บริษัทเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งช่วยผลักดันยอดขายทั้งในส่วนของเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและที่อยู่อาศัยของบริษัท
ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้นำในตลาดเฟอร์นิเจอร์สำนักงานมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ
30%
สำหรับตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่อาศัย
บริษัทก็เป็นผู้นำในตลาดระดับสูงและกำลังมีแผนที่จะเจาะตลาดระดับกลางถึงล่างในปีนี้
โรงงานของบริษัทมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่
65-70%
ซึ่งยังมีกำลังการผลิตเหลือเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้อีก
บริษัทได้เล็งเห็นความสำคัญของการควบคุมต้นทุนจึงได้มีการปิดโชว์รูมที่ไม่ทำกำไรลงไป
2 แห่ง
ทำให้ปัจจุบันมีโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและที่อยู่อาศัยอย่างละ
12 แห่งรวมเป็น 24 แห่ง
เพื่อช่วยให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น
บริษัทคาดว่าจะสามารถเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นจากเฉลี่ย
31% เมื่อปีก่อนมาเป็น 33-34%
ในปีนี้ได้
ผู้บริหารยืนยันที่จะจ่ายเงินปันผลประจำปี
2545 จำนวน 2 บาท/หุ้น
ซึ่งคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูงถึง
8.6% ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน
จากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งของบริษัทและไม่มีโครงการลงทุนที่มีนัยสำคัญในระยะสั้น
ทำให้เราเชื่อว่าบริษัทจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้
2 บาท/หุ้น ไปในอีก 3
ปีข้างหน้า
เราคาดการว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิในปี
2545 จำนวน 101 ล้านบาท
ซึ่งรวมผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุนจำนวน
66 ล้านบาทแล้ว
หากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าวเราคาดว่าบริษัทจะบันทึกผลกำไรจากการดำเนินงานจำนวน
167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% yoy
และคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานจะเติบโต
13%, 11% ในปี 2546-2547 ตามลำดับ
ตามการประมาณการด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด
(DCF)
เราประเมินมูลค่าของบริษัทได้
31 บาท/หุ้น
ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่
PER 9.9 เท่า, EV/EBITDA 6.8 เท่า สำหรับปี
2546
ด้วยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและอัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูง
ทำให้ไม่มีข้อกังขาใดสำหรับคำแนะนำ
ซื้อ
ตาราง 1 :
อัตราส่วนทางการเงิน
|
อัตราส่วนทางการเงิน |
2542 |
2543 |
2544 |
2545F |
2546F |
2547F |
2548F |
|
รายได้ (ล้านบาท) |
1,420 |
1,727 |
1,784 |
1,825 |
1,869 |
1,916 |
1,967 |
|
EBITDA (ล้านบาท) |
242 |
269 |
270 |
271 |
281 |
289 |
294 |
|
EBITDA margin (%) |
17.0 |
15.6 |
15.1 |
14.9 |
15.1 |
15.1 |
14.9 |
|
กำไรปกติ (ล้านบาท) |
50 |
112 |
156 |
167 |
188 |
208 |
218 |
|
กำไรสุทธิ (ล้านบาท) |
40 |
113 |
159 |
101 |
188 |
208 |
218 |
|
กำไรต่อหุ้น
(บาท) |
0.50 |
1.42 |
1.98 |
1.26 |
2.35 |
2.60 |
2.73 |
|
PER (เท่า) |
46.5 |
16.5 |
11.8 |
18.5 |
9.9 |
9.0 |
9.0 |
|
EV/EBITDA (เท่า) |
10.1 |
8.1 |
7.7 |
7.3 |
6.8 |
6.5 |
6.3 |
|
หนี้สินสุทธิต่อทุน
(เท่า) |
0.17 |
0.11 |
0.05 |
0.04 |
0.02 |
Cash |
Cash |
|
เงินปันผล (บาท) |
0.0 |
1.0 |
1.5 |
2.0 |
2.0 |
2.0 |
2.0 |
|
อัตราเงินปันผลตอบแทน
(%) |
N.A. |
4.3% |
6.4% |
8.6% |
8.6% |
8.6% |
8.6% |
|
ROA (%) |
2% |
0% |
6% |
4% |
8% |
9% |
9% |
|
ROE (%) |
2% |
6% |
8% |
5% |
10% |
11% |
11% |
ประวัติความเป็นมา
บริษัทโมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป
จำกัด (มหาชน) (MODERN)
เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและที่อยู่อาศัย
โดยบริษัทเน้นจำหน่ายให้กับตลาดระดับสูงถึงกลาง
บริษัทมีจุดเด่นในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง
การออกแบบที่ก้าวล้ำนำสมัยและเต็มไปด้วยประโยชน์ใช้สอย
ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตสินค้าอยู่
4
โรงงานด้วยกันและมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ
65-70%
บริษัทมีโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์สำนักงานอยู่
12
แห่งและมีโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่อาศัยจำนวน
12 แห่งรวมเป็นทั้งสิ้น 24 แห่ง
ลดลงจากปีก่อนที่มีโชว์รูมอยู่
26 แห่ง
ซึ่งเป็นไปตามนโยบายในการปิดโชว์รูมที่ไม่ทำกำไรลงเพื่อทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น
บริษัทมีเป้าหมายที่จะเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นจาก
31% เมื่อปีก่อนเป็น 33-34% ในปีนี้
โครงสร้างธุรกิจ
โครงสร้างธุรกิจของบริษัทสามารถแบ่งออกได้เป็น
3 ธุรกิจคือ 1)
ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ 2)
ธุรกิจให้เช่าอาคารสำนักงานและบริการ
3) ธุรกิจวัสดุหีบห่อ
สำหรับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์
ซึ่งทำส่วนแบ่งรายได้ให้กับบริษัท
76% ของรายได้รวม
สามารถแบ่งออกได้เป็น 2
ตลาดสำคัญคือ
ตลาดเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่อาศัย
ลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทในตลาดเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่,
SME,
โชว์รูมแสดงสินค้าและอาคารสำนักงานทั่วไป
ซึ่งบริษัทคาดว่าการเติบโตส่วนใหญ่ของตลาดนี้จะมาจากอาคารสำนักงานที่ยังมีพื้นที่ว่างเหลืออีกมาก
ในตลาดเฟอร์นิเจอร์สำนักงานบริษัทมีสัญญาซื้อขายระยะยาวกับลูกค้าอยู่ประมาณ
70%
และที่เหลือเป็นลูกค้าปลีกซึ่งจะซื้อผ่านทางโชว์รูมของบริษัท
สำหรับตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่อาศัยบริษัทได้มีการทำสัญญากับ
LH, SIRI และ NOBLE
โดยเป็นสัญญาในลักษณะขึ้นกับแต่ละโครงการที่สร้าง
ปัจจุบันบริษัทมีสัญญามูลค่าประมาณ
100-150 ล้านบาทกับทาง LH และ 30-40
ล้านบาทกับ SIRI
โดยทั่วไปบริษัทจะจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ในครัวเรือนให้กับบริษัทที่สร้างบ้าน
แต่ไม่ได้จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่อาศัยอื่น
ๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ห้องนอน,
ห้องรับแขก
ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ดังกล่าวจะถูกซื้อโดยเจ้าของบ้าน
ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะกินเวลาช้ากว่าประมาณ
1-2 ปี
ในระหว่างช่วงที่กำลังสร้างบ้านอยู่
ในตลาดนี้บริษัทมีการทำสัญญาซื้อขายระยะยาวอยู่ประมาณ
30%
และส่วนที่เหลือขายผ่านทางโชว์รูมของบริษัท
เราคาดว่ายอดขายของบริษัทจะเติบโตมาจากตลาดนี้เป็นหลักในอีก
1-2 ปีข้างหน้า
ลูกค้าหลักของบริษัทในกลุ่มนี้
90%
จะพำนักอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร
ส่วนที่เหลืออีก 10%บริษัทได้ส่งออกไปขายยังตลาดต่างประเทศ
ซึ่งตลาดหลักได้แก่ประเทศญี่ปุ่น
คิดเป็นสัดส่วน 35%
ของมูลค่าส่งออกรวม
ตาราง 2 :
โครงสร้างรายได้
|
โครงสร้างรายได้แยกตามธุรกิจ |
|
|
|
|
|
ธุรกิจ |
2542 |
2543 |
2544 |
|
|
(ล้านบาท) |
% |
(ล้านบาท) |
% |
(ล้านบาท) |
% |
|
เฟอร์นิเจอร์ |
1,176 |
77% |
1,427 |
78% |
1,443 |
76% |
|
ให้เช่าพื้นที่และบริการ |
31 |
2% |
36 |
2% |
44 |
2% |
|
วัสดุหีบห่อ |
244 |
16% |
300 |
16% |
341 |
18% |
|
อื่น ๆ |
74 |
5% |
62 |
3% |
72 |
4% |
|
รวม |
1,525 |
100% |
1,825 |
100% |
1,900 |
100% |
|
แหล่งที่มา :
MODERN |
|
|
|
|
|
|
สภาวะตลาด
ในตลาดเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้สำนักงาน
บริษัทมีสินค้า Brand Steelcase
สำหรับตลาดระดับบน
ซึ่งผู้บริโภคมีฐานะทางการเงินค่อนข้างดีมากและ
Brand Moflex สำหรับตลาดระดับกลาง
ซึ่งผู้บริโภคที่มีฐานะทางการเงินปานกลาง
ตลาดระดับบนและกลางมีขนาดตลาดคิดเป็น
15% และ 65%
ของมูลค่าตลาดรวมในตลาดเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้สำนักงาน
และในปัจจุบันบริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีตราสินค้าชื่อว่า
SOHO (Smart Office Home Office)
เพื่อที่จะเจาะตลาดระดับล่าง
ซึ่งมีขนาดประมาณ 20%
ของมูลค่าตลาดรวม
อย่างไรก็ตามตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่อาศัยยังเป็นตลาดที่บริษัทยังมีส่วนแบ่งตลาด อยู่น้อยเพียง
5-10% โดยผู้นำในตลาดนี้ได้แก่ SB
และ Index
ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดใกล้เคียงกันทั้งนี้เนื่องจากผู้บริโภคในตลาดนี้ประมาณ
60-65%
นิยมที่จะซื้อสินค้าในระดับราคาปานกลางถึงต่ำ
ซึ่งสอดคล้องกับตำแหน่งทางธุรกิจของบริษัททั้ง
2 แห่งดังกล่าว
โครงสร้างต้นทุน
ต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทคิดเป็นประมาณ
50%
ของต้นทุนรวมของบริษัททั้งหมด
วัตถุดิบหลักของบริษัทได้แก่
Particleboard และ MDF ซึ่งมี Suppliers
อยู่หลายแห่งในประเทศ
ทำให้ความเสี่ยงในเรื่องของการขาดแคลนวัตถุดิบหมดไป
บริษัทมีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ
72% และมีการนำเข้าวัตถุดิบ 28%
เนื่องจากวัตถุดิบในประเทศยังมีคุณภาพไม่เทียบเท่าต่างประเทศจึงต้องมีการนำเข้า
ปัจจัยเสี่ยง
สินค้าของบริษัทค่อนข้างจะอิงกับการใช้จ่ายบริโภคภายในประเทศ
ซึ่งเป็นไปตามการเติบโตของเศรษฐกิจ
ถ้าการใช้จ่ายบริโภคภายในประเทศลดลงจะส่งผลกระทบทางลบต่อยอดขาย เฟอร์นิเจอร์ของบริษัท
บริษัทไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของวัตถุดิบ
เนื่องจากมี Suppliers
อยู่หลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ทำให้บริษัทมีวัตถุดิบเพียงพอที่จะใช้ในการผลิตตลอดทั้งปี
และสืบเนื่องจากบริษัทได้ทำการจ่ายชำระคืนหนี้สินต่างประเทศไปเรียบร้อยแล้ว
ทำให้บริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่มีความผันผวน
ฐานการเงิน
บริษัทมีกระแสเงินสดและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง
มีอัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ 2.6
เท่า
ซึ่งบ่งบอกถึงสภาพคล่องที่มีอยู่สูงของบริษัท
อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนต่ำมากเพียง
0.05 เท่า
เราคาดว่าบริษัทจะมีฐานะเป็นเงินสดสุทธิภายในปีหน้า
เราคาดว่าบริษัทจะทำกระแสเงินสดในปี
2545 ได้ 252 ล้านบาท หรือ 3.15 บาท/หุ้น
เพิ่มขึ้น 62% yoy
หลังจากที่ในงวด 9
เดือนบริษัทสามารถทำกระแสเงินสดได้
190 ล้านบาท
ปัจจุบันบริษัทมีกำไรสะสมอยู่
423 ล้านบาท คิดเป็น 5.30 บาท/หุ้น
และมีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่
1,916 ล้านบาท หรือ 24 บาท/หุ้น
ซึ่งยืนยันถึงสถานะของบริษัทที่มั่นคงในการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่น่าพึงพอใจ
คาดการณ์ผลประกอบการ
แม้ว่าบริษัทจะรายงานผลการดำเนินงานงวด
9
เดือนออกมามีกำไรสุทธิเพียง
44 ล้านบาท ลดลง 59% yoy
จากที่มีกำไรสุทธิ 107 ล้านบาท
ในงวดเดียวกันของปีก่อน
แต่ทั้งนี้เป็นเพราะว่าบริษัทได้มีการบันทึกรายการพิเศษการด้อยค่าของเงินลงทุนจำนวน
66 ล้านบาทไปในไตรมาส 3/45
ซึ่งเป็นผลมาจากการลดทุนของเงินลงทุนในบริษัท
PICNIC
อย่างไรก็ตามแม้ว่าบริษัทจะมีการบันทึกผลขาดทุนทางบัญชีจากเงินลงทุน
แต่ก็ได้ส่งผลให้บริษัทสามารถประหยัดภาษีได้ประมาณ
15 ล้านบาทในปีนี้
เราคาดว่าบริษัทจะประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส
4 ออกมามีกำไรสุทธิ 57 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 28% qoq และ 18% yoy
ซึ่งเป็นผลมาจากในไตรมาสดังกล่าวเป็นช่วง
High Season
จึงมียอดขายเพิ่มสูงขึ้น
และอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นด้วย
สำหรับผลประกอบการทั้งปีเราคาดว่าบริษัทจะมีกำไรปกติ
167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% yoy
ซึ่งหากรวมรายการพิเศษการด้อยค่าของเงินลงทุนไปด้วยจะทำให้บริษัทจะรายงานผลกำไรสุทธิ
101 ล้านบาท
ด้วยสมมติฐานการประมาณการอย่างอนุรักษ์นิยมของเรา
เราคาดว่าบริษัทจะมีผลกำไรปกติจะโต
13% และ 11% ในปี 2546, 2547 ตามลำดับ
ปัจจัยที่จะผลักดันผลกำไรของบริษัทจะมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากการปิด โชว์รูมที่ไม่ทำกำไรลงและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ซึ่งจะส่งผลกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายมากขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์
ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ด้วย
ตาราง
3 : คาดการณ์ผลประกอบการ
|
งบกำไรขาดทุน |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
(ล้านบาท) |
4Q45F |
3Q45 |
QOQ |
4Q44 |
YOY |
FY44 |
FY45F |
% |
|
รายได้ |
523 |
442 |
18% |
498 |
5% |
1,784 |
1,825 |
2% |
|
ต้นทุนขาย |
353 |
307 |
15% |
343 |
3% |
1,251 |
1,268 |
1% |
|
กำไรขั้นต้น |
171 |
135 |
26% |
156 |
10% |
533 |
557 |
4% |
|
อัตรากำไรขั้นต้น
(%) |
33% |
31% |
N.A. |
31% |
N.A. |
30% |
31% |
N.A. |
|
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร |
130 |
107 |
22% |
116 |
12% |
441 |
454 |
3% |
|
EBITDA |
72 |
73 |
(1%) |
83 |
(12%) |
270 |
271 |
1% |
|
EBITDA margin (%) |
14% |
16% |
N.A. |
17% |
N.A. |
15% |
15% |
N.A. |
|
ดอกเบี้ยจ่าย |
2 |
3 |
(15%) |
5 |
(48%) |
23 |
12 |
(45%) |
|
กำไรปกติ |
57 |
45 |
28% |
49 |
18% |
156 |
167 |
7% |
|
รายการพิเศษ |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
-
กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (ขาดทุน) |
0 |
0 |
N.A. |
3 |
N.A. |
3 |
0 |
N.A. |
|
- อื่น ๆ |
0 |
(66 ) |
N.A. |
0 |
N.A. |
0 |
(66 ) |
N.A. |
|
กำไรสุทธิ |
57 |
(21 ) |
N.A. |
51 |
11% |
159 |
101 |
(36%) |
|
กำไรปกติต่อหุ้น
(บาท) |
0.72 |
0.56 |
28% |
0.61 |
18% |
1.95 |
2.09 |
7% |
|
กำไรสุทธิต่อหุ้น
(บาท) |
0.72 |
(0.27) |
N.A. |
0.64 |
11% |
1.98 |
1.26 |
(36%) |
เงินปันผล
แม้ว่าบริษัทจะมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตรา
60% ของกำไรสุทธิ
แต่ผู้บริหารก็ยืนยันว่าจะจ่ายเงินปันผลจำนวน
2 บาท/หุ้น
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2545
ซึ่งเป็นผลมาจากบริษัทมีเงินสดเหลืออยู่มากเพียงพอและไม่มีการใช้เงินลงทุน จำนวนมากในปีนี้
จึงทำให้สามารถจ่ายเงินปันผลได้ในอัตราที่สูงขึ้น
เราเชื่อว่าบริษัทไม่มีปัญหาสำหรับการจ่ายเงินปันผล
2 บาท/หุ้น
เนื่องจากเราคาดว่าบริษัทจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
3.15 บาท
ซึ่งเงินปันผลจำนวนดังกล่าวคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนได้สูงถึง
8.6% ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน
การประเมินมูลค่าหุ้น
เราประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัท
โดยใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด
(DCF)
เนื่องจากเห็นว่าบริษัทมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งมั่นคงและสามารถคาดการณ์ได้
เราใช้อัตราการเติบโตของบริษัทโดยเฉลี่ยที่
3% และ WACC ที่ 9%
ตามสมมติฐานดังกล่าวจะได้มูลค่าหุ้นของ
MODERN ที่เหมาะสมอยู่ที่ 31 บาท
Sensitivity analysis
เราทำการทดสอบการเปลี่ยนแปลงระหว่างอัตราส่วนลด
(WACC)
กับอัตราการเติบโตของบริษัทที่จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าที่เหมาะสมของบริษัท
ซึ่งผลที่ได้แสดงให้เห็นถึงว่าถ้าเราให้
WACC คงที่ 9%
และให้อัตราการเติบโตเปลี่ยนแปลงไปในระหว่าง
0-5%
จะได้ว่ามูลค่าที่เหมาะสมของบริษัทจะยังคงมีมูลค่าสูงกว่าราคาตลาดในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามถ้าเราให้อัตราการเติบโตคงที่
3% แล้วจะได้ว่าถ้า WACC
มีค่าสูงกว่า 12%
มูลค่าที่เหมาะสมของบริษัทจะมีค่าต่ำกว่าราคาตลาด
ตาราง 4 :
Sensitivity analysis
|
Sensitivity
analysis |
|
|
|
|
|
|
|
WACC
(%) |
|
อัตราการเติบโต |
8% |
9% |
10% |
11% |
12% |
13% |
14% |
15% |
|
0% |
27 |
24 |
22 |
20 |
19 |
18 |
17 |
16 |
|
1% |
29 |
26 |
23 |
21 |
20 |
18 |
17 |
16 |
|
2% |
32 |
28 |
25 |
23 |
21 |
19 |
18 |
17 |
|
3% |
37 |
31 |
27 |
24 |
22 |
20 |
19 |
17 |
|
4% |
43 |
36 |
30 |
27 |
24 |
21 |
20 |
18 |
|
5% |
55 |
42 |
34 |
29 |
26 |
23 |
21 |
19 |
ตาราง
5 : งบดุล
|
Balance Sheet |
2543 |
2544 |
2545F |
2546F |
2547F |
2548F |
|
ASSETS |
|
|
|
|
|
|
|
Cash & Deposits |
221 |
127 |
77 |
75 |
94 |
170 |
|
Accounts receivable |
240 |
299 |
275 |
282 |
289 |
296 |
|
Inventories |
455 |
446 |
460 |
471 |
483 |
496 |
|
Other current assets |
48 |
34 |
35 |
35 |
36 |
37 |
|
Total current assets |
963 |
905 |
847 |
863 |
903 |
1,000 |
|
Investments |
210 |
252 |
305 |
353 |
404 |
455 |
|
Property, Plant and Equipment |
1,315 |
1,264 |
1,165 |
1,074 |
991 |
915 |
|
Other assets |
63 |
41 |
- |
- |
- |
- |
|
Total Assets |
2,552 |
2,463 |
2,316 |
2,290 |
2,298 |
2,370 |
|
LIABILITIES |
|
|
|
|
|
|
|
OD + Current portion of L-T debt |
157 |
99 |
80 |
59 |
6 |
- |
|
Account payable + Trust Receipt |
168 |
131 |
143 |
146 |
150 |
154 |
|
Other current liabilities |
127 |
123 |
130 |
126 |
129 |
131 |
|
Total current liabilities |
452 |
353 |
353 |
332 |
285 |
285 |
|
Long term debts |
190 |
116 |
53 |
6 |
- |
- |
|
Debentures + CDs |
- |
- |
- |
- |
- |
- |
|
Other liabilities |
- |
- |
- |
- |
- |
- |
|
Total liabilities |
642 |
469 |
406 |
338 |
285 |
285 |
|
Minority Interest |
63 |
68 |
84 |
97 |
111 |
124 |
|
SHAREHOLDERS' EQUITIES |
|
|
|
|
|
|
|
Shares + Warrants |
800 |
800 |
800 |
800 |
800 |
800 |
|
Premium on shares |
626 |
626 |
626 |
626 |
626 |
626 |
|
Retained earnings + Revaluation |
509 |
587 |
400 |
428 |
476 |
534 |
|
Total shareholders'
equity |
1,847 |
1,926 |
1,826 |
1,855 |
1,902 |
1,961 |
|
Total liabilities and
equity |
2,552 |
2,463 |
2,316 |
2,289 |
2,298 |
2,370 |
ตาราง
5 : งบกำไรขาดทุน
|
Income Statement |
2543 |
2544 |
2545F |
2546F |
2547F |
2548F |
|
Sales |
|
1,727 |
1,784 |
1,825 |
1,869 |
1,916 |
1,967 |
|
Other income |
60 |
60 |
61 |
66 |
68 |
67 |
|
Total revenues |
1,787 |
1,843 |
1,886 |
1,935 |
1,985 |
2,035 |
|
Cost of Goods sold |
1,056 |
1,132 |
1,159 |
1,187 |
1,217 |
1,249 |
|
Depreciation and Amortization |
135 |
119 |
109 |
101 |
93 |
86 |
|
SG&A and Others Expenses |
461 |
442 |
456 |
467 |
479 |
491 |
|
EBIT |
|
134 |
151 |
162 |
181 |
196 |
208 |
|
Interest expenses |
41 |
23 |
12 |
5 |
0 |
0 |
|
EBT |
|
93 |
129 |
149 |
176 |
196 |
208 |
|
Minority Interest |
7 |
10 |
16 |
13 |
14 |
14 |
|
Equity Acc. + Extraordinary Gains |
2 |
3 |
(66) |
0 |
0 |
0 |
|
Net profit |
113 |
159 |
101 |
188 |
208 |
218 |
|