|

|
| 
| | |
บมจ.
สหวิริยาสตีลอินดัสตรี SSI <8.95 บาท> |
|
คำแนะนำ ใหม่
: ถือ ก่อนหน้านี้
: ซื้อเก็งกำไร |
| |

|
|
| | | 4
กุมภาพันธ์ 2546 |
คาดปีนี้การทำกำไรจะกลับลงมาสู่ระดับปกติ
ลดเกรดจาก ซื้อเก็งกำไร
เป็น ถือ
|
|
บมจ.
สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI)
เมื่อวานได้จัดให้มีการประชุมนักวิเคราะห์
ซึ่งบริษัทได้สรุปผลการดำเนินงานในงวดปี
2545 ที่ผ่านมา
รวมถึงประเมินแนวโน้มของบริษัทในปี
2546
จากประมาณการยอดขายในรูปเมตริกตัน,
ราคาขายแผ่นเหล็กรีดร้อนรีดเย็น
และ ต้นทุน Slab หรือ
เหล็กแท่งแบน ของผู้บริหาร
เราประเมินว่ากำไรของ SSI
ในปี 2546 นี้จะปรับลดลงจากปี
2545 มาก คือ ประเมินว่าปี 2546
จะมีกำไรสุทธิเท่ากับ 989
ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 1.16 บาท)
เทียบกับปี 2545
ที่มีกำไรสุทธิเท่ากับ 3,434
ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 4.03 บาท)
ทั้งนี้ผลสำคัญมาจากราคาต้นทุนเหล็กแท่งแบน
(Slab)
ผู้บริหารประเมินว่าเฉลี่ยในปีนี้จะเท่ากับ
240 เหรียญ/ตัน (ราคาปัจจุบันอยู่ที่
265-270 เหรียญ/ตัน)
เทียบกับเฉลี่ยปีก่อนอยู่ที่
183 เหรียญ/ตัน
ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยปรับขึ้นน้อยกว่าคือปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่
316 เหรียญ/ตัน
เทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 280
เหรียญ/ตัน
ทำให้ส่วนต่างกำไร หรือ Spread
ลดลงเหลือ 76 เหรียญ/ตัน
เทียบกับปีก่อนซึ่งอยู่ที่
98 เหรียญ/ตัน
ด้านแนวโน้มยอดขายของ
SSI
ผู้บริหารประเมินว่าปีนี้จะมีการผลิตแบบเต็มกำลังการผลิตที่
2.4 ล้านตัน หรือ
ขยายตัวเพิ่มขึ้น 24%
จากปีก่อน
เนื่องภาวะการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมที่ใช้แผ่นเหล็กรีดร้อน,
รีดเย็น ไม่ว่าจะเป็น
อุตสาหกรรมรถยนต์,
อุตสาหกรรมก่อสร้าง
และอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ
นอกจากนี้บริษัทยังสามารถขยายตัวส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตามอิทธิของส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุนวัตถุดิบนับว่า เป็นปัจจัยสำคัญสุดที่มีอิทธิพลต่อแนวโน้มผลประกอบการ
ซึ่งจากปัจจุบันราคาวัถตุดิบเหล็กแท่งแบน
หรือ Slab ได้พุ่งขึ้นมาเป็น
265-270 เหรียญ/ตัน
ในขณะที่ราคาขายยังถูกจำกัดที่
320 เหรียญ/ตัน (หรือ 13,800 บาท/ตัน)
ทำให้คาดหมายว่าผลการดำเนินงานในปีนี้จะปรับลดลงจากปีก่อนมาก
ซึ่งในปี 2545
ถือว่าเป็นปีทองของ SSI
โดยในปีนี้ผลการดำเนินงานน่าจะกลับลงมาสู่ระดับปกติ
ทำให้ SSI
ในปัจจุบันซื้อขายที่ P/E 2546
เท่ากับ 7.72 เท่า, EV/EBITDA 2546
เท่ากับ 10 เท่า และ
ซื้อขายใกล้ราคาเหมาะสมของเราที่
10 บาท ดังนั้น
เราจึงปรับลดคำแนะนำจาก ซื้อเก็งกำไร
เหลือ ถือ
SSI's income statement (Bt
mn)
| |
2000 |
2001 |
2002 |
2003F |
2004F |
2005F |
|
Sales |
16,326 |
13,104 |
23,968 |
28,240 |
30,405 |
32,740 |
|
Other income |
58 |
32 |
52 |
61 |
56 |
52 |
|
Total revenues |
16,383 |
13,137 |
24,020 |
28,301 |
30,461 |
32,792 |
|
Cost of Goods sold |
13,993 |
11,776 |
18,097 |
24,791 |
26,728 |
28,758 |
|
Depreciation and Amortization |
489 |
431 |
601 |
533 |
574 |
551 |
|
SG&A and Others Expenses |
315 |
652 |
848 |
932 |
998 |
1,068 |
|
EBIT |
1,587 |
277 |
4,474 |
2,045 |
2,162 |
2,415 |
|
Interest expenses |
1,270 |
1,040 |
934 |
979 |
899 |
797 |
|
Net profit before extra item |
221 |
(749) |
3,385 |
989 |
1,191 |
1,519 |
|
Equity Acc. + Extraordinary Gains |
- |
119 |
49 |
- |
- |
- |
|
Net profit |
221 |
(630) |
3,434 |
989 |
1,191 |
1,519 |
|
EPS |
0.26 |
(0.74) |
4.03 |
1.16 |
1.40 |
1.78 |
|
EPS Growth |
( 93.0%) |
N.A. |
N.A. |
( 71.2%) |
20.5% |
27.5% |
|
PER |
34.62 |
N.A. |
2.22 |
7.72 |
6.41 |
5.03 |
|
EV/EBITDA |
12.17 |
23.82 |
3.89 |
10.10 |
9.02 |
7.58 |
|
P/BV |
1.52 |
1.80 |
0.85 |
0.77 |
0.69 |
0.60 |
|
Debt / Equity |
3.54 |
4.02 |
2.24 |
1.88 |
1.56 |
1.20 |
Note: COGs does not include Depreciation and Amortization
|
Forecast Assumptions |
2000 |
2001 |
2002 |
2003F |
2004F |
2005F |
|
Domestic sales (MT) |
1,052,045 |
1,156,792 |
1,764,605 |
2,184,000 |
2,358,720 |
2,547,418 |
|
%Chg |
(8%) |
10% |
53% |
24% |
8% |
8% |
|
Export sales (MT) |
358,515 |
38,889 |
174,942 |
216,000 |
226,800 |
238,140 |
|
%Chg |
235% |
(89%) |
350% |
23% |
5% |
5% |
|
Total sales (MT) |
1,410,560 |
1,195,681 |
1,939,547 |
2,400,000 |
2,585,520 |
2,785,558 |
|
%Chg |
13% |
(15%) |
62% |
24% |
8% |
8% |
|
HRC selling price (US$ / MT) |
278.56 |
237.23 |
280.34 |
316.00 |
316.00 |
316.00 |
|
Slab COG (US$ / MT) |
203.88 |
179.44 |
182.00 |
240.00 |
240.00 |
240.00 |
|
Metal spread (US$ / MT) |
75.41 |
57.79 |
98.34 |
76.00 |
76.00 |
76.00 |
|
Exchange Rate (Bt/US$) |
41.02 |
45.54 |
43.62 |
43.62 |
43.62 |
43.62 |
หมายเหตุ : ปี 2003
ประมาณการโดย SSI
- ผู้บริหารประเมินยอดขายในปี
2546 จะพุ่งขึ้นมาเป็น 2.4
ล้านตัน หรือ
ขยายตัวเท่ากับ 24% จากปีก่อน
โดยแบ่งเป็นยอดขายในประเทศเท่ากับ
2.2 ล้านตัน ยอดส่งออก 2 แสนตัน
โดยตลาดในประเทศจะยังได้แรงหนุนจากภาวะการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้าง,
การขยายตัวของภาคการผลิตยานยนต์
และ
อุตสาหกรรมอื่นๆก็มีแนวโน้มจะขยายตามภาวะเศรษฐกิจ
ในขณะที่ภาวะความต้องการแผ่นเหล็กในตลาดโลกก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
โดยเฉพาะการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนทำให้มีความต้องการใช้แผ่นเหล็กเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
- ทางด้านราคาขายแผ่นเหล็กรีดร้อน
ผู้บริหารประเมินราคาขายเฉลี่ยของบริษัทในปี
2546 นี้จะเท่ากับ 316 เหรียญ/ตัน
ต่ำกว่าเพดานราคาขายด้านบนที่ถูกจำกัดโดยกระทรวงพาณิชย์ที่
320 เหรียญ/ตัน หรือ 13,800 บาท/ตัน
โดยปัจจุบันแม้ว่าราคาต้นทุนเหล็กแท่งแบน
(Slab) จะปรับขึ้นมามาก SSI
ยังไม่ได้ยื่นขอปรับราคากับกระทรวงพาณิชย์
ซึ่งในปัจจุบันราคาต้นทุนเหล็กแท่งแบน
ได้พุ่งขึ้นมาเป็น 265-270
เหรียญ/ตัน
เทียบกับต้นทุนเหล็กแท่งแบนเฉลี่ยในปีก่อนเท่ากับ
183 เหรียญ/ตัน
โดยผู้บริหารประเมินราคาต้นทุนเหล็กแท่งแบนในปีนี้จะเท่ากับ
240 เหรียญ/ตัน ดังนั้น
จะมีผลทำให้สเปรดระหว่าง
ราคาขายแผ่นเหล็กรีดร้อน
กับ
ราคาต้นทุนเหล็กแท่งแบน
ลดลงเหลือ 76 เหรียญ/ตัน ในปี
2546 จากระดับ 98 เหรียญ/ตันในปี
2545


(หมายเหตุ : HRC
Selling Price คือ
ราคาขายเฉลี่ยแผ่นเหล็กรีดร้อนของบริษัทในรูปเหรียญต่อตัน
/ Slab COG
ราคาต้นทุนวัตถุดิบเหล็กแท่งแบนเฉลี่ยในรูปเหรียญต่อตัน
/ Metal Spread คือ ส่วนต่างระหว่าง
ราคาขายหักด้วยต้นทุนวัตถุดิบเหล็กแท่งแบน)
- การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันจะไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตมากนัก
โดยในปี 2545 ที่ผ่านมา
ต้นทุนไฟฟ้า
คิดเป็นสัดส่วน 17% และ
ต้นทุนน้ำมันเตาคิดเป็นสัดส่วน
20% ของ Conversion Cost โดย Conversion Cost ปี 2545
เท่ากับ 34 เหรียญ/ตัน
เทียบกับต้นทุน
เหล็กแท่งแบน (Slab)
ซึ่งเท่ากับ 183 เหรียญ/ตัน
ดังนั้น
อิทธิพลการเคลื่อนไหวของราคาเหล็กแท่งแบน
และ
ราคาขายแผ่นเหล็กรีดร้อนจึงมีนัยสำคัญมากที่สุดต่อผลการดำเนินงาน
- ผู้บริหารได้วางแผนที่จะผลิตแบบเต็มกำลังการผลิตเท่ากับ
2.4 ล้านตันในปีนี้
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังไม่มีแผนการที่จะขยายกำลังการผลิต
โดยกำลังอยู่ในช่วงการศึกษาอยู่
- การจำกัดเพดานบรรทุกใหม่ไม่เกิน
26 ตัน
ผู้บริหารมองว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของบริษัทมากนัก
เนื่องจากส่วนใหญ่บริษัทจะมีการขายหน้าโรงงานโดยให้ลูกค้ามาขนสินค้าเอง
ในขณะที่วัตถุดิบนำเข้าจะเป็นการขนส่งทางเรือ
ซึ่งโรงงานของบริษัทมีท่าเรือเป็นของตัวเอง
โดยสิ่งที่จะกระทบบ้างคือ
การขนส่งสินค้าจะมีความล่าช้าทำให้ยอดขายอาจไม่ได้เป็นไปตามเป้า
|
นักวิเคราะห์ : สุรชัย ประมวลเจริญกิจ Email
: Surachai.p@kimeng.co.th
If you have
any questions or suggestions please feel free to email our Research
Webmaster
Copyright © March 2000,
Kim Eng Securities (Thailand) PLC. All rights reserved.
Disclaimer
|