13 มีนาคม 2546

 
กลุ่มเงินทุนและลิสซิ่ง 
คำแนะนำ
ใหม่             :   เพิ่มน้ำหนัก
ก่อนหน้านี้  :   
เพิ่มน้ำหนัก

 

 

ยอดขายรถยนต์เดือน ก.พ. 46 เพิ่มขึ้น 5% mom และ 48% yoy 

  • ยอดขายรถใส่เกียร์เดินหน้า คาดปีนี้โตต่ออีก 15% ปีที่แล้วยอดขายรถในประเทศโต 38% เป็น 4.09 แสนคัน (70% รถเชิงพาณิชย์ 30% รถนั่งส่วนบุคคล) โดยมียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนที่ 3.4 หมื่นคัน ปกติเดือนสุดท้ายของปียอดขายจะบูม เพราะค่ายรถโหมทำโปรโมชั่นรองรับกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น (เช่น ได้โบนัส) ในขณะที่ต้นปีมักจะหงอยเหงา ดังนั้นไม่ต้องตกใจที่เห็นยอดขายเดือน ม.ค.46 ที่ 37,797 คัน ลดลง 23% จากเดือน ธ.ค.45 เนื่องจากผลของ Seasonal Effect ดังกล่าว แต่ประเด็นสำคัญคือยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนของปีนี้ต้องเกิน 34,117 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขเฉลี่ยของปีที่แล้ว เพื่อให้มั่นใจว่ายอดขายปีนี้จะยังโตต่อ (15% เราคาด) ล่าสุดตัวเลข เดือน ก.พ.46 ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ขายได้ถึง 39,661 คัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของปีที่แล้ว 16.3% และเพิ่มขึ้น 5% จากเดือนก่อน (mom) หรือโตถึง 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (yoy)

  • มาเปลี่ยนเงินฝากเป็นรถยนต์กันดีกว่า การประกาศลดดอกเบี้ยทั้ง 2 ขาของธนาคารพาณิชย์อีก 0.25% ในช่วงนี้ และมีแนวโน้มจะลงต่ออีก หากสภาพคล่องส่วนเกินยังไม่ถูกใช้ในการหารายได้ (ปล่อยสินเชื่อ) ได้อย่างเต็มที่ น่าจะเป็นผลดีที่จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศต่อไป สินค้าคงทนที่คนนิยมซื้อได้แก่ บ้านและรถ ดังนั้นเรายังคงประมาณการการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อของบริษัทเงินทุน (NFS, KK, SICCO และ TISCO) รวมถึงลิสซิ่งขนาดใหญ่อย่าง SPL ไว้ที่เฉลี่ย 15% แต่บริษัทลิสซิ่งขนาดเล็กอย่าง NVL และ THANI น่าจะเห็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่า เพราะฐานต่ำ
  • Yield มีแนวโน้มลดลง แต่ประเด็นคือใครมีความยืดหยุ่นในการลดต้นทุนได้มากกว่ากัน สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการหดตัวของอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อ (Yield on lending) ทั้งจากกลไกดอกเบี้ยในตลาดและภาวะการแข่งขัน (แต่ก็อาจบรรเทาได้หากเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อที่ให้ Yield สูงกว่า เช่น รถกะบะ อย่างที่ THANI กำลังทำ) ดังนั้นในภาวะดอกเบี้ยขาลง บริษัทที่น่าจะได้ประโยชน์มากสุดคือบริษัทที่มีเงินกู้ยืมดอกเบี้ยลอยตัวในสัดส่วนที่สูงกว่า การพิจารณาต้องแยกเป็น 2 กลุ่มตามความแตกต่างของช่องทางระดมทุน กลุ่มแรกบริษัทเงินทุน ที่แหล่งที่มาของเงินมักต้องจ่ายดอกเบี้ยคงที่ และส่วนใหญ่อยู่ในรูปตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) อายุ 3-6 เดือน นั่นหมายความว่าจะใช้เวลาไม่นานในการที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายจะปรับลดลง แต่สำหรับกลุ่มที่สองคือบริษัทลิสซิ่งที่ไม่สามารถระดมเงินฝากผ่าน P/N ได้ จึงต้องระดมผ่านการกู้ยืมและ/หรือออกหุ้นกู้ ซึ่งอายุของสัญญามักจะ 1 ปี หรือยาวกว่า นั่นหมายความว่าการปรับลดต้นทุนในช่วงดอกเบี้ยขาลงน่าจะทำได้ช้ากว่าบง. จากตารางข้างล่างจะเห็นได้ 6 บริษัท (SPL, NVL, TISCO, NFS, KK และ SICCO) มีโครงสร้างต้นทุนที่แทบไม่ต่างกัน คือเกือบ 100% เสียดอกเบี้ยคงที่ (แต่ต่างกันที่ระยะเวลา) ยกเว้น THANI เท่านั้นที่ครึ่งหนึ่งยังเสียดอกเบี้ยผันแปร (float) ไปตามอัตราในตลาด ดังนั้นดูแล้วในระยะสั้น THANI น่าจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการปรับลดดอกเบี้ยลงในครั้งนี้

โครงสร้างเงินกู้ยืม

ณ สิ้น ธ.ค.45

ล้านบาท 

%

  

Fixed

Float

รวม

Fixed

Float

รวม

THANI

208

213

421

49.4

50.6

100.0

NVL

1,647

25

1,672

98.5

1.5

100.0

SPL

16,683

0

16,683

100.0

-

100.0

กลุ่มลิสซิ่ง

18,538

238

18,776

98.7

1.3

100.0

             

TISCO

38,882

510

39,392

98.7

1.3

100.0

NFS

103,650

600

104,250

99.4

0.6

100.0

KK

26,732

27

26,759

99.9

0.1

100.0

SICCO

16,985

228

17,213

98.7

1.3

100.0

กลุ่มเงินทุน

186,249

1,365

187,614

99.3

0.7

100.0

  • แม้คงน้ำหนัก Overweight แต่กลยุทธ์การลงทุนควรเป็นลักษณะถอยตั้งรับ ตั้งแต่ต้นปี SETFIN ปรับตัวลดลง 20% (ในขณะที่ SET แทบไม่เปลี่ยนแปลง) ซึ่งเราเชื่อว่ามาจาก 2 สาเหตุหลัก ประการแรกเป็นมุมมองทางเทคนิค ส่วนประการหลังเกิดจากความกังวลใจว่าในอนาคตธนาคารพาณิชย์จะ สามารถให้บริการทางการเงินได้ครบวงจร (Universal Banking) รวมถึงธุรกิจไข่ในหินที่ไฟแนนซ์หวง อย่างเช่าซื้อรถยนต์ ส่งผลให้คาดกันว่าบริษัทเงินทุนที่เหลือต้องควบรวมกิจการแล้วเพิ่มทุนเพื่ อยกระดับเป็นแบงก์ (เหมือนที่ NFS ยกระดับ NBANK ขึ้นมา) แต่แบงก์ใหม่ย่อมเสียเปรียบผู้เล่นหน้าเดิม ที่ได้ประโยชน์จากขนาด การเข้าถึงลูกค้า และโครงสร้างต้นทุนที่ต่ำกว่า อย่างไรก็ตามการแก้กฎหมายเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา อย่างน้อยก็เป็นปี และที่สำคัญลิสซิ่งไม่ใช่ของง่ายที่จะทำแล้วกำไรทุกราย ต้องมีความรู้ความเข้าธุรกิจเป็นอย่างดี ดังนั้นอนาคตของกลุ่มเงินทุนและลิสซิ่งน่าจะยังไปต่อได้ ด้วยแรงผลักของการขยายตัวของสินเชื่อและการลดลงของต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย แต่สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุน แนะนำให้ทยอยซื้อแบบถอยตั้งรับ เพราะเชื่อว่าความกังวลเรื่องสงครามจะทำให้ราคาหุ้นถูกลงทุกวัน

 

นักวิเคราะห์: รัชนก (ส้ม) ด่านดำรงรักษ์ Ext. 1560
ratchanok.d@kimeng.co.th


If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer