ผลประกอบการไตรมาส
4 ของ บมจ. บิ๊กซี
ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC)
ที่ประกาศเมื่อวานนี้ดีกว่าคาดการณ์มาก
กำไรเพิ่มขึ้นถึง 60%
เทียบกับไตรมาส 3 (qoq) และเพิ่ม
44%
จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า
(yoy) มาเป็น 434 ล้านบาท
ทำให้กำไรของทั้งปี 2545 เป็น
1,288 ล้านบาท
การเติบโตของยอดขายในไตรมาส
4 เนื่องมาจากไตรมาส 4
เป็นช่วงที่มีการจับจ่ายใช้สอยมาก
ประกอบกับ BIGC
มีการเปิดสาขาเพิ่มอีก 1
แห่งที่บริเวณติวานนท์
อย่างไรก็ตาม
อัตรากำไรขั้นต้นตกลงเล็กน้อยมาอยู่ที่
9.35%
จากการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ผลประกอบการปี
2545 บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้น
17% เนื่องจากการเปิดสาขา 4
แห่งที่ บางนา ลาดพร้าว
ดาวคะนอง และติวานนท์
ซึ่งส่งผลให้ BIGC
มีการกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นและมีดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น
66%
ขณะที่อัตราภาษีปรับลดลงจาก
18.7% ในปี 2544 เหลือ 16.1%
เป็นผลมาจากผลการขาดทุนทางบัญชีจากการการเลิกบริษัทและชำระบัญชีของบริษัทย่อย
2 แห่งคือ บริษัท
สยามค้าปลีกและบริษัท
เอเชีย แอสแซท ซึ่ง BIGC
ถือหุ้นทั้งหมด
ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา
แม้ว่า BIGC
จะเน้นการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง
ฐานะทางการเงินของบริษัทยังนับว่าดีโดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนเพียง
0.28 เท่า ลดลงจาก 0.30 เท่าในปี 2544
และมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
3,453 ล้านบาทหรือ 4.30 บาทต่อหุ้น
นอกจากนั้น
จากที่มีขาดทุนสะสม 843
ล้านบาท ณ สิ้นปี 2544 BIGC
กลับมามีกำไรสะสม 421 ล้านบาท
หมายความว่า
บริษัทสามารถเริ่มจ่ายเงินปันผลได้ในปีนี้หรือปีหน้าหลังจากไม่ได้จ่ายเงินปันผลมา ตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ
5 ปีก่อน
เมื่อวานนี้
ราคาหุ้นได้ตกลงมาสู่จุดต่ำสุดในรอบ
2 ปี
แสดงให้เห็นว่าตลาดยังไม่ได้ตอบรับกับผลประกอบการที่น่าประทับใจในไตรมาส
4
รวมทั้งศักยภาพในการเติบโตของบริษัทจากการเปิดสาขาต่อเนื่อง
การเติบโตของเศรษฐกิจ
กระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง
และฐานะทางเงินที่ดี
จากการที่กำไรไตรมาส
4 ออกมาดีเกินคาด
เราคาดว่าจะมีการปรับประมาณการกำไรในปีนี้ขึ้นภายหลัง
อย่างไรก็ตาม
เมื่ออ้างอิงกับประมาณการเดิม
BIGC ซื้อขายอยู่ที่ PER เพียง 8.8
เท่า และมี Upside
จากราคาเป้าหมายของเราที่ 27
บาท อยู่ถึง 85%
เรายังคงคำแนะนำเดิมคือ "ซื้อ"
BIGC 4Q02 results