หลังจากที่เราได้เข้าพบผู้บริหารของ
บมจ.
บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ
(BAFS)
ทำให้เราได้ทราบถึงความคืบหน้าของโครงการสนามบินแห่งใหม่สุวรรณภูมิ
(SBIA)
ซึ่งตามแผนแล้วต้องเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่
29 กันยายน 2548
สำหรับธุรกิจท่อส่งน้ำมัน
(Hydrant) นั้น ปัจจุบัน BAFS
ถือหุ้นส่วนอยู่ 45% ในบริษัท
ไทยเชื้อเพลิงการบิน (TARCO)
ซึ่งชนะการประมูลสิทธิในการดำเนินงานท่อส่งน้ำมันให้กับสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเวลา
30 ปี และเมื่อเร็ว ๆ
นี้รัฐบาลก็ได้มีมติให้บริษัทเป็นผู้ดำเนินการธุรกิจคลังน้ำมัน
(Depot)
ในสนามบินแห่งนี้เพียงผู้เดียว
ในขณะที่ธุรกิจเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน
(Intoplane)
กำลังอยู่ในระหว่างรอการประมูล
ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลภายในปี
2547
ก่อนหน้าที่สนามบินแห่งนี้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์
1 ปี
โดยรวมแล้วผู้บริหารคาดว่าบริษัทจะมีส่วนแบ่งปริมาณการให้บริการเติม น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานไม่ต่ำกว่า
70%
ของปริมาณการให้บริการทั้งหมดในสนามบินแห่งใหม่นี้
บริษัทวางแผนที่จะลงทุนในการให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่สนามบินเชียงใหม่
ในเดือนพฤษภาคมนี้
ซึ่ง ณ
สนามบินแห่งนี้ปัจจุบัน PTT
เป็นผู้ให้บริการอยู่แต่เพียงผู้เดียว
แต่ปริมาณการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่สนามบินนี้ไม่ค่อยสูงนัก
โดยปริมาณการเติมน้ำมันอยู่ที่ประมาณ
6.6 ล้านลิตร/ปี ซึ่ง 90%
เป็นการเติมน้ำมันของบมจ.
การบินไทย (THAI)
อย่างไรก็ตามเราไม่คาดว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ
เนื่องจากปริมาณการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน
ณ
สนามบินเชียงใหม่คิดเป็นเพียงแค่
0.2%
ของปริมาณการให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน
จำนวน 3,551 ล้านลิตร ของบริษัท
ณ
สนามบินดอนเมืองในปัจจุบัน
นอกจากนั้นแล้วบริษัทยังวางแผนที่จะลงทุนในสนามบินภูเก็ต,
หาดใหญ่
และเชียงรายภายในปีหน้า
ซึ่งเรามองว่าการลงทุนดังกล่าวมีขนาดเล็กมากและไม่มีนัยสำคัญต่อผล การดำเนินงานของบริษัท
แนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ยังคงสดใสจากการที่ปริมาณการให้ บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานใน
2 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 5.3% yoy
เทียบกับการเติบโตเฉลี่ยทั้งปีเพียง
1.7% ในปีก่อน
เราคาดการณ์อย่างอนุรักษ์นิยมว่าปริมาณการให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิง อากาศยานจะเติบโต
2.2% จาก 3,551 ล้านลิตร เป็น 3,630
ล้านลิตรในปีนี้
ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงปริมาณการให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่จะเพิ่มขึ้น จากเครื่องบินใหม่จำนวน
7 ลำที่ทาง THAI
วางแผนที่จะซื้อจากสายการบิน
United Airlines
เมื่อเร็ว ๆ
นี้บริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งปีหลังจำนวน
0.25 บาท
หลังจากที่ได้จ่ายไปแล้ว 0.25
บาทในครึ่งปีแรก
ซึ่งคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนทั้งปีที่
6.5% ราคาหุ้นซื้อขายอยู่ที่ PER
7 เท่า EV/EBITDA 4.6 เท่า
มีส่วนลดอยู่ 27%
จากราคาที่เหมาะสมของเราที่
10.50 บาท เราคงคำแนะนำ "ทยอยสะสม"