14 มีนาคม 2546

 
บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ
BECL <14.30 บาท>
คำแนะนำ
ใหม่             :   ซื้อ
ก่อนหน้านี้  :   ซื้อ
เป้าหมาย   :   
25.40 บาท

 

 

พื้นฐานทางด่วนยังแข็งแกร่ง แม้จะมีความไม่แน่นอนเข้ามาบ้างก็ตาม

เรายังคาดกำไรของ BECL จะเพิ่มขึ้นได้ 32% ในปีนี้เป็น 1.156 พันล้าน และ 71 % เป็น 1.98 พันล้าน ในปีหน้า ยิ่งมีแรงขับเคลื่อนมาจากการใช้ทางที่เพิ่มขึ้น การขึ้นค่าทางโดยเฉลี่ย 12.5% เริ่มเดือนกันยายน 2546 และดอกเบี้ยจ่ายลดลง ในขณะที่ปริมาณรถในทางด่วนกลางยังแข็งแกร่ง การเติบโตของส่วนขยายดีมาก นอกจากนั้นการลดของดอกเบี้ย MLR 0.25% จะประหยัดดอกได้เดือนละ 4 ล้านบาท

และตลาดยังมองมุมเรื่องการขอให้ทบทวนการเก็บค่าผ่านทางแบบใหม่ และศึกษาการรวมการทางกับทางด่วนอย่างผิด ๆ อยู่มาก ซึ่งบริษัทจะทำตามคำขอก็ต่อเมื่อเป็นประโยชน์สุทธิเท่านั้น ซึ่งเราเองก็ไม่เห็นว่าจะมีความเสี่ยงเกิดกับธุรกิจแต่อย่างใดในขณะนี้ นอกจากนั้นเราเองก็ไม่ได้รวมเอาความสำเร็จจากความพยายามที่จะลด การจ่ายภาษีจากการรวมทางด่วนสาย C +1 ที่ขาดทุนอยู่เพื่อมาทอนภาระภาษีได้แต่อย่างใด

ปัจจุบันหุ้น BECL ซื้อขายกันที่ PER ปี 2546 ที่ 9.4 เท่า หรือต่ำกว่า NPV ที่ 25.4 บาท 43% รวมทั้ง BECL จะจ่ายปันผลอีก 1 บาทต่อหุ้นหรืออัตราผลตอบแทน 7% ซึ่งกำหนด XD ในวันที่ 3 เมษายน 2546

ตารางที่ 1 : ประมาณการกำไร

สิ้นสุดเดือนธันวาคม

2001

2002F

2003F

2004F

2005F

ยอดขาย

5,945

6,352

6,646

7,855

8,096

กำไรสุทธิ

874

878

1,156

1,980

2,185

กำไรต่อหุ้น

1.14

1.14

1.50

2.57

2.84

การเติบโต(%)

408%

0%

32%

71%

10%

เงินสด/หุ้น(บาท)

3.4

3.7

3.8

5.0

5.3

PER (X)

12.7

12.6

9.6

5.6

5.1

มูลค่าบ/ช

17.8

17.6

18.0

21.2

23.0

EV/EBITDA (x)

9.2

8.4

8.4

6.5

5.5

ตอบแทนปันผล (%)

5%

7%

7%

10%

12%

ความคลุมเครือเรื่องค่าผ่านทาง การทบทวนการเก็บเงิน และการควบรวมกับการทางไม่มีผลทางลบต่อกำไร

เราเห็นว่าทางด่วนจะสามารถเพิ่มค่าผ่านทาง 5-10 บาทต่อคัน ในระบบส่วนกลางในเดือนกันยายนนี้ได้ ตามพันธสัญญานั้นการขึ้นค่าผ่านทางจะทำได้ทุก ๆ 5 ปีตามภาวะเงินเฟ้อของกรุงเทพ ซึ่งค่าป่านทางนั้นได้ขึ้นมา 10 บาทเป็น 40 บาท ในปี 2541 และในคราวนี้คาดให้ขึ้นเพียง 5 บาทหรือ 12.5 % สำหรับของส่วนขยาย C ไปแจ้งวัฒนะจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 20 บาท เนื่องจากไม่ได้ขึ้นเลยตั้งแต่ปี 2537 ทางด่วนสายนี้คิดเป็น 10 %ของค่าผ่านทางรวม และเราคาดว่าอัตราค่าผ่านทางส่วนกลางเฉลี่ยจะอยู่ที่ 22.4 บาทในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 21.5 บาทในปีก่อน และคิดเป็น 25 บาทต่อคันในปี 2547

ทางรัฐเองได้ขอให้บริษัทศึกษาการเก็บค่าผ่านทางตามระยะทางขึ้นลงและไม่ได้บังคับ โดยมีเป้าหมายลดปัญหาจราจรเนื่องจากจะทำให้คนใช้ทางระยะสั้นขึ้นมากขึ้น เมื่อค่าผ่านทางถูกลงแต่ถ้าคำนวณแล้วบริษัทไม่คุ้มก็ไม่จำเป็นจะต้องทำถ้าเป็นไป ตามพันธะสัญญาเดิมซึ่งไม่เห็นความเสี่ยงส่วนนี้ต่อกำไรเป็นนัยยะสำคัญ

นอกจากนั้นเรายังไม่คิดว่าจะมีการควบรวมกิจการระหว่างการทางและทางด่วนแต่อย่างใด ปัจจุบันการทางยังขาดทุนต่อเนื่องและอยู่ในภาวะล้มละลายหากรัฐบาลไม่อุ้ม จึงไม่คิดว่าจะทำการใด หากรัฐบาลไม่เข้าไปสางปัญหาก่อนทั้งการรวมกิจการและแปรรูป ตอนนี้การทางมีหนี้ 111 พันล้านมีการขาดทุนตลอด และมีเพียงทางด่วนขั้นที่ 1 ที่ทำกำไร นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นสายเอกมัย-รามอินทรา บางนา-บางปะกง ขาดทุนมโหราฬ และนักลงทุนต้องไม่งงเรื่องใครเป็นเจ้าของทางด่วนสายไหน เช่น ทางด่วนนอกเมือง อย่างมอเตอร์เวย์ และดอนเมืองโทลเวย์ เป็นของกรมทางหลวงไม่ใช่การทาง

เราไม่รวมโอกาสเรื่องการลดภาษีจากการีรวม NECL เข้าไปในประมาณ

ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2545 เป็นต้นมากรมสรรพากรได้ปฏิเสธให้ทางด่วนรวมภาวะขาดทุนจากทางขยาย C+ 1 เนื่องจากแย้งว่าเป็นคนละบริษัทกัน ซึ่ง BECL ถือหุ้น 99.9% เป็นทางด่วนสายเหนือเป็นสายสร้างใหม่ ไม่ได้อยู่ในสัญญาเดิมดังนั้น NECL จะใช้ขาดทุนลดภาษีได้ หากเริ่มทำกำไรโดยตัวมันเอง ในปีนี้เราคาดการณ์ C+1 จะขาดทุน 404 ล้านบาท ลดลงมาจากปีก่อน 634 ล้านและหากใช้ส่วนนี้เข้ามาจะทำให้ประหยัดภาษีได้ปีละ 90-100 ล้านบาท แต่เราไม่ได้คิดรวมเข้าไป เนื่องจากเห็นว่าง่ายมากในทางปฏิบัติ

การขยายตัวของการใช้ทางยังมาทดแทนสัดส่วนรายได้ลดลงได้ดี เมื่อเดือนก่อน

รายได้ต่อเดือนกุมภาพันธ์ลดลง 7% ต่อปีเป็น 573 ล้านบาท ทำให้ยอด 2 เดือนเป็น 1.027 พันล้านหรือ 15% ของประมาณการยอดขายตรงไปตามคาด จะเห็นว่าปริมาณรถใช้ทางสายกลางเพิ่มขึ้น 2.8% เป็นปริมาณ 740,600 คันต่อวัน ซึ่ง 2 เดือนเฉลี่ยอยู่ราว 740,000 คันสูงกว่าคาดทั้งปี 700,000 คันต่อวัน นอกจากนั้นเรายังได้คาดให้ปริมาณรถตกหากมีการเพิ่มค่าผ่านทาง 5 บาทต่อคัน แล้วปลายปีนี้รายได้จากทางด่วนกลางจะตกลง 13% เป็น 442 ล้านเนื่องจากการเปลี่ยนสัดส่วนผ่านทางตั้งแต่กันยายนปีก่อน

เมื่อเดือนก่อนการใช้ทางที่สาย D ดีขึ้นได้อีกและทางขยาย C + 1 ขยายตัวดีมาก ซึ่งของสาย D ดีขึ้นเนื่องจากส่วนต่อกับสายกลางและกับมอร์เตอร์เวย์เข้ามาป้อนรถให้ดีขึ้น รายได้ของทางสาย D เพิ่มขึ้น 3.8% ต่อเดือนและ 107% ต่อปีเป็น 400 ล้านบาท ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อวันในเดือนสูงถึง 1.29 ล้านบาทผ่านจุดคุ้มทุนเงินสด 1 ล้านและใกล้จุดคุ้มทุนจริงที่ราว 1.5 ล้านบาทเข้าไปอีก

ตารางที่ 2 : การใช้ทางและรายได้ต่อเดือนของทางด่วนสายต่างต่าง

 

กุมภา# 46

กุมภา# 45

มกรา# 46

เปลี่ยนแปลง

ส่วนกลาง

 

 

 

 

ต่อปี

ต่อเดือน

ยอดรถ (,000)

740.6

720.7

744.4

2.8%

(0.5%)

รายได้ต่อเดือน (ล้านบาท)

442

507

445

(12.8%)

(0.6%)

ส่วนขยาย C+1

ยอดรถ (,000)

49.0

32.2

38.4

52.4%

27.7%

รายได้ต่อเดือน (ล้านบาท)

31.0

26.0

30.8

19.1%

0.7%

ส่วนขยาย D

ยอดรถ (,000)

57.4

25.9

55.4

121.8%

3.5%

รายได้ต่อเดือน (ล้านบาท)

40.0

19.3

38.5

107.3%

3.8%

รายได้รวม

513.1

552.2

514.1

(7.1%)

(0.2%)

รายได้ต่อเดือนของทางขยาย C+1 เพิ่มขึ้น 19% ต่อปีและ 1% ต่อเดือนเป็น 31 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทลดค่าผ่านทาง 20% ปริมาณรถเพิ่มขึ้น 52% และ 28% เป็น 49,000 ต่อวันในช่วงเดียวกัน เราคาดจุดคุ้มทุนเงินสดและจุดคุ้มทุนจริงที่ 1.6 ล้านบาทและ 2.2 ล้านบาทต่อวันจากค่าผ่านทางเฉลี่ยในรอบ 12 เดือนที่ 0.93 ล้านบาท

ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายลดลง 0.13% เป็น 5.78% หลังจาก MLR ลง 0.25% เดือนหน้า

ในเดือนหน้าต้นทุนการเงินของทางด่วนลดลงจาก 5.91% เป็น 5.78% จาก MLR ลดลง 0.25% ซึ่งครึ่งหนึ่งของเงินกู้จำนวน 35.5 พันล้านผูกติดกับ MLR บริษัทจึงจะประหยัดดอกเบี้ย 4 ล้านบาทต่อเดือนเราจึงได้ ปรับกำไรเพิ่มขึ้นในปีนี้และปี 2547 เป็น 1.156 พันล้านบาท และ 1.98 พันล้านบาทตามลำดับ

ตาราง 3 : การปรับประมาณการกำไรของ BECL

 

ดั้งเดิม 

ปรับ 

% เปลี่ยนแปลง

 

2002

2003F

2004F

2003F

2004F

2003F

2004F

รายรับ

6,352

6,646

7,855

6,646

7,855

0%

0%

หนี้สิน

35,834

33,930

31,086

34,001

31,221

ดอกเบี้ยจ่าย

2,389

2,124

2,016

2,053

1,950

กำไรสุทธิ

878

1,100

1,919

1,156

1,980

5%

3%

บริษัทจ่ายหนี้คืนไปเพียง 60 ล้านบาทเดือนก่อนทำให้การจ่ายคืนในช่วง 2 เดือนเป็น 336 ล้าน หรือ 47% ของยอดขั้นต่ำที่ 786 ล้านบาทในปีนี้ เราคาดบริษัทจ่ายคืนหนี้ได้ 2 พันล้านปีนี้ และในช่วงกุมภาพันธ์-พฤษภาคม การจ่ายหนี้จะไม่มากเนื่องจากต้องกันเงินไว้จ่ายปันผล 1 บาทต่อหุ้น หรือ 770 ล้านบาท แต่หลังจากนั้นการจ่ายคืนจะเร็วขึ้นไปเอง

งบกำไรขาดทุน

 

2001

2002

2003F

2004F

2005F

ยอดขาย

5,945

6,352

6,646

7,855

8,096

ต้นทุนขาย

1,518

1,671

2,200

2,239

1,781

กำไรพื้นฐาน

4,427

4,680

4,446

5,616

6,315

ค่าใช้จ่ายทั่วไป

782

862

877

1,100

1,133

กำไรจากการประกอบการ

3,645

3,819

3,569

4,517

5,181

ดอกเบี้ยจ่าย

2,787

2,389

2,053

1,950

2,339

รายได้อื่นๆ

16

17

25

74

70

กำไรก่อนภาษี

874

1,447

1,541

2,641

2,913

ภาษีเงินได้

-

346

385

660

728

รายได้จากบริษัทย่อย

-

-

-

-

-

ส่วนผู้ถือหุ้นส่วนน้อย

-

-

-

-

-

รายการพิเศษ

-

(223)

-

-

-

กำไรสุทธิ

874

878

1,156

1,980

2,185

งบดุล

สิ้นสุดเดือนธันวาคม

2001

2002

2003F

2004F

2005F

เงินสด

637

557

443

742

385

ลูกหนี้การค้า

-

-

-

-

-

สินค้าคงเหลือ

-

-

-

-

-

เงินลงทุน

-

684

1,134

1,134

1,134

สินทรัพย์คงที่

51,317

49,930

48,192

46,327

44,425

สินทรัพย์รวม

52,027

51,214

49,808

48,243

45,983

เจ้าหนี้การค้า

15

15

21

22

17

เงินกู้ระยะสั้น

103

719

-

-

-

เงินกู้ระยะยาว

37,540

35,115

34,001

31,221

27,982

หนี้สินอื่นๆ

798

1,237

1,183

1,464

1,475

ส่วนของผู้ถือหุ้น

13,827

14,128

14,602

15,536

16,508

งบกระแสเงินสด

สิ้นสุดเดือนธันวาคม

2001

2002

2003F

2004F

2005F

กำไรสุทธิ

874

878

1,156

1,980

2,185

ค่าเสื่อม

1,563

1,714

1,738

1,866

1,902

ทุนหมุนเวียนสุทธิ

(16)

1

6

0

(4)

กำไรขาดทุนค่าเงิน

-

-

-

-

-

เงินสดจากการประกอบการ

2,635

3,061

2,802

3,949

4,058

ซื้อสินค้าทุน

(92)

(284)

-

-

-

เงินลงทุน

-

-

(450)

-

-

เงินสดจากการลงทุน

(288)

(811)

(203)

-

-

จ่ายหนี้คืน/กู้เพิ่ม

(1,982)

(1,808)

(1,833)

(2,780)

(3,239)

เพิ่มทุน

-

-

-

-

-

จ่ายปันผล

(154)

(578)

770

786

1,164

เงินสดจากการหาเงิน

(2,137)

(2,383)

(2,603)

(3,565)

(4,402)

เงินสดอิสระ

2,543

2,777

2,802

3,949

4,058

อัตราส่วนทางการเงิน

สิ้นสุดเดือนธันวาคม

2001

2002

2003F

2004F

2005F

กำไรพื้นฐาน

74%

74%

67%

72%

78%

กำไรจากการประกอบการ

61%

60%

54%

58%

64%

หนี้สินต่อทุนสุทธิ (X)

3

2

2

2

2

กำไรก่อนภาษี/ดอกเบี้ย(X)

1

2

2

2

2

สินค้าคงเหลือ/วัน

-

-

-

-

-

ลูกหนี้/วัน

-

-

-

-

-

เจ้าหนี้/วัน

4

3

4

4

4

 

นักวิเคราะห์ : พงศ์พันธ์ อภิญญากุล Ext.1450
pongpan@kimeng.co.th


If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer