บมจ.
จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GRAMMY)
ประกาศกำไรไตรมาส 4
ออกมาน่าประทับใจ
มีกำไรสุทธิ 219 ล้านบาท
ดีกว่าที่เราคาดการณ์ถึง 16.5%
โดยรายได้จากธุรกิจเพลงซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของรายได้รวม
เพิ่มขึ้นถึง 51% จากไตรมาส 3 (qoq)
และ 28% จากปีก่อน (yoy)
สาเหตุหลักมาจากความสำเร็จของอัลบั้มเพลงชุดล่าสุดของเบิร์ด
รายได้จากธุรกิจโทรทัศน์และวิทยุได้รับการผลักดันจากเติบโตของเม็ดเงินโฆษณา
นอกจากนั้น
บริษัทยังมีรายได้เพิ่มเติมจากธุรกิจภาพยนตร์ที่ออกฉายในไตรมาส
4 เรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11
ซึ่งทำรายได้ประมาณ 50
ล้านบาท
สำหรับธุรกิจในไต้หวันยังคงมีผลขาดทุนต่ออีกราว
20 ล้านบาท
กำไรสุทธิของทั้งปี
2545
เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง
232% เป็น 664 ล้านบาท
เนื่องจากการเพิ่มขึ้น 21%
ของรายได้ธุรกิจเพลง
หลังจาก GRAMMY
ปรับลดราคาซีดีและวีซีดี
ตั้งแต่เดือน ส.ค. 2544
และความสำเร็จของอัลบั้มเพลง
เช่น เบิร์ด และน้องพลับ
การเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิยังมาจากรายได้ธุรกิจวิทยุที่สูงขึ้นเด่นชัด
จากการเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาทางวิทยุ
20%
รวมทั้งการบันทึกรายได้จากสถานีวิทยุ
F.M. 94.0 เข้ามาเป็นเวลาเต็มปี
หลังจากเริ่มดำเนินงานในช่วงกลางปี
2544
อัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้นจาก
40.5% เป็น 49.1%
จากต้นทุนที่ลดลงหลังจากบริษัทเริ่มผลิตซีดีและวีซีดีเองตั้งแต่เดือน
พ.ค. 2545
GRAMMY
มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
969 ล้านบาทหรือ 1.93 บาทต่อหุ้น
และจะจ่ายเงินปันผลอีก 1.50
บาทต่อหุ้นหลังจากที่ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว
0.50 บาทต่อหุ้น
เงินปันผลรวมทั้งปีอยู่ที่
2
บาทต่อหุ้นหรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทน
(Yield) ถึง 9.9%
เรายังคงมีมุมมองด้านบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัท
ด้วยเหตุผลของการเติบโตต่อเนื่องของรายได้จากธุรกิจเพลง
จากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายผู้บริโภคและนโยบายการปราบปรามสินค้าละเมิด ลิขสิทธิ์อย่างจริงจังของรัฐบาล
สำหรับกำไรของ GRAMMY
ในปีนี้น่าจะได้รับการผลักดันจากการปิดธุรกิจในไต้หวันซึ่งมีผลขาดทุนมาโดยตลอด
ประกอบกับมีรายได้เพิ่มเติมจากการผลิตภาพยนตร์เพิ่มขึ้น
เราอาจจะมีการปรับประมาณการกำไรขึ้นหลังจากการประชุมนักวิเคราะห์ในบ่ายวันนี้
อย่างไรก็ตาม GRAMMY ซื้อขายที่
PER เพียง 13.8 เท่า (เทียบกับ PER
กลุ่มบันเทิงที่ประมาณ 20
เท่า)
และราคาหุ้นยังต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมที่
26 บาทอยู่ 22% เรายังคงคำแนะนำ
"ซื้อ"