บมจ. ไอทีวี (ITV)
ประกาศงบไตรมาส 4
มีผลขาดทุนสุทธิ 235 ล้านบาท
ซึ่งแย่กว่าที่เราคาดการณ์
โดยมีขาดทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส
3 และช่วงเดียวกันปี 2544
จากการที่อัตรากำไรขั้นต้นต่ำลง
ขณะที่ต้องจ่ายค่าสัมปทานเพิ่มขึ้นจาก
175 ล้านบาทเป็น 200
ล้านบาทต่อไตรมาส
ITV
มีรายได้เติบโตจากการที่สถานีได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
หลังจากการปรับผังและเนื้อหารายการให้ตรงกับกลุ่มผู้ชมเป้าหมายมากขึ้น
ทำให้รายได้ค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นถึง
74% เป็น 1,146 ล้านบาทในปี 2545
นอกจากนั้น
ยังมีรายได้เพิ่มเติมจากการถ่ายทอดฟุตบอลโลก
การจัดประกวดนางสาวไทย
และการจัดงาน Bangkok Countdown
ที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์
อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก
4.3% มาเป็น 32.5%
เนื่องจากรายได้และเรตติ้งที่สูงขึ้น
ซึ่งจากการสำรวจโดย AC Nielsen (Thailand)
ส่วนแบ่งตลาดผู้ชมของสถานีเพิ่มขึ้นจาก
9% ในปี 2544 เป็น 11%
ซึ่งเป็นอันดับ 3
ตามหลังช่อง 3 และช่อง 7
อย่างไรก็ตาม
ค่าสัมปทานเพิ่มขึ้นจำนวน 100
ล้านบาทเป็น 750 ล้านบาท
ตามสัญญาสัมปทาน
สำหรับกำไรก่อนดอกเบี้ย
ภาษี และค่าสัมปทาน (EBIT)
ฟื้นจากขาดทุน 256
ล้านบาทมาเป็นกำไร 51 ล้านบาท
ฐานะการเงินดีขึ้นอย่างชัดเจน
โดยมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น
อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนสูงขึ้นจาก
0.26 เท่าเป็น 1.24 เท่า ณ สิ้นปี 2545
ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนลดลงจาก
1.67 เท่า เหลือเพียง 0.28 เท่า
หลังจากบริษัทได้นำเงินจากการเพิ่มทุนในปีก่อนไปจ่ายคืนหนี้สินบางส่วน
มุมมองของเราต่อ
ITV ยังคงเป็นบวก
เนื่องจากบริษัทมีผลการดำเนินงานและฐานะการเงินที่ดีขึ้น
ประกอบกับเม็ดเงินโฆษณามีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง
การนำระบบวัดเรตติ้งทีวีระบบใหม่มาใช้ในต้นปีหน้า
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อ ITV
เนื่องจากในปัจจุบัน ITV
ดูเหมือนจะได้รับการวัดเรตติ้งที่ไม่ยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม
ค่าสัมปทานที่บริษัทต้องจ่ายจำนวนมาก
ยังคงเป็นอุปสรรคต่อผลการดำเนินงานที่ยากจะมีกำไรได้
เราคาดว่า ITV
จะมีผลขาดทุนสุทธิ 688
ล้านบาทแม้ว่าต้องจ่ายค่าสัมปทานเพิ่มขึ้นอีก
100 ล้านบาท เรายังคงคำแนะนำ
"ซื้อเมื่ออ่อนตัว"
ITV 4Q02 results