13 กุมภาพันธ์ 2546

 
บมจ.เอส.พี. ซูซูกิ
SPSU <16.50 บาท>
คำแนะนำ
ใหม่             :   ซื้อ
ก่อนหน้านี้  :   ซื้อ

 

 

สแมช จูเนียร์ ผลักดันยอดขาย “ซูซูกิ” โตถึง 304% ในเดือน ม.ค. ปรับเป้าหมายขึ้นเป็น 20-23 บาท 

บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ได้รายงานยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ของไทยรวมในเดือน ม.ค. 2546 เท่ากับ 138,807 คัน ขยายตัวถึง 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยฮอนด้า มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง 70% ตามด้วย ซูซูกิ อยู่อันดับสองมีส่วนแบ่งตลาด 16% แต่เมื่อพิจารณาการเติบโตปรากฏว่า รถจักรยานยนต์ซูซูกิ ขยายตัวสูงถึง 304% มากกว่าการเติบโตของฮอนด้าที่เพิ่มขึ้น 135% สำหรับแนวโน้มตลาดรถจักรยานยนต์ทั้งปี 2546 ก่อนหน้านี้ค่ายรถจักรยายนต์ ฮอนด้า ได้ประเมินตลาดรถจักรยานยนต์รวมในปีนี้จะขยายตัวถึง 35% สู่ระดับ 1.8 ล้านคัน

จากส่วนแบ่งการตลาดในเดือน ม.ค. ที่พุ่งขึ้นมาเป็น 16% เทียบกับปีก่อนซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 13% ดังนั้น เราจึงปรับประมาณการปีนี้ใหม่ โดยคาดหมายว่าส่วนแบ่งการตลาดของค่ายรถซูซูกิจะเพิ่มเป็น 15% จากประมาณการเดิม 13% ซึ่งจะมีผลทำให้ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซูซูกิในประมาณการของเราจะเท่ากับ 270,000 คัน หรือ ขยายตัว 56% จากประมาณการเดิม 234,000 คัน และ เนื่องจาก บมจ. เอส.พี.ซูซูกิ (SPSU)เป็นตัวแทนขายรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ในประเทศไทย (ยกเว้น 14 จังหวัดในภาคใต้) จะมีผลทำให้ยอดขายของ SPSU เพิ่มขึ้นเป็น 5,805 ล้านบาท ขยายตัว 49.6% จากประมาณการเดิม 5,031 ล้านบาท และ จะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 274 ล้านบาท (3.47 บาทต่อหุ้น) ขยายตัวสูงถึง 87% จากประมาณการเดิม 236 ล้านบาท (2.99 บาทต่อหุ้น) ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสโทรศัพท์ไปสอบถามผู้บริหารของ SPSU ซึ่งระบุว่าหลังจากที่ ซูซูกิ มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ สแมช จูเนียร์ ซึ่มีราคาต่ำกว่า 30,000 บาท ในเดือน ต.ค. 45 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมากจนผลิตไม่ทันและต้องมีการสั่งจองล่วงหน้า

ราคาหุ้น SPSU ปัจจุบันที่ 16.5 บาท แม้ว่าจะปรับขึ้นมาถึง 34% ตั้งแต่ต้นปี แต่เมื่อเทียบกับประมาณการกำไรใหม่ ปรากฏว่าราคาปัจจุบันยังซื้อขายที่ระดับราคาค่อนข้างต่ำ คือ ซื้อขาย P/E 46 ที่ต่ำเพียง 4.75 เท่า , P/BV 0.57 เท่า นอกจากนี้บริษัทฯยังมีฐานะการเงินมั่นคงมีฐานะเป็นเงินสดสุทธิ เทียบกับบริษัทมีศักยภาพการเติบโตสูง ดังนั้น เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” และ ประเมินราคาเป้าหมายใหม่เป็น 20-23 บาท โดยราคาเหมาะสมที่ 20 บาท จะเท่ากับ ระดับ P/E 6 เท่า และ ราคา 23 บาท จะเท่ากับราคาตามวิธีส่วนลดกระแสเงินสด (Discount Cash Flow)

SPSU's income statement (Bt mn)

Income Statement

1999

2000

2001

2002F

2003F

2004F

Sales

1,838

2,582

2,697

3,881

5,805

6,676

Other income

249

273

319

427

668

768

Total revenues

2,087

2,855

3,015

4,309

6,473

7,443

Cost of Goods sold

1,648

2,338

2,490

3,552

5,283

6,092

Depreciation and Amortization

38

22

15

15

15

16

SG&A and Others Expenses

299

357

445

536

801

921

EBIT

102

138

65

206

373

415

Interest expenses

22

6

10

8

3

2

EBT

80

133

56

198

371

413

Equity Acc. + Extraordinary Gains

(4)

-

-

-

-

-

Net profit

55

97

35

147

274

305

EPS

0.69

1.23

0.44

1.86

3.47

3.87

EPS Growth

76.0%

77.0%

( 64.3%)

323.9%

87.0%

11.4%

PER

23.78

13.44

37.68

8.89

4.75

4.27

EV/EBITDA

7.1

7.3

16.5

5.3

2.6

2.1

P/BV

0.72

0.68

0.67

0.63

0.57

0.52

Dividend / Share

-

-

0.15

0.65

1.21

1.35

Dividend Yield

0.0%

0.0%

0.9%

3.9%

7.4%

8.2%

Gearing

net cash

net cash

0.02

net cash

net cash

net cash

Note: COGs does not include Depreciation and Amortization

  • สแมช จูเนียร์ ผลักดันยอดขายซูซูกิเดือน ม.ค. ขยายตัวสูงถึง 304%

เมื่อวาน บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ได้รายงานยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ของไทยรวมในเดือน ม.ค. 2546 เท่ากับ 138,807 คัน ขยายตัวถึง 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยฮอนด้า มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง 70% ตามด้วย ซูซูกิ อยู่อันดับสองมีส่วนแบ่งตลาด 16% แต่เมื่อพิจารณาการเติบโตปรากฏว่า รถจักรยานยนต์ซูซูกิ ขยายตัวสูงถึง 304% มากกว่าการเติบโตของฮอนด้าที่เพิ่มขึ้น 135% เราประเมินว่ายอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ที่มีการเติบโตโดดเด่นมากสุดเนื่องจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ สแมช จูเนียร์ ในเดือน ต.ค. 45 ซึ่งมีจุดเด่นในด้านคุณภาพและราคาต่ำกว่าสามหมื่นบาท ได้ผลักดันให้ยอดขายรถจักรยานยนต์ซูซูกิพุ่งขึ้นต่อเนื่องจากในช่วงไตรมาส 4/45 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะส่วนแบ่งการตลาดได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือ ในไตรมาส 4/45 และ เดือน ม.ค. 46 ได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 15-16% เทียบกับไตรมาส 3/45 ที่มีส่วนแบ่งตลาด 13% และ ในปี 2544 ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 12%

  • ปรับประมาณการส่วนแบ่งตลาดขึ้นเป็น 15% จากเดิม 13%

ผู้บริหารจากค่ายซูซูกิมอเตอร์ ก่อนหน้านี้ได้ตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งการตลาดจะพุ่งขึ้นกลับขึ้นมาเป็น 20% หลังจากที่ในปี 2538 มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 24% แต่หลังจากนั้นก็เสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับค่าย เอ.พี. ฮอนด้า มาโดยตลอดจนเหลือส่วนแบ่งการตลาดเพียง 12% ในปี 2544 โดยการเปิดตัวซูซูกิ สแมช และ สแมช จูเนียร์ ได้ช่วยให้ค่ายรถซูซูกิ ชิงส่วนบ่งการตลาดกลับขึ้นมาได้เป็น 15%-16% โดยในปีนี้ผู้บริหารระบุว่าจะมีการปรับปรุงด้านการวิจัย และพัฒนา รวมถึงการโฆษณา และ ประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมการขายมากขึ้น และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้ได้เป็น 20% และ การเปิดตัวรถซูซูกิ สแมช และ สแมช จูเนียร์ ในปีที่ผ่านมา และ ในปีนี้ได้มีการออกโมเดลใหม่คือ สแมชใหม่ ทำให้ในปัจจุบันค่ายรถจักรยานยนต์ซูซูกิมีการผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ซึ่งบริษัทไทยซูซูกิ มอเตอร์ (บริษัทแม่ของ SPSU) ได้เริ่มขยายกำลังการผลิตโดยใช้งบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ 400,000 คัน

จากค่ายรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า ประเมินยอดตลาดรวมของรถจักรยานยนต์ปี 2546 จะโต 35% สู่ระดับ 1.8 ล้านคัน และ จากมาตรการส่งเสริมการขายต่อเนื่องของซูซูกิ การประสบความสำเร็จในรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ สแมช, สแมช จูเนียร์ และ ปีนี้ยังมี “นิวซูซูกิสแมช” อีก ทำให้เราประเมินว่าซูซูกิจะรักษาส่วนแบ่งตลาดเท่ากับ 15% เทียบกับประมาณการเดิมที่มีส่วนแบ่งตลาด 13% ซึ่งจะมีผลทำให้ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซูซูกิในประมาณการใหม่ของเราจะเท่ากับ 270,000 คัน หรือ ขยายตัว 56% จากประมาณการเดิม 234,000 คัน และ เนื่องจาก บมจ. เอส.พี.ซูซูกิ (SPSU) เป็นตัวแทนขายรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ในประเทศไทย (ยกเว้น 14 จังหวัดในภาคใต้) จะมีผลทำให้ยอดขายของ SPSU เพิ่มขึ้นเป็น 5,805 ล้านบาท ขยายตัว 49.6% จากประมาณการเดิม 5,031 ล้านบาท และ จะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 274 ล้านบาท (3.47 บาทต่อหุ้น) ขยายตัวสูงถึง 87% จากประมาณการเดิม 236 ล้านบาท (2.99 บาทต่อหุ้น)

ยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดของค่ายรถต่างๆ

  

Honda

%share

Yamaha

%share

Suzuki

%share

Kawasaki

%share

Total

1995

636,633

43.5%

373,398

25.5%

352,845

24.1%

102,066

7.0%

1,464,942

1996

632,530

51.3%

278,819

22.6%

233,967

19.0%

88,272

7.2%

1,233,588

1997

531,776

58.4%

200,016

22.0%

124,060

13.6%

52,779

5.8%

911,195

1998

357,571

68.7%

76,878

14.8%

57,900

11.1%

28,135

5.4%

520,648

1999

423,310

70.7%

84,216

14.1%

69,815

11.7%

21,121

3.5%

598,541

2000

571,326

72.4%

92,828

11.8%

106,572

13.5%

18,128

2.3%

788,854

2001

679,396

75.4%

91,492

10.2%

108,285

12.0%

21,542

2.4%

900,925

1Q02

222,049

76.7%

29,426

10.2%

25,280

8.7%

12,382

4.3%

289,357

2Q02

210,998

73.2%

28,099

9.8%

40,450

14.0%

8,363

2.9%

288,105

3Q02

252,644

72.3%

39,482

11.3%

45,680

13.1%

7,612

2.2%

349,277

4Q02

284,518

70.1%

44,975

11.1%

61,404

15.1%

6,869

1.7%

406,005

2002

970,209

72.8%

141,982

10.7%

172,814

13.0%

35,226

2.6%

1,332,744

2003F

1,263,600

70.2%

199,800

11.1%

270,000

15.0%

46,800

2.6%

1,800,000

  • ปรับประมาณการราคาเหมาะสมใหม่ขึ้นเป็น 20-23 บาท

หุ้น SPSU ในปี 2545 ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะซื้อขายที่บริเวณ P/E ประมาณ 6 เท่า ในปี 2545 ที่ผ่านมา และ จากปีนี้เราประเมินกำไรเท่ากับ 3.47 บาทต่อหุ้น ถ้าหากให้ซื้อขายที่ P/E เท่ากับ 6 เท่า จะได้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 20 บาท สำหรับในกรณีที่ให้ซื้อขายเท่ากับส่วนลดกระแสเงินสดจะได้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 23 บาท

 

นักวิเคราะห์ : สุรชัย ประมวลเจริญกิจ
Email : Surachai.p@kimeng.co.th


If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer