10 มีนาคม 2546

 
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
PTT <42.75 บาท>
คำแนะนำ
ใหม่             :   ซื้อ
ก่อนหน้านี้  :   ซื้อ
เป้าหมาย  :   
52 บาท

 

 

ความต้องการน้ำมันเพิ่มและธุรกิจปิโตรเคมีมีกำลังเติบโต แนวโน้มสดใสในปีนี้

หลังจากที่เราได้เข้าประชุมกับผู้บริหารของบริษัท ปตท. (PTT) เราเชื่อว่าผลประกอบการในปีจะยังคงดีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบริษัท ปตท. จะมีรายได้ที่สูงมากในปีที่แล้ว แต่เราคาดว่ารายได้ในปีนี้จะสามารถลบสถิติเดิมลงได้

ปัจจัยที่จะช่วยผลักดันผลกำไรให้กับบริษัทในปีนี้ได้แก่ ความต้องการก๊าซที่เพิ่มขึ้น และธุรกิจปิโตรเคมีที่กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง อีกทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้บริษัทได้รายได้ที่สูงขึ้นและค่าการกลั่นเพิ่มขึ้น (GRM)

ราคา LPG ได้พุ่งสูงขึ้น 48% จากราคาเฉลี่ย 243 เหรียญ/ตัน ในปี 2545 มาเป็น 360 เหรียญ/ตันในปัจจุบัน เป็นผลมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นช่วยหนุนรายได้ของบริษัทในปีนี้ ยิ่งกว่านั้นบริษัทคาดว่าจะสามารถรับ Make up ก๊าซจำนวน 100 ล้านเหรียญ ( 4,200 ล้านบาท) ต่อปีในอนาคตตามสัญญา Take or Pay ซึ่งจะทำให้เงินสดและกำไรเพิ่มขึ้น โดยคาดว่า Make up ก๊าซจะสามารถรับได้หมดภายในปี 2552

บริษัท ปตท. มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดถึง 30,035 ล้านบาท หรือ 10.74 บาท/หุ้น เราคาดว่าบริษัทจะมีกระแสเงินสดไม่น้อยกว่า 3 หมื่นล้านบาท/ปี ซึ่งเพียงพอที่จะใช้ในการลงทุนจำนวน 104,918 ล้านบาท ในช่วงปี 2546-2549 หลังหักเงินปันผลจ่ายจำนวน 2.85 บาท/ปี

ราคาหุ้นปัจจุบันยังคงต่ำกว่ามูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานอยู่ซื้อขายอยู่ที่ PER เพียง 4.9 เท่า EV/EBITDA 3.8 เท่า ราคาหุ้นมี Upside อยู่ 22% จากราคาที่เหมาะสมของเราที่ 52.50 บาท ด้วยกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและอัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูงถึง 6.7% ทำให้เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ

Earnings Summary

 

2000

2001

2002

2003F

Sales (Bt mn)

371,455

377,902

399,752

412,945

EBITDA (Bt mn)

40,757

49,840

57,545

57,924

Normalized earinings (Btmn)

14,714

18,551

24,039

25,637

Earnings (Btmn)

12,280

21,565

24,507

25,637

EPS (Bt)

4.4

7.7

8.8

9.2

PER (x)

9.7

5.5

4.9

4.7

EV/EBITDA

5.8

4.2

3.8

3.6

Free cash flow (Btmn)

(180)

(26,250)

20,183

15,037

CF/share (Bt)

6.7

7.5

10.7

12.0

Book value per share (Bt)

10.9

20.7

29.0

35.7

DPS (Bt)

-

2.5

2.85

3.0

Dividend yield (%)

-

5.8

6.7

7.0

  • ยอดขายก๊าซของ PTT ทำได้สูงกว่าที่คาดการณ์จาก 6% เป็น 8% จาก 2,291 ล้านลบ. ฟุตต่อวัน (mmcfd) ในปี 2544 เป็น 2,475 ล้านลบ. ฟุตต่อวัน ในปี 2545 โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ยอดขายได้ปรับขึ้น 11% เมื่อกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 2,456 ล้านลบ. ฟุตต่อวัน และจากข้อมูลความต้องการใช้ไฟฟ้าในเดือนมกราคมซึ่งเติบโต 8.3% มากกว่าที่คาดไว้ที่ 6% จึงทำให้เราคาดว่ายอดขายก๊าซในปีนี้จะยังคงเติบโตสูงกว่า 6% อยู่ ซึ่งยอดจำหน่ายก๊าซส่วนใหญ่ของบริษัทประมาณ 80% จะจำหน่ายไปยังภาคอุตสาหกรรมพลังงานโดยเฉพาะการผลิตกระแสไฟฟ้า (EGAT, IPPs และ SPPs) โดยในปีนี้ยอดขายก๊าซที่เพิ่มขึ้นจะมาจากปริมาณการบริโภคก๊าซของโรงไฟฟ้าราชบุรี (RATCH) เป็นหลัก ซึ่งได้รับมอบโรงไฟฟ้าทั้ง 5 ชุดในปีที่ผ่านมา
  • ราคา LPG ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 48% yoy มาอยู่ที่ 360 เหรียญ/ตันในปัจจุบันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมผลกำไรให้กับ PTT ราคาที่ปรับขึ้นมาเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นและความต้องการบริโภค LPG ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย ผู้บริหารคาดว่าราคา LPG เฉลี่ยในปีนี้จะสามารถยืนอยู่ 360 เหรียญ/ตันได้ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับ PTT ประมาณ 7,500 ล้านบาท หากสมมติฐานดังกล่าวเป็นจริง

  • ปริมาณการรับ Make up ก๊าซในปีนี้จะช่วยหนุนผลการดำเนินงานและกระแสเงินสดของ PTT โดยเมื่อปีก่อนบริษัทได้รับ Make up ก๊าซจำนวน 58 ล้านเหรียญและคาดว่าในปีนี้จะรับ Make up ก๊าซจำนวน 100 ล้านเหรียญ (4,200 ล้านบาท) ซึ่งจากจำนวน Make up ก๊าซที่เหลืออยู่มูลค่า 772 ล้านเหรียญ เราคาดว่า PTT จะเรียกรับ Make up ก๊าซได้หมดภายในปี 2552
  • บริษัทมีค่าการตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 1.25 บาท/ลิตรในปี 2545 ซึ่งเป็นค่าการตลาดที่ดีที่สุดในช่วง 5 ปีหลัง ผู้บริหารคาดว่าบริษัทจะมีค่าการตลาดเฉลี่ยในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1.20 บาท/ลิตร ตามราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้น

  • บริษัทร่วมของ PTT ในธุรกิจโรงกลั่นจะได้รับผลดีโดยตรงจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันค่าการกลั่นได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 5 เหรียญ/บาร์เรล จากการที่ราคาค้าปลีกน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อปีก่อนค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณ 3 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่โรงกลั่นสามารถอยู่รอดได้โดยมีกำไร แต่ในทางกลับกันถ้าราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วโรงกลั่นจะมีค่า การกลั่นลดลงด้วยและยังจะมีขาดทุนจากสินค้าคงคลังด้วย
  • ปัจจุบันบริษัทถือหุ้นอยู่ 63% ในบริษัทไทยโอเลฟินส์ (TOC) หลังจากที่ได้ทำการเพิ่มทุนให้กับบริษัทไปเมื่อปีก่อน ปัจจุบัน TOC มีกำลังการผลิตเอทธิลีนและโพรพิลีนอยู่ที่ 385,000 และ 190,000 ตัน/ปีตามลำดับ ซึ่ง TOC จะเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่จะช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับบริษัทได้ในปีนี้ ทั้งนี้เนื่องจากราคาเอทธิลีนและโพรพิลีนได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 66% และ 55% จากไตรมาส 4 มาอยู่ที่ 680 เหรียญและ 690 เหรียญ/ตันตามลำดับในปัจจุบัน ทำให้เราคาดหมายว่า TOC จะมีผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งมากในปีนี้ นอกจากนั้นแล้ว TOC ได้วางแผนที่จะขยายกำลังการผลิตเอทธิลีนเพิ่มขึ้นอีก 315,000 ตัน/ปีในไตรมาส 4 ของปีหน้าอีกด้วย

  • PTT วางแผนที่จะลงทุนจำนวน 280 ล้านเหรียญในโครงการโรงแยกก๊าซแห่งที่ 5 ที่มาบตาพุดและลงทุนจำนวน 1,800 ล้านเหรียญในการก่อสร้างท่อส่งก๊าซเส้นที่ 3 ในอ่าวไทยโดยทั้ง 2 โครงการจะเริ่มเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2548 และ 2549 ตามลำดับ บริษัทได้วางแผนใช้เงินลงทุนจำนวน 104,918 ล้านบาท ในช่วงปี 2546-2549 เพื่อใช้ในโครงการหลักดังกล่าว ด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานปีละ 3 หมื่นล้านบาทของบริษัท เราคาดว่าบริษัทจะสามารถใช้กระแสเงินสดภายในบริษัทในการลงทุนดังกล่าวได้ โดยที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนจะไม่เพิ่มขึ้น

 

นักวิเคราะห์ : กิติชาญ ศิริสุขอาชา
Email Kitichan.s@kimeng.co.th


If you have any questions or suggestions please feel free to email our  Research Webmaster

Copyright © March 2000, Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.

Disclaimer