัว 30% จากปีก่อน

เนื่องจากกำไรไตรมาส 1/46 นี้จะไม่โดดเด่นนัก เพราะ ส่วนอุปกรณ์จับยึดรถยนต์ (Jigs) ซึ่งมีอัตราการทำกำไรสูง ยังไม่มีการรับจ้างผลิตมากนัก แต่แนวโน้มตลอดทั้งปียังอยู่ในเกณฑ์ดี ดังนั้น เราจึงยังคงแนะนำ "รอซื้อเมื่ออ่อนตัว" โดยราคาที่น่าสนใจควรจะมีส่วนลดจากราคาเหมาะสมที่ 38 บาท ประมาณ 20% หรือ บริเวณ 30 บาทต้นๆ

AH's Income statement (Mn Bt)

Income Statement

2000

2001

2002

2003F

2004F

2005F

 

Sales

1,018

1,200

1,674

1,925

2,136

2,327

Other income

23

25

56

64

71

78

Total revenues

1,041

1,226

1,730

1,989

2,207

2,405

Cost of Goods sold

844

1,051

1,449

1,651

1,813

1,975

Depreciation and Amortisation

41

40

54

61

85

92

SG&A and Others Expenses

66

86

83

95

106

115

EBIT

90

48

143

181

203

223

Interest expenses

35

25

16

8

6

4

EBT

55

23

127

173

197

219

Net profit

22

19

132

172

196

217

EPS

0.86

0.75

4.45

4.11

4.66

5.17

EPS Growth

N.A.

12.7%

494.9%

7.8%

13.5%

10.9%

PER

38.20

43.74

7.35

7.98

7.03

6.34

EV/EBITDA

8.32

12.81

4.77

5.63

4.90

3.76

P/BV

5.53

4.91

1.69

1.86

1.51

1.26

P/Sale

0.84

0.71

0.58

0.71

0.64

0.59

Dividend / Share

-

-

0.32

0.62

0.70

2.07

Debt / Equity

1.63

1.79

0.33

0.09

0.14

0.00

Note: COGs does not include Depreciation and Amortisation

  • ผู้บริหารมองแนวโน้มยอดขายของบริษัทฯในปีนี้จะเติบโตสอดคล้องกับภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ประเมินว่าจะเติบโตประมาณ 20-30% โดยจะเป็นการเติบโตในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์จับยึดรถยนต์, แม่พิมพ์, ชิ้นส่วนยานยนต์ และ ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฟอร์ด โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยนับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง เพราะ รัฐบาลได้ตั้งเป้าที่จะสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางรถยนต์แห่งเอเชีย (Detroit of Asia) ทำให้ในปัจจุบันมีค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายแห่งกำลังอยู่ในช่วงการย้ายฐานการผลิตเข้ามา ยังประเทศไทยเพื่อเป็นฐานการผลิตส่งออกไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก

โครงสร้างรายได้ และประมาณการ (หน่วย : ล้านบาท)

  

2000

%

2001

%

2002

%

2003F

%

Jigs

82.1

7.9%

93.5

7.6%

234.4

13.5%

269.6

13.5%

Stamping Dies

44.5

4.3%

40.3

3.3%

41.4

2.4%

47.6

2.4%

OEM Autoparts

313.5

30.1%

315.1

25.7%

534.9

30.8%

615.1

30.8%

Dealership for Ford sales

575.0

55.3%

745.6

60.8%

890.8

51.2%

1,024.4

51.2%

Other incomes

25.6

2.5%

32.1

2.6%

37.0

2.1%

42.6

2.1%

Total Revenue

1,040.8

100.0%

1,226.6

100.0%

1,738.6

100.0%

1,999.3

100.0%

Source: AH

อัตรากำไรขั้นต้นของผลิตภัณฑ์ต่างๆ

  

2000

2001

2002

Jigs

30.09%

21.89%

35.00%

Stamping Dies

23.23%

7.60%

0.90%

OEM Autoparts

23.84%

17.55%

14.60%

Dealership for Ford sales

6.39%

5.37%

1.65%

Total

13.11%

9.08%

10.17%

Source : AH

  • สำหรับโครงการใหม่ ที่ได้รับการยืนยันคำสั่งซื้อ จำนวนทั้งสิ้น 175 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการอุปกรณ์จับยึดรถยนต์ (Jigs) มูลค่า 86.2 ล้านบาท, โครงการแม่พิมพ์ มูลค่า 35 ล้านบาท และ โครงการชิ้นส่วนรถยนต์ มูลค่า 54 ล้านบาท ซึ่งโครงการเหล่านี้คาดหมายว่าจะรับรู้รายได้ประมาณไตรมาส 1-2 นี้

สำหรับโครงการอุปกรณ์จับยึดรถยนต์ (Jigs) ปรากฏว่า กำลังดำเนินการมีอยู่ 2 โครงการคือ ฟอร์ดที่อินเดีย 10.5 ล้านบาท และ วอลโว่ที่ไทย 16 ล้านบาท กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการ อาจจะรับรู้รายได้ได้ทันในไตรมาส 1 นี้ หรือ ไม่ก็เป็นไตรมาสสอง ซึ่งยอดขายจำนวนดังกล่าว 26.5 ล้านบาท นับว่าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบยอดขาย Jigs ปีก่อนที่ทำได้เท่ากับ 234 ล้านบาท

โครงการใหม่ที่ได้รับการยืนยันคำสั่งซื้อในไตรมาส 1-2 ปีนี้ (หน่วย : ล้านบาท)

1. Jigs

 

1.1 Ford India

10.5

1.2 Volvo Thailand

16.0

1.3 Volvo Truck Sweden

24.0

1.4 Benz E-Class Vietnam

25.7

1.5 Other

10.0

Total

86.2

2. Dies

 

2.1 Daimler Chrysler A-Class Car

35.0

3. OEM Parts

 

3.1 Toyota Soluna

27.0

3.2 Isuzu D-Max Export

24.0

3.3 NHK

3.0

Total

54.0

4. Total

175.2

  • ในปี 2545 ที่ผ่านมา AH เริ่มสามารถขยายฐานลูกค้าในส่วนชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ (OEM Auto Parts) ได้มากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้สามปีก่อนฐานลูกค้าของบริษัทฯจะมีแต่เฉพาะ AAT (Ford & Mazda) ถึง 80% แต่ในปี 2545 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถขายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ให้กับค่าย รถยนต์ยักษ์ใหญ่ได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Isuzu (9%), Honda (11%) และ Toyota (17%) ในขณะที่ค่าย AAT ลดลงมาเหลือ 46% โดยปี 2544 แล้วยอดขายให้ Toyota มีสัดส่วนเพียง 8% ของยอดขายของบริษัท ในขณะที่ Isuzu บริษัทฯเริ่มผลิตชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ในปีก่อน

แนวโน้มในส่วนชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ (OEM Auto Parts) ของบริษัทฯในปีนี้คาดหมายว่า จะยังมีแนวโน้มเติบโตสูง ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากปีก่อน คือ ผลิตให้กับค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ อย่าง Isuzu D-Max, Toyota Soluna Vios และ Honda City และ ในปีนี้จะมี Isuzu D-Max เพื่อส่งออกอีก, Honda Fit City 5 ประตู รวมถึงจะมี Honda Accord รุ่นใหม่ ดังนั้น ส่วนยอดขายให้กับ AAT ประเมินว่าจะลดลงเหลือ 40% ในขณะที่สัดส่วนของ Toyota, Honda และ Isuzu จะเพิ่มขึ้น

  • บริษัทมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตเพื่อผลิตอุปกรณ์จับยึดรถยนต์ และ ชิ้นส่วนรถยนต์ ด้วยเงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท โดยจะเข้าซื้อที่ดิน 15 ไร่จากเดิมที่มีอยู่ 45 ไร่ ซึ่งเงินลงทุนดังกล่าวแบ่งเป็นเงินที่ใช้ในการสร้างโรงงาน 140 ล้านบาท, ที่ดิน 45 ล้านบาท และ เครื่องจักร 315 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนจะเป็นลักษณะทยอยลงทุนในปีนี้ 250 ล้านบาท และปี 2547 เท่ากับ 250 ล้านบาท โครงการนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถขยายกำลังการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ จากที่ในปัจจุบันบริษัทมีการผลิตเกือบเต็มกำลังการผลิต คือ ประมาณ 80%

 

นักวิเคราะห์ : สุรชัย ประมวลเจริญกิจ
Email : Surachai.p@kimeng.co.th


If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer