ผลประกอบการของ
US
ที่ประกาศออกมาน่าผิดหวังมาก
ปี 45 กำไรเพียง 86 ล้านบาท
ต่ำกว่าคาดถึง 25%
เนื่องจากการเพิ่มขึ้นอย่างมากและน่าสงสัยของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
โดยเฉพาะในส่วนของค่าใช้จ่ายพนักงาน
หากพิจารณาลงในรายละเอียดพบว่ายิ่งแย่ไปใหญ่
เพราะไตรมาสสุดท้ายทำกำไรได้เพียง
1.3 ล้านบาท ลดลงถึง 97%
จากไตรมาส 3 ซึ่งอยู่ที่ 41
ล้านบาท
โดยตัวฉุดหลักนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
คือการลดลงอย่างรุนแรงของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ
เราเชื่อว่าผลงานการนำหุ้น
IPO เข้าตลาดฯ
แล้วราคาในวันแรก (จริงๆแล้วในวันต่อๆไปก็ยัง)
ต่ำกว่าราคาจอง
เป็นตัวกีดขวางที่ทำให้ US
ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น
lead underwriter เลยในไตรมาส 4
ในขณะที่ไตรมาส 3 ทำ 3 ดีล (DAIDO,
STHAI และ SSEC)
ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมฯในไตรมาส
4/45 ลดลง 76% qoq จาก 27 ล้านบาท
เหลือเพียง 7 ล้านบาท
สำหรับธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์
ไตรมาส 4/45 ยังพอใช้ได้ (มาร์เก็ตแชร์ประมาณ
4%)
แต่เริ่มต้นปีนี้ไม่ค่อยดีนัก
ส่วนแบ่งตลาดลดลงอย่างต่อเนื่อง
จาก 3.15% เดือน ม.ค. เหลือ 2.82%
สะสมสำหรับเดือน ก.พ.
ล่าสุดวานนี้ (14) เหลือเพียง
2.49%
ปีนี้เราคาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิลดลง
11% เหลือ 77 ล้านบาท ด้วยเหตุผล
4 ประการ 1)
การลดลงของมาร์เก็ตแชร์ (เพราะฐานลูกค้าประมาณครึ่งหนึ่งอิงอยู่กับรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย)
จาก 3.44% ปี 45 เหลือ 2.50% 2)
คาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมและบริการจะลดลงไป
13%
เนื่องจากผลงานที่ผ่านมาไม่น่าประทับใจ
3)
การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจาก
0.157%
ของมูลค่าการซื้อขายของบริษัท
เป็น 0.20% และสุดท้าย 4)
การต้องกลับมาจ่ายภาษีตามปกติ
30%
หลังล้างขาดทุนสะสมหมดตั้งแต่ไตรมาส
3 ที่ผ่านมา
แม้เราคาดว่าบริษัทจะสามารถจ่ายปันผลสำหรับกำไรปี
45 ได้ (จริงๆคือจ่ายจากกำไรครึ่งปีหลัง)
ในอัตราหุ้นละ 0.24 บาท
แต่อัตราผลตอบแทนต่ำมากเพียง
2% ถือว่าไม่คุ้ม
เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานที่เราเชื่อว่าควรจะมีราคาที่เหมาะสมเพียง
10.74 บาท (อิง P/E ปี 46 ที่ 15 เท่า)
ดังนั้นยังแนะนำ "ขาย"