ก่อนเข้าตลาดฯ
KTC
ทำหน้าที่เพียงรับจ้างบริหารธุรกิจบัตรเครดิตให้ธนาคารกรุงไทย
(KTB)
โดยได้รับค่าตอบแทนในรูปค่าธรรมเนียมในการบริหาร
แต่เมื่อกลางปีที่ผ่านมา KTC
รับโอนพอร์ตสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อประเภทอื่นที่เกี่ยวข้องเข้ามารวมประมาณ
8 พันล้านบาท
ส่งผลให้สินทรัพย์รวมเพิ่มจาก
120 ล้านบาทสิ้นปี 44 เป็น 9.24
พันล้านบาทสิ้นปี 45
กำไรสุทธิเองก็เพิ่มขึ้นจากไม่ถึง
0.8 ล้านบาท เป็น 141 ล้านบาท
แต่เพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริง
ควรปรับฐานตัวเลขปี 44
ให้เสมือนว่ามีพอร์ตสินเชื่ออยู่ในงบดุลอยู่แล้ว
จะพบว่ากำไรปี 44 อยู่ที่ 120
ล้านบาท
ดังนั้นหากเทียบจากฐานเดียวกัน
กำไรปี 45 เพิ่มขึ้นเพียง 17.4%
จากปีก่อน
ดูเหมือนว่ากำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นน้อยไปนิด
(17.4%)
เมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวของจำนวนบัตรเครดิต
2.5 เท่า (จาก 1.7 แสน เป็นเกือบ 6
แสนใบ)
แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด
พบว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนตั้งสำรองฯ
(Pre-provisioning profit: PPP)
เพิ่มขึ้นเท่าตัว จาก 81
ล้านบาท เป็น 160 ล้านบาท
แต่ความผิดปกติของการตั้งสำรองฯ
(ปี 44
บวกกลับสำรองฯเป็นรายได้จำนวน
40 ล้านบาท แต่ปี 45
ตั้งสำรองฯเป็นค่าใช้จ่าย 18
ล้านบาท)
ทำให้กำไรบรรทัดสุดท้ายเบี่ยงเบน
ปีที่แล้วจำนวนบัตรเครดิตของ
KTC ซึ่งเจาะลูกค้าระดับกลาง-ล่าง
เพิ่มขึ้นถึง 249% จาก 171,266 เป็น
598,173 ใบ หลังเมื่อเดือน เม.ย.
ธปท.ผ่อนคลายกฎการทำบัตรเครดิต
(เช่น
ไม่กำหนดรายได้ขั้นต่ำ)
แต่แล้วอีก 7
เดือนให้หลังคือเดือน พ.ย.
ธปท.ก็เปลี่ยนใจหันกลับมาคุมเข้มธุรกิจบัตรเครดิตอีกครั้ง
โดยการออกกฎเหล็ก เช่น
กำหนดรายได้ขั้นต่ำ 1.5
หมื่นบาท/เดือน
และห้ามชาร์ทดอกเบี้ยลูกค้าเกิน
18% ต่อปี เป็นต้น
ทำให้วงการบัตรเครดิตต้องมีการปรับตัวกันยกใหญ่
เราคิดว่าปีนี้อัตราการขยายตัวบัตรเครดิตจะอยู่ที่เพียง
5 หมื่นใบ (vs. 4.23 แสนใบปี 45)
สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นบริการใหม่ที่
KTC จะนำมาเสนอปลายปีนี้
เพื่อชดเชยการชะลอตัวของของบัตรเครดิต
คาดว่าปีนี้บริษัทจะมีกำไรสุทธิ
172 ล้านบาท (1.72 บาท/หุ้น)
เพิ่มขึ้น 22% หากใช้ P/E 12 เท่า
จะได้ราคาเป้าหมายสิ้นปีนี้ที่
20.64 บาท Upside 26%
เปลี่ยนคำแนะนำจาก "ถือ"
เป็น "ซื้อ"