3 มีนาคม 2546

 
บริษัทราชธานีลิสซิ่ง
THANI <12.10 บาท>
คำแนะนำ
ใหม่               ถือ
ก่อนหน้านี้  :   
ซื้อ

 

 

งบปี 45 ดีตามคาด พร้อมประกาศแตกพาร์เหลือ 1 บาท และแจกวอร์แรนต์ XW ~ พ.ค.

คำชี้แจง อนึ่ง บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิให้กับผู้ถือหุ้นเดิมของ บมจ. ราชธานีลิสซิ่ง (THANI) อย่างไรก็ตามบทวิเคราะห์นี้ได้ถูกจัดทำขึ้นบนสมมุติฐานของฝ่ายวิจัย ของกิมเอ็ง อย่างเป็นเอกเทศ การประมาณการรายได้ กำไร ไม่ได้มีเจตจำนง จะให้เป็นประโยชน์ต่อการเสนอขายหุ้นกู้แต่อย่างใดทางกิมเอ็ง และบริษัท ไม่ได้มีส่วนที่เข้าไปรับรองรับประกันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ ทางข้อมูลของบทวิเคราะห์นี้แต่อย่างใด นอกจากนั้นทางกิมเอ็ง ผู้บริหารของบริษัท พนักงานและลูกจ้างจะไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น จากการใช้ข้อมูลในเอกสารนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ผลประกอบการออกมาดีตามคาด พลิกจากขาดทุน 18 ล้านบาท มาเป็นกำไร 49 ล้านบาทในปี 45 โดยได้แรงหนุนจากการขยายตัว 68% ของสินเชื่อ รวมถึงการหายไปของรายการพิเศษต่างๆที่เกี่ยวกับการตั้งสำรองฯ นอกจากนั้น คุณภาพสินเชื่อก็ดีขึ้น โดย NPLs ลดลงเหลือเพียง 33 ล้านบาท คิดเป็น 4.18% ของสินเชื่อรวม (vs. 5.20% สำหรับ SPL)

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการหดตัวอย่างรุนแรงของ NIM จาก 11.87% เหลือ 7.60% แต่ความจริงแล้วเราก็ไม่คาดว่า NIM ที่ระดับเกิน 10% จะสามารถรักษาไว้ได้เพราะมันสูงผิดปกติ การลดลงของอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับความเข้มข้นมากขึ้นของการแข่งขัน ทำให้ในที่สุด NIM ก็ต้องปรับตัวลดลงมา ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เคยเกิดขึ้นกับ SPL แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าเราเชื่อว่า NIM ที่ระดับ 6-7% น่าจะเป็นระดับต่ำสุดแล้ว การดีขึ้นจะมาจากการปรับปรุงโครงสร้างต้นทุน ล่าสุดบริษัทได้รับเงินกู้ 1 พันล้านบาทจาก TFB โดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 4.5% คงที่เป็นเวลา 3 ปี (ในขณะที่ปัจจุบันเสีย 7%) นอกจากนั้นการออกหุ้นกู้เพิ่มเติมเพื่อรีไฟแนนซ์ ก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยหนุนผลประกอบการ คาดปีนี้กำไรจากการดำเนินงาน (PPP) เพิ่มขึ้นจาก 30 ล้านบาท เป็น 79 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิลดลงเพราะไม่มีหนี้สูญรับคืน

วอร์แรนต์ที่ได้รับแจกคาดช่วยเพิ่มราคาที่เหมาะสมให้หุ้น THANI อีก 0.568 บาท เป็น 12.39 บาท/หุ้น ซึ่งใกล้เคียงกับราคาตลาดในปัจจุบัน ดังนั้นเราจึงปรับลดคำแนะนำจาก "ซื้อ" เป็น "ถือ" เพื่อรอรับสิทธิวอร์แรนต์ซึ่งคาดว่าจะ XW ประมาณเดือน พ.ค.นี้

ตัวเลขประมาณการ

ล้านบาท

2544

2545

2546F

2547F

กำไรจากก่อนหักสำรองฯ (PPP)

29

30

79

119

กำไรสุทธิ

-18

49

36

54

PPP ต่อหุ้น (บาท)

0.85

0.50

1.31

1.98

กำไรต่อหุ้น (บาท)

-0.53

0.82

0.59

0.90

มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (บาท)

4.24

5.97

6.26

6.71

เงินปันผลต่อหุ้น (บาท)

0.30

0.25

0.30

0.45

         

P/PPP (เท่า)

14.22

24.42

9.21

6.11

P/E (เท่า)

-22.68

14.73

20.38

13.48

P/B (เท่า)

2.85

2.03

1.93

1.80

อัตราเงินปันผล (%)

2.48

2.07

2.45

3.71

ROE (%)

18.85

11.87

21.48

30.52

  • ปี 45 พลิกเป็นกำไร 49 ล้านบาท เทียบกับ 50 ล้านบาทที่เราคาด THANI ประกาศผลการดำเนินงานปี 45 กำไรสุทธิ 49 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น (Eps) แบบ fully-diluted ได้ 0.82 บาท/หุ้น ซึ่งได้รวมผลการทุนผ่านการทำ IPO เมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่หากใช้แบบ weighted average คือคิดถัวเฉลี่ยถั่วน้ำหนักตามระยะเวลา Eps จะอยู่ที่ 1.26 บาท/หุ้น สาเหตุที่ผลการดำเนินงานดีขึ้นโดยพลิกจากขาดทุน 18 ล้านบาทปี 44 มาเป็นกำไร เพราะสินเชื่อเช่าซื้อรถมือสองขยายตัว 68% ประกอบกับการลดลงของรายการพิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัย จะสูญอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการตั้งสำรองฯมาอิงกับเกณฑ์ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (เช่นเดียวกับที่บังคับใช้กับธนาคารและบริษัทเงินทุน โดยแบ่งลูกหนี้ออกเป็น 5 ชั้น เช่นเดียวกับการตั้งสำรองฯ)
  • NIM หดตัวรุนแรง แต่จากนี้ไปคงจะไม่ลดลงอีกมากแล้ว เช่นเดียวกับลิสซิ่งแห่งอื่นที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net Interest margin: NIM) ลดลง เนื่องจากทั้งอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง และการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น แต่สำหรับ THANI ถือว่า NIM ลดลงอย่างรุนแรง จาก 11.87% ปี 44 เหลือเพียง 7.60% ปี 45 แต่ความจริงแล้ว NIM ที่ระดับเกิน 10% ถือว่าสูงผิดปกติ SPL เคยมี NIM สูงถึง 10.04% เมื่อปี 42 แต่ปัจจุบันก็ลดลงเหลือ 6.37% ปี 45 เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าจากนี้ไปโอกาสที่ NIM จะปรับตัวลดลงต่อคงจะไม่มากนัก เพราะเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศน่าจะเกือบถึงจุดต่ำสุดแล้ว เช่นเดียวกับสงครามราคาก็น่าจะถึงจุดอิ่มตัวในระดับหนึ่ง (ต้องหันไปแข่งด้านอื่นแทน เช่นบริการ) ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแม้ THANI จะมีอัตราการขยายตัวของสินเชื่อที่โดดเด่นมากถึง 67.8% จาก 467 ล้านบาทปี 44 เป็น 784 ล้านบาทปี 45 แต่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (รวมถึงรายได้ค่าบริการ ค่าปรับ และค่านายหน้า) กลับเพิ่มขึ้นเพียง 11.3% จาก 59 ล้านบาท เป็น 66 ล้านบาท เนื่องจาก NIM หดตัวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
  • คุณภาพสินเชื่อดีขึ้น โดย NPLs ลดลงทั้ง qoq และ yoy และต่ำกว่าคู่แข่ง ลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่หยุดจ่ายดอกเบี้ยเกินกว่า 3 เดือน ลดลงเหลือ 33 ล้านบาทสิ้นปี 45 เทียบกับ 37 ล้านบาทสิ้นไตรมาส 3/45 หรือ 67 ล้านบาทสิ้นปี 44 ดังนั้นในเมื่อสินเชื่อขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การลดลงของ NPLs ที่เป็นเม็ดเงินย่อมมีผลให้สัดส่วนของ NPLs ต่อสินเชื่อรวมลดลงโดยอัตโนมัติ จาก 14.26% สิ้นปี 44 และ 5.92% สิ้นไตรมาส 3/45 เหลือเพียง 4.18% สิ้นปี 45 (เทียบกับ SPL ที่ 5.20%)
  • คาดปีนี้ได้รับผลดีจากการลดลงของต้นทุน ควบคู่ไปกับการเร่งขยายสินเชื่อ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปีที่แล้ว แต่คาดว่าจะส่งดีต่อผลประกอบการในปีนี้ได้แก่ การระดมทุนผ่านการทำ IPO (รวมถึงการเสนอขายหุ้นให้พนักงาน) เมื่อ 19 ธ.ค.45 โดยได้เงินมา 145 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวเสมือนไม่มีต้นทุน (ยกเว้นเมื่อต้องจ่ายปันผล) และหลังจากเข้าตลาดฯ 1 วัน ธนาคารกสิกรไทย (TFB) ในฐานะเจ้าหนี้วงเงินกู้ยืมรวม 170 ล้านบาท ทำสัญญาลดดอกเบี้ยจาก MLR เป็น MLR ลบ 0.75% โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.45 หมายถึงภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ประหยัดได้ปีละ 1.3 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 5.1% ของดอกเบี้ยจ่ายในปีที่ผ่านมา ข่าวล่าสุดบริษัทได้เงินกู้จำนวน 1 พันล้านบาทจาก TFB โดยคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.5% เป็นเวลา 3 ปี (เทียบกับ 7.08% อัตราดอกเบี้ยจ่ายเฉลี่ยในปีที่ผ่านมา) ซึ่งถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เคยกู้ยืมมา สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตและความมั่นคงของบริษัท นอกจากนั้นบริษัทยังมีแผนออกหุ้นกู้เพิ่มเติมอีกไม่เกิน 100 ล้านบาทเพื่อนำมาไถ่ถอนหุ้นกู้เดิมที่แบกอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง 7% ต่อปี ดังนั้นเราคาดว่าต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย (cost of funds) น่าจะลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญจาก 7.08% ปี 45 เหลือ 5.55% แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) คาดว่าลดลงเล็กน้อยจาก 7.60% เหลือ 7.15% เพื่อสะท้อนถึงการอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อ (Yield on lending) ที่ยังมีโอกาสลดลงได้อีก

สำหรับปีนี้บริษัทตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อขยายตัวเท่าตัว จาก 784 ล้านบาท เป็น 1.5 พันล้านบาท ซึ่งมีความเป็นไปได้ เพราะเป็นการเติบโตจากฐานที่ต่ำมาก รวมถึงตลาดรถมือสองยังมีคู่แข่งไม่มากนัก และขนาดของตลาดก็ใหญ่กว่ามือหนึ่ง 2-3 เท่าตัว โดยเราคาดว่าในแง่กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ (Pre-provisioning profit: PPP) คาดว่าจะเติบโตจาก 30 ล้านบาท เป็น 79 ล้านบาทปีนี้ แต่กำไรสุทธิคาดว่าจะลดลงจาก 49 ล้านบาท เหลือ 36 ล้านบาท เนื่องจากปีนี้คงไม่มีรายการหนี้สูญรับคืน 27 ล้านบาทเหมือนปีก่อน

  • แตกพาร์จาก 5 เหลือ 1 บาท แล้วแจกวอร์แรนต์สัดส่วน 3:2 คาดขึ้น XW ประมาณ พ.ค. ที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันพฤหัสบดี (27 ก.พ.) มีมติสำคัญ 2 เรื่อง (นอกเหนือจากการออกหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาทเพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้เดิมที่เสียดอกเบี้ยแพงกว่า ซึ่งเราได้พูดถึงไปแล้ว) คือ 1) การแตกพาร์จาก 5 บาท เหลือ 1 บาท ซึ่งจะส่งผลให้ทุนจดทะเบียนปัจจุบันเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัว จาก 60 ล้านหุ้น เป็น 300 ล้านหุ้น ส่วนราคาหุ้นในอนาคตหลังแตกพาร์ก็เสมือนนำ 5 มาหาร จะเหลือ 2.42 บาท (หากใช้ราคาปิด 12.10 บาทมาคำนวณ) และ 2) การจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ (THANI-W) ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ในสัดส่วน 3 THANI ได้ 2 THANI-W ฟรี โดยคุณสมบัติของ THANI-W คือ 1 วอร์แรนต์ แปลงเป็นหุ้นแม่ได้ 1 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 1 บาท (1:1@ 1 บาท) โดยสามารถแปลงได้ทุกไตรมาส รวมอายุ 5 ปี แต่มี Call Option คือหากราคาปิดเฉลี่ย 15 วันสูงกว่า 3 บาท/หุ้น คณะกรรมการมีสิทธิเรียกให้ผู้ถือวอร์แรนต์นำมาแปลงสภาพทั้งหมดหรือบางส่วน โดยต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน

กำหนดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นจะมีขึ้นในวันที่ 26 เม.ย. ดังนั้นการแตกพาร์รวมถึงการขึ้น XW จะต้องเกิดขึ้นหลังจากนั้น เราคาดว่าหลังประชุมผู้ถือหุ้นเสร็จ บริษัทจะดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้หรือพาร์จาก 5 บาท เหลือ 1 บาท ต่อกระทรวงพาณิชย์โดยใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน และหลังจากนั้นอีกประมาณ 1 อาทิตย์ หุ้น THANI ก็จะซื้อขายที่พาร์ใหม่คือ 1 บาท ซึ่งราคาหุ้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 2-3 บาท ส่วนการขึ้นเครื่องหมาย XW จะเกิดขึ้นเร็วสุดก็คงประมาณปลายเดือน พ.ค.นี้

  • วอร์แรนต์ที่แจกช่วยเพิ่มมูลค่าที่เหมาะสมของ THANI อีก 0.568 บาท/หุ้น เป็น 12.39 บาท การคำนวณหามูลค่าที่เหมาะสมของ THANI-W ต้องทำ 3 ขั้นตอน
    1. คำนวณหาราคาหุ้น THANI หลังแตกพาร์เหลือ 1 บาทก่อน ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 2.42 บาท/หุ้น (=12.10/5) อย่างไรก็ตาม ราคามีโอกาสจะสูงกว่านี้ เนื่องจากผลของ liquidity premium ตามหลักการที่ว่าเมื่อหุ้นราคาถูกลง คนก็จะสนใจมากขึ้น
    2. คำนวณหาราคาหลัง XW ซึ่งสัดส่วนคือ 3 หุ้นเดิม ได้ 2 วอร์แรนต์ฟรี และวอร์แรนต์สามารถนำมาแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ที่ราคาหุ้นละ 1 บาท ที่สัดส่วน 1:1 ดังนั้นราคาหลัง XW น่าจะอยู่ที่ 1.852 บาท (=((3*2.42)+(2*1))/5)
    3. ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ THANI-W ได้ 0.852 บาท/หน่วย โดยนำราคาหุ้นหลัง XR หักออกด้วยราคาแปลงสภาพที่ 1 บาท (=1.852-1) ดังนั้นหากเทียบเป็นต่อ 1 หุ้นสามัญจะได้ 0.568 บาท/หุ้น (=(2*0.852)/3)

ดังนั้นราคาที่เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานของ THANI สิ้นปี 46 จะเพิ่มขึ้นจาก 11.83 บาท เป็น 12.39 บาท/หุ้น ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับราคาปิดวานนี้ที่ 12.10 บาท ดังนั้นปรับลดคำแนะนำจาก "ซื้อ" เป็น "ถือ"

ผลประกอบการไตรมาส 4/45 และปี 2545

ล้านบาท

2545

2544

Chg

4Q45

3Q45

2Q45

1Q45

รายได้ดอกเบี้ยจากเช่าซื้อ

74

69

7.5%

20

20

17

17

รายได้ค่าบริการ & ค่าปรับ

20

8

142.8%

8

6

3

2

ดอกเบี้ยจ่าย

(25)

(17)

48.8%

-8

(7)

(6)

(5)

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ

69

59

14.6%

20

19

14

14

ค่าใช้จ่ายในการขาย & บริหาร

(39)

(31)

24.2%

-17

(8)

(38)

(10)

กำไรจากการดำเนินงาน (PPP)

30

28

4.0%

3

10

(24)

5

ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

0

(62)

n.m.

0

(4)

44

(7)

หนี้สูญรับคืน

27

26

3.4%

4

9

6

10

กำไรก่อนภาษี

57

(8)

n.m.

7

16

25

8

ภาษีเงินได้

(8)

(9)

-19.4%

-2

(6)

4

(4)

กำไรสุทธิ

49

(18)

n.m.

5

10

30

4

               

Eps – fully diluted (บาท)

0.82

(0.53)

n.m.

0.09

0.17

0.50

0.07

 

นักวิเคราะห์: รัชนก (ส้ม) ด่านดำรงรักษ์ Ext. 1560
ratchanok.d@kimeng.co.th


If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer