12 กุมภาพันธ์ 2546

 
บมจ. โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป
MODERN <23.20 บาท>
คำแนะนำ
ใหม่             :   ซื้อ
ก่อนหน้านี้  :   
-

 

 

สรุปข้อมูล บมจ.โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป 

บริษัทเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งช่วยผลักดันยอดขายทั้งในส่วนของเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและที่อยู่อาศัยของบริษัท ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้นำในตลาดเฟอร์นิเจอร์สำนักงานมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 30% สำหรับตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่อาศัย บริษัทก็เป็นผู้นำในตลาดระดับสูงและกำลังมีแผนที่จะเจาะตลาดระดับกลางถึงล่างในปีนี้

โรงงานของบริษัทมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 65-70% ซึ่งยังมีกำลังการผลิตเหลือเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้อีก บริษัทได้เล็งเห็นความสำคัญของการควบคุมต้นทุนจึงได้มีการปิดโชว์รูมที่ไม่ทำกำไรลงไป 2 แห่ง ทำให้ปัจจุบันมีโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและที่อยู่อาศัยอย่างละ 12 แห่งรวมเป็น 24 แห่ง เพื่อช่วยให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น บริษัทคาดว่าจะสามารถเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นจากเฉลี่ย 31% เมื่อปีก่อนมาเป็น 33-34% ในปีนี้ได้

ผู้บริหารยืนยันที่จะจ่ายเงินปันผลประจำปี 2545 จำนวน 2 บาท/หุ้น ซึ่งคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูงถึง 8.6% ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน จากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งของบริษัทและไม่มีโครงการลงทุนที่มีนัยสำคัญในระยะสั้น ทำให้เราเชื่อว่าบริษัทจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้ 2 บาท/หุ้น ไปในอีก 3 ปีข้างหน้า

เราคาดการว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิในปี 2545 จำนวน 101 ล้านบาท ซึ่งรวมผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุนจำนวน 66 ล้านบาทแล้ว หากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าวเราคาดว่าบริษัทจะบันทึกผลกำไรจากการดำเนินงานจำนวน 167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% yoy และคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานจะเติบโต 13%, 11% ในปี 2546-2547 ตามลำดับ

ตามการประมาณการด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) เราประเมินมูลค่าของบริษัทได้ 31 บาท/หุ้น ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ PER 9.9 เท่า, EV/EBITDA 6.8 เท่า สำหรับปี 2546 ด้วยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและอัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูง ทำให้ไม่มีข้อกังขาใดสำหรับคำแนะนำ “ซื้อ”

ตาราง 1 : อัตราส่วนทางการเงิน

อัตราส่วนทางการเงิน

2542

2543

2544

2545F

2546F

2547F

2548F

รายได้ (ล้านบาท)

1,420

1,727

1,784

1,825

1,869

1,916

1,967

EBITDA (ล้านบาท)

242

269

270

271

281

289

294

EBITDA margin (%)

17.0

15.6

15.1

14.9

15.1

15.1

14.9

กำไรปกติ (ล้านบาท)

50

112

156

167

188

208

218

กำไรสุทธิ (ล้านบาท)

40

113

159

101

188

208

218

กำไรต่อหุ้น (บาท)

0.50

1.42

1.98

1.26

2.35

2.60

2.73

PER (เท่า)

46.5

16.5

11.8

18.5

9.9

9.0

9.0

EV/EBITDA (เท่า)

10.1

8.1

7.7

7.3

6.8

6.5

6.3

หนี้สินสุทธิต่อทุน (เท่า)

0.17

0.11

0.05

0.04

0.02

Cash

Cash

เงินปันผล (บาท)

0.0

1.0

1.5

2.0

2.0

2.0

2.0

อัตราเงินปันผลตอบแทน (%)

N.A.

4.3%

6.4%

8.6%

8.6%

8.6%

8.6%

ROA (%)

2%

0%

6%

4%

8%

9%

9%

ROE (%)

2%

6%

8%

5%

10%

11%

11%

ประวัติความเป็นมา

บริษัทโมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (MODERN) เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและที่อยู่อาศัย โดยบริษัทเน้นจำหน่ายให้กับตลาดระดับสูงถึงกลาง บริษัทมีจุดเด่นในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง การออกแบบที่ก้าวล้ำนำสมัยและเต็มไปด้วยประโยชน์ใช้สอย

ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตสินค้าอยู่ 4 โรงงานด้วยกันและมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 65-70% บริษัทมีโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์สำนักงานอยู่ 12 แห่งและมีโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่อาศัยจำนวน 12 แห่งรวมเป็นทั้งสิ้น 24 แห่ง ลดลงจากปีก่อนที่มีโชว์รูมอยู่ 26 แห่ง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายในการปิดโชว์รูมที่ไม่ทำกำไรลงเพื่อทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น บริษัทมีเป้าหมายที่จะเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นจาก 31% เมื่อปีก่อนเป็น 33-34% ในปีนี้

โครงสร้างธุรกิจ

โครงสร้างธุรกิจของบริษัทสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ธุรกิจคือ 1) ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ 2) ธุรกิจให้เช่าอาคารสำนักงานและบริการ 3) ธุรกิจวัสดุหีบห่อ สำหรับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งทำส่วนแบ่งรายได้ให้กับบริษัท 76% ของรายได้รวม สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ตลาดสำคัญคือ ตลาดเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่อาศัย

ลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทในตลาดเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่, SME, โชว์รูมแสดงสินค้าและอาคารสำนักงานทั่วไป ซึ่งบริษัทคาดว่าการเติบโตส่วนใหญ่ของตลาดนี้จะมาจากอาคารสำนักงานที่ยังมีพื้นที่ว่างเหลืออีกมาก ในตลาดเฟอร์นิเจอร์สำนักงานบริษัทมีสัญญาซื้อขายระยะยาวกับลูกค้าอยู่ประมาณ 70% และที่เหลือเป็นลูกค้าปลีกซึ่งจะซื้อผ่านทางโชว์รูมของบริษัท

สำหรับตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่อาศัยบริษัทได้มีการทำสัญญากับ LH, SIRI และ NOBLE โดยเป็นสัญญาในลักษณะขึ้นกับแต่ละโครงการที่สร้าง ปัจจุบันบริษัทมีสัญญามูลค่าประมาณ 100-150 ล้านบาทกับทาง LH และ 30-40 ล้านบาทกับ SIRI

โดยทั่วไปบริษัทจะจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ในครัวเรือนให้กับบริษัทที่สร้างบ้าน แต่ไม่ได้จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่อาศัยอื่น ๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ห้องนอน, ห้องรับแขก ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ดังกล่าวจะถูกซื้อโดยเจ้าของบ้าน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะกินเวลาช้ากว่าประมาณ 1-2 ปี ในระหว่างช่วงที่กำลังสร้างบ้านอยู่

ในตลาดนี้บริษัทมีการทำสัญญาซื้อขายระยะยาวอยู่ประมาณ 30% และส่วนที่เหลือขายผ่านทางโชว์รูมของบริษัท เราคาดว่ายอดขายของบริษัทจะเติบโตมาจากตลาดนี้เป็นหลักในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ลูกค้าหลักของบริษัทในกลุ่มนี้ 90% จะพำนักอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนที่เหลืออีก 10%บริษัทได้ส่งออกไปขายยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งตลาดหลักได้แก่ประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วน 35% ของมูลค่าส่งออกรวม

ตาราง 2 : โครงสร้างรายได้

โครงสร้างรายได้แยกตามธุรกิจ

 

ธุรกิจ

2542

2543

2544

 

(ล้านบาท)

%

(ล้านบาท)

%

(ล้านบาท)

%

เฟอร์นิเจอร์

1,176

77%

1,427

78%

1,443

76%

ให้เช่าพื้นที่และบริการ

31

2%

36

2%

44

2%

วัสดุหีบห่อ

244

16%

300

16%

341

18%

อื่น ๆ

74

5%

62

3%

72

4%

รวม

1,525

100%

1,825

100%

1,900

100%

แหล่งที่มา : MODERN

 

สภาวะตลาด

ในตลาดเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้สำนักงาน บริษัทมีสินค้า Brand “Steelcase” สำหรับตลาดระดับบน ซึ่งผู้บริโภคมีฐานะทางการเงินค่อนข้างดีมากและ Brand “Moflex” สำหรับตลาดระดับกลาง ซึ่งผู้บริโภคที่มีฐานะทางการเงินปานกลาง ตลาดระดับบนและกลางมีขนาดตลาดคิดเป็น 15% และ 65% ของมูลค่าตลาดรวมในตลาดเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้สำนักงาน และในปัจจุบันบริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีตราสินค้าชื่อว่า “SOHO” (Smart Office Home Office) เพื่อที่จะเจาะตลาดระดับล่าง ซึ่งมีขนาดประมาณ 20% ของมูลค่าตลาดรวม

อย่างไรก็ตามตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่อาศัยยังเป็นตลาดที่บริษัทยังมีส่วนแบ่งตลาด อยู่น้อยเพียง 5-10% โดยผู้นำในตลาดนี้ได้แก่ SB และ Index ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดใกล้เคียงกันทั้งนี้เนื่องจากผู้บริโภคในตลาดนี้ประมาณ 60-65% นิยมที่จะซื้อสินค้าในระดับราคาปานกลางถึงต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับตำแหน่งทางธุรกิจของบริษัททั้ง 2 แห่งดังกล่าว

โครงสร้างต้นทุน

ต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทคิดเป็นประมาณ 50% ของต้นทุนรวมของบริษัททั้งหมด วัตถุดิบหลักของบริษัทได้แก่ Particleboard และ MDF ซึ่งมี Suppliers อยู่หลายแห่งในประเทศ ทำให้ความเสี่ยงในเรื่องของการขาดแคลนวัตถุดิบหมดไป บริษัทมีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ 72% และมีการนำเข้าวัตถุดิบ 28% เนื่องจากวัตถุดิบในประเทศยังมีคุณภาพไม่เทียบเท่าต่างประเทศจึงต้องมีการนำเข้า

ปัจจัยเสี่ยง

สินค้าของบริษัทค่อนข้างจะอิงกับการใช้จ่ายบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นไปตามการเติบโตของเศรษฐกิจ ถ้าการใช้จ่ายบริโภคภายในประเทศลดลงจะส่งผลกระทบทางลบต่อยอดขาย เฟอร์นิเจอร์ของบริษัท

บริษัทไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของวัตถุดิบ เนื่องจากมี Suppliers อยู่หลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้บริษัทมีวัตถุดิบเพียงพอที่จะใช้ในการผลิตตลอดทั้งปี และสืบเนื่องจากบริษัทได้ทำการจ่ายชำระคืนหนี้สินต่างประเทศไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้บริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่มีความผันผวน

ฐานการเงิน

บริษัทมีกระแสเงินสดและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีอัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ 2.6 เท่า ซึ่งบ่งบอกถึงสภาพคล่องที่มีอยู่สูงของบริษัท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนต่ำมากเพียง 0.05 เท่า เราคาดว่าบริษัทจะมีฐานะเป็นเงินสดสุทธิภายในปีหน้า

เราคาดว่าบริษัทจะทำกระแสเงินสดในปี 2545 ได้ 252 ล้านบาท หรือ 3.15 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 62% yoy หลังจากที่ในงวด 9 เดือนบริษัทสามารถทำกระแสเงินสดได้ 190 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีกำไรสะสมอยู่ 423 ล้านบาท คิดเป็น 5.30 บาท/หุ้น และมีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ 1,916 ล้านบาท หรือ 24 บาท/หุ้น ซึ่งยืนยันถึงสถานะของบริษัทที่มั่นคงในการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่น่าพึงพอใจ

คาดการณ์ผลประกอบการ

แม้ว่าบริษัทจะรายงานผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนออกมามีกำไรสุทธิเพียง 44 ล้านบาท ลดลง 59% yoy จากที่มีกำไรสุทธิ 107 ล้านบาท ในงวดเดียวกันของปีก่อน แต่ทั้งนี้เป็นเพราะว่าบริษัทได้มีการบันทึกรายการพิเศษการด้อยค่าของเงินลงทุนจำนวน 66 ล้านบาทไปในไตรมาส 3/45 ซึ่งเป็นผลมาจากการลดทุนของเงินลงทุนในบริษัท PICNIC อย่างไรก็ตามแม้ว่าบริษัทจะมีการบันทึกผลขาดทุนทางบัญชีจากเงินลงทุน แต่ก็ได้ส่งผลให้บริษัทสามารถประหยัดภาษีได้ประมาณ 15 ล้านบาทในปีนี้

เราคาดว่าบริษัทจะประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ออกมามีกำไรสุทธิ 57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% qoq และ 18% yoy ซึ่งเป็นผลมาจากในไตรมาสดังกล่าวเป็นช่วง High Season จึงมียอดขายเพิ่มสูงขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นด้วย

สำหรับผลประกอบการทั้งปีเราคาดว่าบริษัทจะมีกำไรปกติ 167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% yoy ซึ่งหากรวมรายการพิเศษการด้อยค่าของเงินลงทุนไปด้วยจะทำให้บริษัทจะรายงานผลกำไรสุทธิ 101 ล้านบาท

ด้วยสมมติฐานการประมาณการอย่างอนุรักษ์นิยมของเรา เราคาดว่าบริษัทจะมีผลกำไรปกติจะโต 13% และ 11% ในปี 2546, 2547 ตามลำดับ ปัจจัยที่จะผลักดันผลกำไรของบริษัทจะมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากการปิด โชว์รูมที่ไม่ทำกำไรลงและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายมากขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ด้วย

ตาราง 3 : คาดการณ์ผลประกอบการ

งบกำไรขาดทุน

 

(ล้านบาท)

4Q45F

3Q45

QOQ

4Q44

YOY

FY44

FY45F

%

รายได้

523

442

18%

498

5%

1,784

1,825

2%

ต้นทุนขาย

353

307

15%

343

3%

1,251

1,268

1%

กำไรขั้นต้น

171

135

26%

156

10%

533

557

4%

อัตรากำไรขั้นต้น (%)

33%

31%

N.A.

31%

N.A.

30%

31%

N.A.

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

130

107

22%

116

12%

441

454

3%

EBITDA

72

73

(1%)

83

(12%)

270

271

1%

EBITDA margin (%)

14%

16%

N.A.

17%

N.A.

15%

15%

N.A.

ดอกเบี้ยจ่าย

2

3

(15%)

5

(48%)

23

12

(45%)

กำไรปกติ

57

45

28%

49

18%

156

167

7%

รายการพิเศษ

 

- กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (ขาดทุน)

0

0

N.A.

3

N.A.

3

0

N.A.

- อื่น ๆ

0

(66 )

N.A.

0

N.A.

0

(66 )

N.A.

กำไรสุทธิ

57

(21 )

N.A.

51

11%

159

101

(36%)

กำไรปกติต่อหุ้น (บาท)

0.72

0.56

28%

0.61

18%

1.95

2.09

7%

กำไรสุทธิต่อหุ้น (บาท)

0.72

(0.27)

N.A.

0.64

11%

1.98

1.26

(36%)

เงินปันผล

แม้ว่าบริษัทจะมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตรา 60% ของกำไรสุทธิ แต่ผู้บริหารก็ยืนยันว่าจะจ่ายเงินปันผลจำนวน 2 บาท/หุ้น สำหรับผลการดำเนินงานปี 2545 ซึ่งเป็นผลมาจากบริษัทมีเงินสดเหลืออยู่มากเพียงพอและไม่มีการใช้เงินลงทุน จำนวนมากในปีนี้ จึงทำให้สามารถจ่ายเงินปันผลได้ในอัตราที่สูงขึ้น

เราเชื่อว่าบริษัทไม่มีปัญหาสำหรับการจ่ายเงินปันผล 2 บาท/หุ้น เนื่องจากเราคาดว่าบริษัทจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 3.15 บาท ซึ่งเงินปันผลจำนวนดังกล่าวคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนได้สูงถึง 8.6% ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน

การประเมินมูลค่าหุ้น

เราประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัท โดยใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) เนื่องจากเห็นว่าบริษัทมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งมั่นคงและสามารถคาดการณ์ได้ เราใช้อัตราการเติบโตของบริษัทโดยเฉลี่ยที่ 3% และ WACC ที่ 9% ตามสมมติฐานดังกล่าวจะได้มูลค่าหุ้นของ MODERN ที่เหมาะสมอยู่ที่ 31 บาท

Sensitivity analysis

เราทำการทดสอบการเปลี่ยนแปลงระหว่างอัตราส่วนลด (WACC) กับอัตราการเติบโตของบริษัทที่จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าที่เหมาะสมของบริษัท ซึ่งผลที่ได้แสดงให้เห็นถึงว่าถ้าเราให้ WACC คงที่ 9% และให้อัตราการเติบโตเปลี่ยนแปลงไปในระหว่าง 0-5% จะได้ว่ามูลค่าที่เหมาะสมของบริษัทจะยังคงมีมูลค่าสูงกว่าราคาตลาดในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามถ้าเราให้อัตราการเติบโตคงที่ 3% แล้วจะได้ว่าถ้า WACC มีค่าสูงกว่า 12% มูลค่าที่เหมาะสมของบริษัทจะมีค่าต่ำกว่าราคาตลาด

ตาราง 4 : Sensitivity analysis

Sensitivity analysis

 

WACC (%)

อัตราการเติบโต

8%

9%

10%

11%

12%

13%

14%

15%

0%

27

24

22

20

19

18

17

16

1%

29

26

23

21

20

18

17

16

2%

32

28

25

23

21

19

18

17

3%

37

31

27

24

22

20

19

17

4%

43

36

30

27

24

21

20

18

5%

55

42

34

29

26

23

21

19

ตาราง 5 : งบดุล

Balance Sheet

2543

2544

2545F

2546F

2547F

2548F

ASSETS

 

Cash & Deposits

221

127

77

75

94

170

Accounts receivable

240

299

275

282

289

296

Inventories

455

446

460

471

483

496

Other current assets

48

34

35

35

36

37

Total current assets

963

905

847

863

903

1,000

Investments

210

252

305

353

404

455

Property, Plant and Equipment

1,315

1,264

1,165

1,074

991

915

Other assets

63

41

-

-

-

-

Total Assets

2,552

2,463

2,316

2,290

2,298

2,370

LIABILITIES

 

OD + Current portion of L-T debt

157

99

80

59

6

-

Account payable + Trust Receipt

168

131

143

146

150

154

Other current liabilities

127

123

130

126

129

131

Total current liabilities

452

353

353

332

285

285

Long term debts

190

116

53

6

-

-

Debentures + CDs

-

-

-

-

-

-

Other liabilities

-

-

-

-

-

-

Total liabilities

642

469

406

338

285

285

Minority Interest

63

68

84

97

111

124

SHAREHOLDERS' EQUITIES

 

Shares + Warrants

800

800

800

800

800

800

Premium on shares

626

626

626

626

626

626

Retained earnings + Revaluation

509

587

400

428

476

534

Total shareholders' equity

1,847

1,926

1,826

1,855

1,902

1,961

Total liabilities and equity

2,552

2,463

2,316

2,289

2,298

2,370

ตาราง 5 : งบกำไรขาดทุน

Income Statement

2543

2544

2545F

2546F

2547F

2548F

Sales

 

1,727

1,784

1,825

1,869

1,916

1,967

Other income

60

60

61

66

68

67

Total revenues

1,787

1,843

1,886

1,935

1,985

2,035

Cost of Goods sold

1,056

1,132

1,159

1,187

1,217

1,249

Depreciation and Amortization

135

119

109

101

93

86

SG&A and Others Expenses

461

442

456

467

479

491

EBIT

 

134

151

162

181

196

208

Interest expenses

41

23

12

5

0

0

EBT

 

93

129

149

176

196

208

Minority Interest

7

10

16

13

14

14

Equity Acc. + Extraordinary Gains

2

3

(66)

0

0

0

Net profit

113

159

101

188

208

218

 

นักวิเคราะห์ : กิติชาญ ศิริสุขอาชา
Email Kitichan.s@kimeng.co.th


If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer