เมื่อวานนี้
บมจ. เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์
กรุ้ป (MAJOR) ประกาศงบไตรมาส 4
กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 14%
จากไตรมาส 3 (qoq) เป็น 97 ล้านบาท
เป็นไปตามที่เราคาดการณ์
โดยมีรายได้จากธุรกิจโรงภาพยนตร์เพิ่มขึ้น
33% เนื่องจากการเปิดสาขา 3
แห่งซึ่งมีโรงภาพยนตร์ 25 โรง
ขณะที่รายได้ต่อจอเพิ่มขึ้นจาก
3.4 ล้านบาทเป็น 3.8 ล้านบาท
MAJOR
กลายเป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์
โดยมีส่วนแบ่งตลาด 50%
ด้วยจำนวนสาขา 12 แห่ง
ประกอบด้วยโรงภาพยนตร์ 111
โรง 27,900 ที่นั่ง โบว์ลิ่ง 174
เลน พื้นที่ให้เช่า 17,809
ตารางเมตร และจอโฆษณา 111 จอ
เราคาดว่า
บริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 58%
ในปี 2546 เป็น 515 ล้านบาท
เนื่องจาก 1)
การรับรู้รายได้เต็มปีจากสาขาที่เปิดในปีก่อน
2) มีการเปิดสาขาใหม่ 2 แห่ง 3)
จำนวนภาพยนตร์ที่เข้าฉายมีมากขึ้น
และ 4)
ค่าตั๋วเฉลี่ยที่สูงขึ้น
ฐานะการเงินของบริษัทยังคงเข้มแข็ง
โดยมีเงินสดสุทธิและมีกระแสเงินสดแข็งแกร่งที่
644 ล้านบาท นอกจากนั้น
บริษัทยังประกาศจ่ายเงินปันผล
2 บาทต่อหุ้น และแตกพาร์จาก 5
บาทเป็น 1 บาท
เราชอบบริษัทในแง่ของแนวโน้มการเติบโตและความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน
และยังคงคำแนะนำ ซื้อ
แต่ราคาหุ้นนับว่ามี Upside
ไม่มากจากราคาเป้าหมายของเราที่
88 บาท
ถ้าเทียบกับหุ้นอื่นในกลุ่มบันเทิง
เช่น BEC, GRAMMY และ GMMM จะมี Upside
มากกว่า คือ 21%, 28% และ 39%
ตามลำดับ
4Q02 earnings results